บิ๊กบังฮึ่มเงื้อใช้พรก.ฉุกเฉิน

ks.gif

บิ๊กบังฮึ่มเงื้อใช้พรก.ฉุกเฉิน

“สพรั่ง”ฮึ่มเช็กบิลคนชักใยเบื้องหลัง“บิ๊กบัง”ยันข่าวม็อบเสื้อแดงเคลื่อนไหวจริง จำเป็นก็ต้องประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน “สพรั่ง”ลั่นคมช.ใจไม่เย็นเหมือนน้ำแข็ง ใครป่วนหลัง 30 พ.ค. จัดการแน่ ประกาศส่งมอบงานให้รัฐบาลใหม่ที่เหมาะสมเท่านั้น ไม่อย่างนั้นทำมาเสียเปล่า ขู่อย่ามาเช็กบิลไม่อย่างนั้นเอาคืน เผยมีนักการเมืองขอกลับมาเล่นการเมืองหากหลุดคดียุบพรรค ให้สัญญาเป็นรัฐบาลแค่ 2 ปี ก่อนยุบสภาเลือกตั้งใหม่ มทบ.21 ดักกองทัพมด 19 จว.อีสาน ทรท.-ปชป.ย้ำสมาชิก-กลุ่ม หนุนอย่าไปศาล “แม้ว”ฟังศาล ถูกตัดสิทธิ์ก็ไม่อุทธรณ์ “นพดล”สวนนายกฯ ระบุอดีตนายกฯ ต้นเหตุของปัญหา ลูกผกค.ควรรู้หลักสมานฉันท์ ชี้”ทักษิณ”น่าจะได้กลับก่อนเลือกตั้ง ไอซีทีปิดเว็บไฮ-ทักษิณ บล็อกเว็บเครือข่าย  “แอ้ด”รูดซิป”สนธิ”ใช้แผนพิทักษ์ 1เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 27 พ.ค. ที่ศูนย์ประชุมสหประชาติ (ยูเอ็น) พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า วันวิสาขบูชาเป็นวันที่สำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นพุทธศาสนิกชน ซึ่งเป็นวาระที่สำคัญ 2 วาระ คือ ทรงตรัสรู้ ปรินิพพาน ส่วนประสูติคงเป็นเรื่องธรรมดา เพราะการตรัสรู้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่ได้ตรัสรู้ถึงหนทางดับทุกข์ เพราะทุกคนต้องมีความทุกข์แต่จะทำอย่างไรถึงจะดับทุกข์ได้ ถือเป็นคำสอนของพระพุทธองค์ที่สำคัญยิ่ง ส่วนวันปรินิพพานเป็นอีกวาระหนึ่งที่มีความสำคัญ พระอานนท์ซึ่งเป็นพระอุปัฏฐากถามว่าเมื่อพระพุทธองค์ปรินิพพานแล้วจะให้ยึดถืออะไร พระพุทธเจ้าก็บอกว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือคำสั่งสอนของพระพุทธองค์และขอให้นำคำสั่งสอนนั้นไปประพฤติปฏิบัติ คนที่นับถือศาสนาพุทธต้องศึกษาคำสั่งสอนของพระพุทธองค์

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะนำหลักคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปรับใช้กับสถานการณ์ในวันที่ 30 พ.ค.นี้ ซึ่งเป็นวันตัดสินคดียุบพรรคได้อย่างไร นายกฯกล่าวว่า คิดว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน เรื่องทางการเมืองก็เป็นเรื่องทางการเมือง แต่คนที่จะฉลองวันวิสาขบูชาคงต้องดูตัวเองและเริ่มศึกษา เริ่มปฏิบัติในทางที่ถูกที่ควร

เมื่อถามถึงกรณีพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. และประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ปรับแผนรับมือสถานการณ์ในวันที่ 30 พ.ค.นี้โดยใช้แผนพิทักษ์ 1 นายกรัฐมนตรีปฏิเสธจะตอบคำถามโดยเดินเลี่ยงขึ้นรถยนต์กลับออกไปทันที

คมช.แจงเป็นการปรับแผนรับม็อบ

ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. และผู้ช่วยเลขาธิการ คมช. กล่าวถึงการเปลี่ยนแผนรองรับสถานการณ์ในวันที่ 30 พ.ค. จากเดิมปฐพี 149 มาเป็นแผนพิทักษ์ 1 ว่า ไม่มีอะไร เป็นการดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อย ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะมีความเคลื่อนไหวในพื้นที่ต่างๆ ทั้งต่างจังหวัดและกรุงเทพมหานคร จึงปรับแผนรองรับ

ต่อข้อถามว่าเป็นห่วงสถานการณ์การชุมนุมภายหลังมีคำวินิจฉัยกรณียุบพรรคหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ยุบไม่ยุบพรรค ตนไม่ทราบ แต่ไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ต้องช่วยกันสื่อให้ประชาชนเข้าใจ เมื่อถามว่าจะมีมาตรการอื่นรองรับหรือไม่หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น ขอให้มั่นใจว่าประชาชนทุกคนร่วมมือกันทำเพื่อชาติ และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการข่าวระบุถึงความเคลื่อนไหวของขบวนการใต้ดิน เมื่อประเทศชาติอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหาย เชื่อว่าทุกคนใช้ความคิดของตัวเองช่วยให้สถานการณ์ผ่านไปได้ เมื่อถามว่าคมช.ได้รับรายงานหรือไม่ว่ามีกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวกดดัน พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่มีหลักฐาน และไม่มีอะไร

2 แกนนำพรรคใหญ่ปลุกระดมชาวบ้าน

พล.ท.สุจิตร สิทธิประภา แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า ขณะนี้มีข่าวว่ามี 2 แกนนำพรรคใหญ่พยายามปลุกระดมโดยให้หัวคะแนนในพื้นที่ติดต่อประชาชนเพื่อให้รวมตัวกันเดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ เพื่อกดดันตัดสินคดียุบพรรค แต่เมื่อกลุ่มเหล่านี้ขยับตัว ตนได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสกัดกั้นและขอร้องไม่ให้เดินขบวนเข้ามา เพราะไม่อยากให้สถานการณ์ไม่เรียบร้อย จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปประกบในแต่ละพื้นที่ที่มีข่าวว่ามีการเคลื่อนไหวกัน อย่างกรณีของ จ.อุดรธานี มีกลุ่มแกนนำออกมาบอกว่าจะมีการปลุกระดมหากมีการยุบพรรค ก็ได้สั่งการไปในยังพื้นที่กับแกนนำกลุ่มต่างๆ เมื่อมีการพูดคุยเขาก็รับปากว่าจะหยุดการเคลื่อนไหว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้พูดคุยกับนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำคนสำคัญของพรรคไทยรักไทยหรือยัง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดคุยแต่หากมีการเคลื่อนไหวจริง ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรับไปดูแลอยู่แล้ว คาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ตนพูดคุยกันทุกส่วนเพราะไม่อยากให้มีการเคลื่อนไหว ไม่อยากให้บ้านเมืองเกิดความไม่สงบเรียบร้อย

สั่งรถยนต์-รถตู้-บ.ข.ส.ห้ามขนคน

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า ผบ.ทบ. สั่งการให้ดูแลในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 นอกจากนี้ ยังได้พูดคุยกับผู้ประกอบการทั้งรถยนต์และรถตู้และยานพาหนะต่างๆ ที่แกนนำจะใช้เป็นช่องทางขนคนเข้ามาในกทม. ทางผู้ประกอบการก็รับปากจะช่วยดูแลให้ รวมถึงผู้อำนวยการ บ.ข.ส. ก็รับปากจะดูแลเรื่องเช่นกัน เมื่อถามว่าวันที่ 30 พ.ค. ประชาชนอาจลุกฮือจนไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า สถานการณ์ในพื้นที่ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง สามารถควบคุมดูแลได้ ได้วางแผนและมาตรการไว้เรียบร้อยหมดแล้ว โดยจะมีการเบรกการเคลื่อนไหวตั้งแต่จุดเริ่มต้น เพราะถ้าสกัดกั้นเมื่อมีการเคลื่อนขบวนแล้วคงทำได้ยาก สิ่งที่ดีที่สุดต้องเบรกตั้งแต่จุดรวมตัวกัน

พล.ท.สุจิตร กล่าวว่า ขณะนี้ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ได้เกาะติดและทำความเข้าใจกับประชาชนตลอดเวลา ขณะนี้ไม่มีเคลื่อนไหวทางการเมือง มีเพียงความเดือดร้อนของประชาชนเท่านั้น ซึ่งได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯเมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อส่งตัวแทนไปเรียกร้อง และขณะนี้ได้เดินทางกลับมาในพื้นที่หมดแล้ว จะเห็นได้ว่าการเคลื่อนไหวไม่ใช่กลุ่มการเมืองแต่อย่างใด

ทรท.เหนือเลิกเกณฑ์คนฟังยุบพรรค

เวลา 11.30 น. ที่บ้านนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ต.สันผีเสื้อ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายสุรพงษ์ โต วิจักษณ์ชัยกุล อดีตโฆษกศูนย์อำนวยการเลือกตั้งภาคเหนือพรรคไทยรักไทย แถลงว่า เกี่ยวกับคดียุบพรรคในวันที่ 30 พ.ค. อดีตส.ส.พรรคไทยรักไทย จ.เชียงใหม่ ได้หารือก่อนหน้านี้ว่าจะให้สมาชิกพรรคแต่ละเขตส่งตัวแทนเขตละ 30 คนมาฟังคำพิพากษาพร้อมๆ กันที่สำนักงานถ.ลอยเคราะห์ อ.เมืองเชียงใหม่ พร้อมๆ กับสำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพฯ และจะแถลงข่าว แต่เกิดปัญหาบางประการทำให้การแถลงข่าวเดียวกันวันนี้ไม่มีอดีตส.ส.พรรคไทยรักไทยมาร่วม ประกอบกับศาลรัฐธรรมนูญประกาศถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ อดีตส.ส.พรรคไทยรักไทยจึงมีมติไม่แถลงข่าวและไม่ส่งตัวแทนมาฟังคำตัดสินที่สำนักงานสาขาที่เชียงใหม่ แต่อดีตส.ส.เชียงใหม่พรรคไทยรักไทย 11 คน จะเดินทางไปยังสำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพฯ เพื่อความสงบเรียบร้อยไม่ทำให้เกิดความวุ่นวาย

นายสุรพงษ์กล่าวว่า ที่คมช.และรัฐบาลเป็นห่วงว่าทางจ.เชียงใหม่ เชียงราย จะมีคลื่นใต้น้ำและตั้งด่านสกัดเส้นทางต่างๆ เพราะกลัวขนม็อบเข้ากรุงเทพฯ นั้น ขอยืนยันว่าพวกตนอดีตส.ส.เชียงใหม่ไม่มีการดำเนินการใดๆ เลย 8 เดือนที่ผ่านมาเราอยู่ในความสงบ เราต้องการเห็นบ้านเมืองเดินหน้าต่อไป มีการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด ยืนยันไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น หากผลคดีออกมาอย่างไรก็จะมีขั้นตอนหลายๆ อย่างที่หัวหน้าพรรคแถลงไปแล้ว

ตั้งจุดตรวจสกัดม็อบ 24 ช.ม.

นายสุรพงษ์กล่าวว่า วันที่ 30 พ.ค. หากคำพิพากษาประกาศให้ยุบพรรคไทยรักไทย สมาชิกพรรคจะจับกลุ่มและเซ็นชื่อร่วมกันเพื่อตั้งพรรคใหม่ทันที โดยจะไปเป็นกลุ่มนำนโยบายเดิมของพรรคไทยรักไทยทั้งหมด เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน ไปใช้ คาดว่าจะมีสมาชิกร่วมลงลายมือชื่อไปสร้างพรรคใหม่ไม่ต่ำกว่า 200 คน และจะคอยดูหากคำตัดสินเปิดช่องให้จดทะเบียนชื่อเดิมได้ก็จะจดทะเบียนพรรคใหม่เป็นชื่อเดิม ตอนนี้ทางรักษาการหัวหน้าพรรคย้ำกับพวกเราว่าต้องการให้มีการเลือกตั้งเร็วที่สุด เมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้นเราค่อยไปยึดสภาและดำเนินการทางการเมือง การกล่าวหาว่ากลุ่มอำนาจเก่ามีท่อน้ำเลี้ยง ขอเรียนเลยว่าไม่มี อยากเรียกร้องให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหยุดพูด ยุติการกล่าวหากัน โดยเฉพาะคำว่ากลุ่มอำนาจเก่า ระบอบทักษิณ ให้เลิก บ้านเมืองจะได้สมานฉันท์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองกำลังทหารจากมณฑล ที่ 33 ค่ายกาวิละเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อ. สารภี เชียงใหม่ และเจ้าหน้าที่ขนส่งเชียงใหม่ ยังคงตั้งด่านตรวจสอบรถทัวร์และกระบะที่บรรทุกเกินกว่า 6 คน ส่วนรถทัวร์หากออกนอกพื้นที่ต้องรายงานตัวและขออนุญาตกับทหารตามจุดตรวจป่าแดด อ.สารภี จ.เชียงใหม่ บริเวณถนนซูเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง ที่ถือปฏิบัติจนถึงวันที่ 3 มิ.ย. ซึ่งทหารได้นำเต็นท์สนามมาให้ทหารที่เข้าเวรนอนข้างถนน เพื่อความสะดวกและต่อเนื่องในการสกัดและตรวจสอบม็อบที่จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ

จับตา”เสี่ยเพ้ง”ขึ้นดอยแม่สลอง

นายอมรพันธ์ นิมานันทร์ ผู้ว่าฯเชียงราย กล่าวว่าในส่วนของเชียงรายซึ่งถูกจับตาเรื่องความเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังมวลชนที่อาจเดินทางไปชุมนุมที่กรุงเทพฯ เพื่อฟังคดียุบพรรคในวันที่ 30 พ.ค. จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่ผิดปกติ กำนัน-ผู้ใหญ่ ผู้นำชุมชน ผู้สนับสนุนพรรคการเมืองต่างๆ ยืนยันไม่มีการเคลื่อนไหว ทางจังหวัดก็ไม่ได้ประมาทให้เจ้าหน้าที่เข้าไปทำความเข้าใจกับประชาชน และตั้งด่านตรวจบนถนนสายหลักที่จะเข้าออกเมืองคือถนนพหลโยธิน ตั้งแต่ อ.แม่สาย-อ.พาน ติดต่อกับ จ.พะเยา และเชียงใหม่

รายงานข่าวแจ้งว่า นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย เดินทางไปพักผ่อนที่ รีสอร์ตแห่งหนึ่ง บนทางขึ้นดอยแม่สลอง เขตพื้นที่ ต.ป่าซาง อ.แม่จัน จ.เชียงราย โดยมีนายสามารถ แก้วมีชัย อดีตส.ส. เขต 1 เชียงราย พรรคไทยรักไทยต้อนรับ นายพงษ์ศักดิ์เข้าพักที่รีสอร์ตมาตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. มีกำหนดเดินทางกลับกรุงเทพฯ วันเดียวกันนี้ การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการเดินทางขึ้นเหนือของนายพงษ์ศักดิ์ ไม่พบมีความเคลื่อนไหวทางการเมือง

มทบ.21 ดักกองทัพมด 19 จว.อีสาน

ที่จ.นครราชสีมา ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 21 ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ตั้งจุดตรวจสกัดม็อบหรือกลุ่มประชาชนจาก 19 จังหวัดภาคอีสาน ตามถนนสายหลักที่จะมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ เช่น ถนนสายบุรีรัมย์-นครราชสีมา ทางแยกเข้าสนามบินนครราชสีมา อ.เฉลิมพระเกียรติ, สี่แยกอวยชัยถนนสายปักธงชัย-สีคิ้ว อ.ปักธงชัย, ต.ห้วยบง อ.ด่าน ขุนทด, ถนนมิตรภาพนครราชสีมา-สระบุรี ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง, ก.ม. 79 อ.วังน้ำเขียว ถนนสายปักธงชัย-กบินทร์บุรี และถนนมิตรภาพบริเวณแยก สีดา กิ่งอ.สีดา เนื่องจากมีรายงานว่า ชาวบ้านจากจังหวัดต่างๆ จะทยอยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ใน วันเดียวกันนี้ในลักษณะกองทัพมด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แต่ละจุดมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารประมาณ 20 นาย ผลัดเปลี่ยนกันปฏิบัติหน้าที่ทั้งกลางวันและกลางคืนตลอด 24 ชั่วโมง เน้นตรวจตราบุคคลและสิ่งของที่โดยสารมากับรถยนต์ส่วนตัว รถโดยสารรวมถึงขบวนรถไฟ เพื่อป้องกันการก่ออาชญากรรม การค้ายาเสพติดตลอดจนตรวจตรากลุ่มบุคคลที่จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เป็นหมู่คณะ

บิ๊กบัง””ยันข่าวม็อบเสื้อแดงเคลื่อนไหว

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. และประธานคมช. ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมการรับการเคลื่อนไหวของกลุ่มม็อบเสื้อสีแดงว่า จากข้อมูลของงานข่าวกรองได้แจ้งว่ามีการเคลื่อนไหวจริงแต่ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร องค์กรไหนหรือกลุ่มไหน เรากำลังติดตามอยู่ ต้องรอให้ปรากฏขึ้นมาก่อนแล้วเราค่อยว่ากันอีกที ในฐานะที่ดูแลด้านความมั่นคงไม่ได้วิตกอะไรและไม่ได้เป็นห่วงอะไร

“จากที่ได้รับข่าวมีการจ่ายเงินจ้างมอเตอร์ไซค์รับจ้างและแท็กซี่จริงหัวละ 200 บาท อย่างไรก็ตาม ก็ต้องตรวจสอบเพราะเรื่องอย่างนี้สามารถพูดใส่ร้ายกันได้ ต้องรอให้เกิดเสียก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที ทางคมช.ได้สั่งให้มีการเตรียมการตามแผนพิทักษ์ 1 ที่ปรับกันขึ้นมาใหม่และได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและกทม. รวมถึงในจังหวัดต่างๆ และปริมณฑล การปรับแผนเป็นแผนพิทักษ์ 1 เพื่อจะให้จำกัดวงให้แคบลงมาในการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์” พล.อ. สนธิกล่าว

ถ้าจำเป็นก็ต้องใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

เมื่อถามว่ากลุ่มม็อบจะเคลื่อนไหวในวันที่ 28 พ.ค. พล.อ.สนธิกล่าวว่า ก็ไม่เป็นไร เราต้องติดตามดูว่าจะชุมนุมกันที่ใด การชุมนุมกันจะต้องได้รับขออนุญาตก่อนถือเป็นขั้นตอนการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ คือวิกฤตขั้นที่ 1-2-3 หากไม่รุนแรงก็ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทหาร ถ้าจำเป็นก็จะประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งถือว่าเป็นขั้นต้องการปฏิบัติตามธรรมดา โดยในสัปดาห์นี้ตั้งแต่วันที่ 25 พ.คเป็นต้นไป ได้สั่งการให้เตรียมพร้อมเข้มงวดมากกว่าทุกครั้งแต่ไม่วิตกอะไรเพราะได้เกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เมื่อถามว่ามีการะแสข่าวว่ามีเงิน 500 ล้านบาท สนับสนุนการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุม พล.อ.สนธิกล่าวว่า ตนยังไม่ได้รับรายละเอียดถึงเรื่องเงินดังกล่าว

เมื่อถามว่าหากประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต้องอยู่ในภาวการณ์เผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุม พล.อ.สนธิกล่าวว่า ไม่ได้หมายถึงอย่างนั้นแล้วแต่เหตุการณ์ ต้องดูกันอีกทีว่ามีอะไรที่เป็นเหตุเพราะไม่จำเป็นต้องเกิดเหตุการณ์แล้วถึงประกาศใช้พ.ร.ก. ฉุกเฉิน หากมีอะไรเป็นสิ่งบอกเหตุก็จะใช้ได้อยู่แล้ว พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะประกาศก่อนหรือหลังก็ได้ หรือ ระหว่างเกิดเหตุก็ได้ ขณะนี้ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุ มีแต่เพียงข่าวลือที่ว่าจะมีเหตุการณ์แต่จริงๆ แล้วยังไม่แน่ใจ เพราะคิดว่าเมื่อมีกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวออกไปแล้วน่าจะทำให้หลายคนได้ตระหนัก น่าจะดีขึ้นหรือเลิกการชุมนุมไป แต่ทุกพรรคจะต้องยอมรับว่าให้ทางศาลเป็นผู้พิจารณา ตนอยากให้ประชาชนสนองพระราชดำรัสเพราะตัวเราเองก็อยากเห็นบ้านเมืองสงบเรียบร้อยนำไปสู่การเลือกตั้งเพื่อจะได้ว่ากันไปตามรัฐธรรมนูญ

บอก”แอ้ด”ไปจีนสบายใจได้

เมื่อถามว่าวิตกหรือไม่หากกลุ่มอำนาจเก่าอยู่เบื้องหลังการชุมนุม พล.อ.สนธิกล่าวว่า ไม่วิตก เราก็ยังไม่รู้ว่าเป็นกลุ่มไหน อย่าพึ่งไปว่าใครเป็นใครต้องรอให้ออกมาเสียก่อนแล้วจะรู้ว่าใครเป็นใคร

เมื่อถามว่าในช่วงที่นายกฯ เดินทางไปประเทศจีนจะเตรียมการอย่างไรด้านความมั่นคง พล.อ.สนธิกล่าวว่า ในช่วงนั้นรองนายกฯ จะเป็นผู้รักษาการไม่มีปัญหาในการทำการแทน เมื่อมีอะไรก็สามารถพูดคุยกัน เมื่อถามว่า นายกฯได้สั่งการอะไรไว้หรือไม่ในช่วงที่ไม่อยู่ พล.อ.สนธิกล่าวว่า ได้คุยกันแล้ว นายกฯบอกว่าจะต้องไปต่างประเทศตนก็รับจะดูแลด้านความมั่นคง ได้คุยกันเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงขอให้เดินทางไปอย่างสบายใจ ตรงนี้เรียบร้อยไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่า คมช.ดูแนวโน้มเรื่องการยุบพรรคการ เมืองอย่างไรในวันที่ 30 พ.ค. พล.อ.สนธิกล่าวว่า เราไม่รู้จริงๆ เพราะไม่ได้เข้าไปยุ่งด้วยเป็นหน้าที่ของตุลาการ เมื่อถามว่าหากมีคำตัดสินให้ยุบพรรคก็สามารถให้ตั้งพรรคใหม่ได้ พล.อ.สนธิกล่าวว่า ก็เป็นธรรมดาอยู่แล้ว

คมช.ไม่สืบทอดอำนาจ

เวลา 14.00 น. ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร ศาสตร์ (นิด้า) พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผบ.ทบ. และผู้ช่วยเลขาธิการ คมช. กล่าวในการสัมมนาหัวข้อ “ทหารกับการเมือง” ว่า คมช.ได้ ทำสัญญาประชาคมว่า 1 ปีแล้วจะถอยออกไป จึงพยายามทำทุกอย่างด้วยความจำเป็นเพราะทุกอย่างเดินต่อไปไม่ได้ ขอยืนยันว่าหลังจากนี้ คมช.จะไม่เป็นเหมือนหลังเหตุการณ์พฤษภาคม ปี”35 จะไม่เบี่ยงเบน ไม่หลงติดกับอำนาจ เราเป็นทหารยุคใหม่ มองเห็นอำนาจเป็นสิ่งที่น่ากลัว

พล.อ.สพรั่งกล่าวว่า คมช.อยากให้คดีตัวอย่างที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมสามารถดำเนินไปได้ ความคาดหวังของคมช.และรัฐบาลคือความกล้าหาญจากภาคส่วนต่างๆ ข้าราชการดีๆ ภาคประชาชนที่มีศักยภาพ ทั้งธุรกิจ และเอ็นจีโอ ช่วยหยุดคิดว่ากิจกรรมที่กำลังทำโดยที่ไม่ดูเหตุการณ์ในประเทศ หากเรามองข้าศึกไม่ตรงกัน เหมือนกับนักร้องและนักดนตรีมาเล่นดนตรีคนละคีย์ จะมีปัญหา และขอร้องให้กระบวนการต่างๆ ที่ คมช.แต่งตั้งมุ่งมั่นกล้าหาญไม่หวั่นไหว และอย่าบอกว่าเอาตัวรอดเป็นยอดดี

“สพรั่ง”ขอดูสถานการณ์หลัง 30 พ.ค.

พล.อ.สพรั่งกล่าวว่า หลังเลือกตั้ง คมช.จะประคับประคองสถานการณ์ที่ท้าทายอำนาจรัฐ เพื่อรอการกลับคืนแบบเบ็ดเสร็จเพื่อสร้างความวุ่นวาย เรื่องนี้คมช. ยอมไม่ได้ การทำงานของคมช. เหมือนกับการส่งมอบงานทุกอย่างต้องเรียบร้อย หากไม่เรียบร้อยขี้เกียจกลับมาแก้ ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นตอนนี้เราใช้เวลานานมาก อาจผิดพลาดบ้างต้องขออภัยด้วย มาวันนี้ 8 เดือนได้ 2 คดี ก็โล่งอกนึกว่าจะไม่ได้สักคดี

พล.อ.สพรั่งกล่าวว่า วันนี้คมช.มีกรอบการทำงานชัดเจนว่าจะส่งมอบการทำงานให้รัฐบาลใหม่ ต้องรู้ว่าส่งมอบให้กับใคร ไม่ใช่ใครที่ไหนก็มารับ ไม่อย่างนั้นที่ทำมาก็สูญเปล่า จุดที่เราพูดว่าประชาธิปไตยอยู่ที่การเลือกตั้ง การเลือกตั้งสำคัญก็จริง แต่ไม่ใช่สาระที่สุด ทั้งหมดอยู่ที่จะให้ใครมาใช้อำนาจแทนคมช. ต้องทำให้กลไกนั้นคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้

“เมื่อการเมืองผ่านวันที่ 30 พ.ค. ต้องดูว่าจะมีคลื่นลูกใหม่ที่มีความพร้อมทำหน้าที่หรือไม่ หรือหลงเหลือจากคำพิพากษาแล้วมาจัดตั้งกันใหม่หรือไม่ หากคนเหล่านั้นสำนึกและตระหนักว่าความเสียหายที่ผ่านมาได้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยกฎหมายอาจบริสุทธิ์แล้ว หากขอโอกาสกลับมามีอำนาจเราคือทั้งคมช. และคนในชาติทั้งหมดต้องสร้างพลัง แสดงพลังของความรู้สึกที่จริงจัง คนเหล่านั้นมีสิทธิโดยชอบธรรม และคนเหล่านั้นต้องเล่นการเมืองให้ต่างจาก 6 ปีที่ผ่านมา มิเช่นนั้นประชาชนที่รักชาติบ้านเมืองที่ไม่ได้มีส่วนได้เสียกับคลื่นใต้น้ำเขาจะไม่ยอม ท่านจะไม่มีโอกาสได้กลับมาอีกต่อไป ผมก็ไม่ยอมด้วย หากจะคิดหรือทำอย่างที่ผ่านมาผมต้องจัดการ” พล.อ.สพรั่งกล่าว

เผยสัญญาใจกับอำนาจเก่า

“ที่ผ่านมา มีนักการเมืองบางคนที่มาพูดคุยกับผมว่า ถ้ามีโอกาสได้กลับมาเล่นการเมืองและเป็นรัฐบาลอีกครั้ง รัฐบาลใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นมาขออยู่ในวาระแค่ 2 ปี เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากนั้นจะยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่” พล.อ.สพรั่งกล่าว

พล.อ.สพรั่งกล่าวถึงข่าวลือว่าจะทำปฏิรูปซ้ำหรือทำซ้อนว่า ตนไม่อยากเห็นบ้านเมืองกลับมาให้ฝรั่งดูถูก ยังดีที่ประเทศมหาอำนาจที่เจริญแล้ว เขาเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองเราอย่างชัดเจนและลึกซึ้งพอที่จะบอกว่าใครที่ไม่เอาเผด็จการไม่ได้มีความหมาย เพราะข้อเท็จจริงคนที่ออกมาต่อต้านคือคนที่ทำให้เกิดเหตุและโยนบาปให้เรา เพียงแต่เราเป็นสุภาพบุรุษมากไปหน่อย ส่วนที่มีความพยายามที่จะทำให้รัฐบาลอ่อนแอเพื่อให้คมช.มีอำนาจต่อไปนั้น ขอเรียนว่าคมช.ไม่ได้อยากให้รัฐธรรมนูญอ่อนแอหรืออยากสืบทอดอำนาจ เพราะคมช.ต้องถนอมน้ำใจคนดี แต่หากมองให้กองทัพเข้มแข็งก็เป็นเรื่องที่เพราะกองทัพต้องเข้มแข็ง ดังนั้น รัฐบาลต้องให้งบประมาณ เพราะหากตอนนี้ไปรบกับประเทศอื่นเราก็แพ้

“อยากบอกว่าอย่ากลับมาเช็กบิลพวกเรา หากเช็ก บิลเราจะเช็กบิลกลับ และหากมีนักการเมืองที่ต้องการทำให้กองทัพอ่อนแอเพราะตั้งข้อรังเกียจ หากมีการกระทำอย่างนี้เกิดขึ้นขอให้ประชาชนและสื่อมวลชนช่วยออกมาต่อต้าน และหากต้องการให้กองทัพอ่อนแอเพราะระแวง คนอย่างนั้นไม่ควรเล่นการเมือง แม้แต่อบต.ก็ไม่ควรให้เป็น” พล.อ.สพรั่งกล่าว

ขู่จัดการกลุ่มเคลื่อนไหวหลัง 30 พ.ค.

ผู้ดำเนินรายการถามว่าหากเป็นรัฐบาลที่ไม่พึงประสงค์ คมช.จะทำอย่างไร พล.อ.สพรั่งกล่าวว่า คำว่าไม่พึงประสงค์ประชาชนต้องเป็นคนตัดสิน กติกาเราทำให้มีทางเลือก ไม่ใช่ภาวะจำยอมอีกต่อไป และที่ผ่านมาก็มีนักการเมืองส่งสัญญาณใจว่าขอโอกาสทำความดีอีกครั้ง

พล.อ.สพรั่งกล่าวอีกว่า ขณะนี้มีการโจมตีด้วยข่าวต่างๆ มากมาย อย่างนี้ถือเป็นสงครามข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะผ่านทางอินเตอร์เน็ต ตอนนี้คนดีถูกทำร้ายด้วยระบบสงครามไซเบอร์เป็นจำนวนมาก คนที่ทำอย่างนี้ถือเป็นโรคจิต เพราะสุภาพบุรุษเขาไม่ทำกันอย่างนี้ สื่อเองก็ไม่ควรให้พื้นที่กับคนเลว จะใช้หลัก สิทธิเสรีภาพอย่างเดียวไม่ได้ต้องคิดถึงเรื่องจริยธรรมด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้จาบจ้วงกระทั่งพระมหากษัตริย์ เราอุตส่าห์ไปบล็อกเว็บไซต์ก็มาตำหนิ คนเลวจะมาโวยวายได้อย่างไร ตอนนี้ตนก็อยากพัก ไม่ใช่หลังเกษียณต้องลุกขึ้นมาทำอะไร

“ขอฝากไปยังความเคลื่อนไหวต่างๆ ว่า ตอนนี้ที่สำคัญคือคนที่อยู่เบื้องหลังความเคลื่อนไหว หากยังคิดทำกันหลังวันที่ 30 พ.ค. ผมไม่ยอมให้เกิดขึ้นแน่ และผมต้องทำสิ่งที่ไม่อยากทำ ขอเรียนว่าผมและคมช.ไม่ได้ใจดี หรือใจเย็นเหมือนน้ำแข็งในช่องแข็ง กติกามีอยู่แล้วว่าวันที่ 30 พ.ค.จะเป็นอย่างไร หากมีการทำสิ่งที่เคยทำหลังจากนั้นทหารไม่ยอมแน่ และขอเรียนว่าผมและคมช.จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรค เพราะทหารมีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง” พล.อ.สพรั่งกล่าว

ทรท.ย้ำกลุ่มหนุนอย่าไปศาล

ที่ทำการพรรคไทยรักไทย อาคารนวสร นายจาตุรนต์ ฉายแสง รักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถลงข่าวกรณีตุลาการรัฐธรรมนูญจะตัดสินคดียุบ 5 พรรคการเมืองในวันที่ 30 พ.ค. ว่า พรรคไทยรักไทยขอน้อมรับกระแสพระราชดำรัสโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับคดียุบพรรค สิ่งที่พรรคจะทำได้คือพยายามทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเผชิญหน้า ซึ่งอาจสร้างความวุ่นวายและทำให้สังคมเดือดร้อน พรรคเคารพการตัดสินของตุลาการรัฐธรรมนูญไม่ว่าผลออกมาเป็นอย่างไร เราจะไม่ประท้วงคัดค้านใดๆ แต่จะเรียกร้องให้ประชาชนที่สนับสนุนพรรคไทยรักไทยมีความอดทนและขันติ พรรคจะเสนอทางออกและแนวทางที่เอื้ออำนวยต่อประชาชนเพื่อไม่สร้างความวุ่นวาย แต่เป็นแนวทางสันติวิธีและยึดมั่นระบอบรัฐสภา เพราะเห็นว่าจุดแข็งของพรรคเราอยู่ที่การเลือกตั้งและต้องมุ่งไปให้ถึง

นายจาตุรนต์กล่าวว่า ขอความร่วมมือประชาชนที่สนับสนุนพรรคว่าอย่าเดินทางไปฟังการตัดสินคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากสถานที่คับแคบและอาจเป็นการส่งเสียงรบกวนตุลาการในขณะอ่านคำตัดสิน พรรคไม่ต้องการให้เป็นภาระต่อตำรวจ พรรคได้จัดสถานที่ด้านหน้าที่ทำการพรรคมีน้ำเย็นและสิ่งอำนวยความสะดวกเพียงพอให้ทุกคน ช่วงเย็นวันที่ 30 พ.ค. พรรคจะหารือกับอดีตส.ส. และจะแถลงถึงแนวทางการดำเนินการต่อไปของพรรค หวังว่าจะช่วยให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย

โต้คมช.ปูดซ่องสุมกำลัง-จะของบ

นายจาตุรนต์กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ตนขอวิจารณ์จะเห็นว่าขณะนี้คนของรัฐบาลและแม่ทัพบางคนออกมาวิเคราะห์ และให้ข่าวว่ามีการซ่องสุมกำลัง เกณฑ์คนให้ออกมาเคลื่อนไหวกดดันและสร้างความวุ่นวายนั้น ไม่ทราบว่าคนพวกนี้มีความต้องการอะไรกันแน่ แน่ๆ คือคนพวกนี้ไม่หวังดีกับบ้านเมือง การวิเคราะห์ไม่ได้ใช้ข่าวกรองที่แท้จริงเพราะความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย การอ้างว่าบางจังหวัดมีความเคลื่อนไหวจึงส่งทหารเข้าไปควบคุมในพื้นที่ จนขณะนี้ประชาชนทำอะไรไม่ได้แล้ว แต่คนเหล่านี้ก็ยังยกเป็นตัวอย่าง

นายจาตุรนต์กล่าวว่า สันนิษฐานว่าการพูดแบบนี้เพื่อปูพื้นไปสู่การดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตยและสร้างความเสียหาย สร้างความน่าหวาดกลัวให้เกิดขึ้น และเป็นการสร้างผลงานที่ไม่ค่อยมีอยู่แล้ว เพื่อของบประมาณเพิ่มเติม การรักษาความสงบในส่วนที่เกี่ยวกับการยุบพรรคไม่มีอะไรต้องทำเลย แต่กลับทำให้มันน่ากลัวไปหมด ขอให้หยุดการพูดที่สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายและควรมาช่วยกันหาวิธีป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น หากหน่วยงานดังกล่าวพบและสงสัยความเคลื่อนไหวต่างๆ และต้องการให้พรรคร่วมมือก็ให้แจ้งมา ตนยินดีจะไปในพื้นที่นั้นๆ เพื่อขอร้องและห้ามปรามประชาชน แต่ก็ไม่เคยได้รับการแจ้งเลย สิ่งต่างๆ ที่อ้างไม่ได้มีความจริงเลยและไม่เป็นประโยชน์กับบ้านเมืองและพรรค การเมือง

“แม้ว”ไม่ได้สั่งเคลื่อนไหวต้านยุบพรรค

นายจาตุรนต์กล่าวว่า ไม่ว่าผลของคดีจะออกมาในรูปแบบใดตนอยากเห็นคมช. และพันธมิตรฯของคมช.หยุดคิดในเชิงทำลายล้างว่า การยึดอำนาจมาทำลายล้างกลุ่มนั้นกลุ่มนี้เพื่อให้เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ขอให้ทุกฝ่ายมีความจริงใจในการร่างรัฐธรรมนูญ สนับสนุนการเลือกตั้งให้เกิดขึ้นตามกำหนดและเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม และควรยอมรับผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นด้วย หากผลการเลือกตั้งปรากฏแล้วแต่ยังมีการบอกว่าหากพรรคนั้นชนะเลือกตั้งอีกการยึดอำนาจก็สูญเปล่านั้น การพูดแบบนี้เป็นความต้องการให้บางพรรคชนะเลือกตั้งใช่หรือไม่

นายจาตุรนต์กล่าวถึงกรณีโทรศัพท์ไปหารือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยว่า หลังจากที่มีข่าวแพร่ออกไปคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทยได้โทรศัพท์มาปรารภกับตน เกรงว่าเรื่องดังกล่าวจะเข้าใจไม่ตรงกัน จึงขอชี้แจงว่าช่วงที่ผ่านมาตนได้ประชุมร่วมกับแกนนำพรรคไทยรักไทยเพื่อหารือถึงแนวทางความพร้อมในการพิจารณาคดียุบพรรคและแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวาย จากนั้นก็ได้โทร.ไปหาพ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อบอกเล่าถึงแนวทางดังกล่าวแบบย่อๆให้ฟัง ซึ่งอดีตหัวหน้าพรรคก็เห็นด้วยและบอกว่าดีแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้สั่งการอะไร จากนั้นก็เป็นการพูดคุยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน และที่ตนออกมาพูดครั้งนี้ก็เพื่อต้องการความชัดเจน ไม่อยากให้มีความคลาดเคลื่อน

หนุนไอเดีย”มาร์ค”แต่หาคนกลางไม่ได้

นายจาตุรนต์กล่าวว่า วันที่ 30 พ.ค. ที่ได้เชิญอดีตส.ส.มาร่วมรับฟังผลการตัดสินคดีหากพรรคถูกยุบหรือไม่ถูกยุบ หลังจากนั้นจะเปิดโอกาสให้อดีต ส.ส.พรรคลงชื่อเพื่อรวมเป็นกลุ่มการเมือง ไม่ได้เป็นเส้นแบ่งระหว่างผู้ที่จะอยู่หรือไม่อยู่กับพรรค แต่เป็นอีกทางหนึ่งที่เราเตรียมไว้ แต่การจะพิจารณาว่าใครจะอยู่หรือไม่อยู่กับพรรคไทยรักไทยเราจะพิจารณาอีก 1 เดือนหลังจากนั้น คนที่เคยลาออกจากพรรคไทยรักไทยไปก่อนหน้านี้ก็สามารถมาลงชื่อได้ ตรงนั้นใครจะมาใครจะไปก็ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้มีคนกลางเข้ามาร่วมหารือกับฝ่ายต่างๆ เพื่อแก้ไขสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงหลังการตัดสินคดียุบพรรค นายจาตุรนต์กล่าวว่า ความคิดการร่วมกันแก้ปัญหาบ้านเมืองให้เดินหน้า ไปได้นั้นเป็นสิ่งที่ดี พรรคไทยรักไทยยินดีสนับสนุนและพร้อมให้ความร่วมมือ โดยไม่เกี่ยงงอนในการเข้าร่วมเพราะเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นคนเสนอ แต่ตนพบปัญหาที่อาจติดขัดคือ 1.คนกลางหรือที่เคยวางตัวเป็นกลางที่จะเข้ามาร่วมมันหาได้ยากเต็มทีแล้ว เพราะบางคนได้เลือกข้างทางการเมืองไปอย่างน่าเสียดาย 2.คมช.จะยอมรับการหารืออย่างเท่าเทียมแบบนี้หรือไม่ 3.ตนนึกไม่ออกว่าจะหารือกันอย่างไรหากพรรคต่างๆ ยังโดนมัดมือมัดเท้าและปิดปากอย่างนี้ เพราะประกาศคปค.ฉบับที่ 15 และ 27 แม้จะเปิดปากให้บ้างในช่วงที่พรรคต่างๆ ไปพบพลเอกสุรยุทธ์ แต่จากนั้นก็ปิดปากต่อ

เมื่อถามว่าพล.อ.สุรยุทธ์กล่าวในรายการเปิดบ้านพิษณุโลกว่า ปัญหาของบ้านเมืองในช่วงนี้เกิดมาจากคนเพียงคนเดียว นายจาตุรนต์กล่าวว่า เป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ขัดแย้งกับภาพรวมของนายกฯ ตนมองว่านายกฯมักมองสิ่งต่างๆ ในภาพกว้างและระยะยาว แต่เรื่องนี้นายกฯ กลับมองไม่เห็นภาพกว้าง มันทำให้มองได้ว่านายกฯขาดความสามารถในการทำงาน เพราะนายกฯโยนไปให้คนๆ เดียว

“อดิศร”จวก”ธีรภัทร์”ไม่ให้ออกทีวี

นายอดิศร เพียงเกษ รักษาการกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยแถลงข่าวตอบโต้นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ไม่เห็นด้วยกับการที่พรรคไทยรักไทยจะออกโทรทัศน์ชี้แจงความบริสุทธิ์การต่อสู้คดียุบพรรคว่า ตนอยากส่งความปรารถนาดีถึงนายธีรภัทร์ ในฐานะอดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ที่ภูมิใจในการเป็นรัฐมนตรีจากอำนาจเผด็จ การ จนเปลี่ยนนามสกุลเป็นเผด็จการรังสรรค์ไปเรียบ ร้อยแล้ว คนๆ นี้เป็นรัฐมนตรีที่ทรงเกียรติหยิ่งผยองในอำนาจ จนพูดจาเลอะเทอะในวิธีคิดในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปิดกั้นเสรีภาพสื่อ เพราะพรรคได้ส่งหนังสือถึงสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 และช่อง 11 เพื่อขอเวลาออกอากาศชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับคดียุบพรรค เพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจในความบริสุทธิ์ของพรรค

“ผมอยากให้นายธีรภัทร์ทบทวนบทบาทของตัวเองว่าสมควรจะลาออกจากความเป็นอาจารย์รัฐศาสตร์ และสมควรทบทวนบทบาทของตัวเองในการเป็นรัฐมนตรีด้วย หากผมเป็นแบบนายธีรภัทร์คงไม่กล้าใส่สูทเดินถนนแล้ว เพราะนายธีรภัทร์พยายามแสดงบทนำมาตลอดการรัฐประหาร ถือเป็นแผลเป็นที่ไม่สามารถเยียวยาได้ หากต้องการให้ประชาชนเข้าใจประชาธิปไตย” นายอดิศรกล่าว

ทีวีสิงคโปร์เกาะติดข่าว”ยุบพรรค”

นายอดิศรกล่าวว่า การเคลื่อนไหวไม่ใช่การกดดันเพราะพรรคเคารพการตัดสินของตุลาการรัฐธรรมนูญ แต่ต้องให้โอกาสพรรคชี้แจง นายธีรภัทร์เคยกล่าวหารัฐบาลชุดที่แล้วว่าควบคุมสื่อแต่ตัวเองกลับร้ายแรงกว่าอีก ที่ผ่านมานายจาตุรนต์ ได้รับเชิญจากโทรทัศน์ให้ไปออกรายการหลายช่อง เมื่อใกล้ถึงเวลาจะออกรายการก็โดนโทรศัพท์มายับยั้ง เมื่อเป็นแบบนี้ตนถือว่าคมช.และรัฐบาล ไม่จริงใจในการบริหารประเทศ ให้เกิดความสมานฉันท์ และคมช.ต้องเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น เข้าใจพระราชดำรัสและเข้าใจถึงเรื่องการเมืองของประเทศด้วย

นายอดิศรกล่าวว่า ตนเชื่อว่าท้ายที่สุดผู้มีอำนาจคงไม่คิดจะผลักดันให้พรรคไทยรักไทย โดยเฉพาะพวกตนกลับไปเคลื่อนไหวใต้ดินเหมือนครั้งสมัย 14 ตุลา เพราะหากผลักให้ไปอยู่ใต้ดินก็จะเข้าทางพวกตนมากเพราะสามารถเคลื่อนไหว ปราศรัยหรือทำอะไรได้ทุกอย่างโดยที่ไม่สามารถควบคุมได้ จึงขอเตือนว่าควรให้พวกตนมีที่ยืนบนดินให้ดำเนินการทางการเมืองโดยเปิดเผยจะดีกว่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแถลงข่าวของนายจาตุรนต์และนายอดิศร สื่อมวลชนประเทศสิงคโปร์โดยโทรทัศน์ช่อง Chanel newsAsia ที่ออกอากาศทางเคเบิลทีวีของสิงคโปร์ ได้ส่งทีมงานมาทำข่าว เพื่อเกาะติดสถานการณ์ความเคลื่อนไหวการตัดสินคดียุบพรรค โดยเป็นการติดตามความเคลื่อนไหวทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยรักไทย และตุลาการรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การรักษาความปลอดภัยวันที่ 30 พ.ค. พรรคไทยรักไทยได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พระยาไกร และพื้นที่ใกล้เคียงไม่ต่ำกว่า 100 นาย พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ อพปร. มาดูแลความเรียบร้อย โดยคาดว่าจะมีสมาชิกพรรคมาร่วมฟังการพิจารณาคดีกว่า 1,500 คน และได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบอีกจำนวนหนึ่งมาดูแลความเรียบร้อย หากมีประชาชนมาเป็นจำนวนมากบริเวณหน้าที่ทำการพรรคอาจต้องปิดเส้นทางจราจร 1 ช่องทาง

ทรท.โต้ไม่มีคลื่นใต้น้ำ

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีตส.ส.เชียงราย พรรคไทยรักไทย กล่าวถึงกระแสข่าวระบุพบความเคลื่อนไหวจากจ.เชียงราย มีบุคคลบางกลุ่มเดินทางไปรวมตัวที่อ.เชียงของ จ.เชียงราย ชายแดนไทย-ลาว เพื่อพบกับผู้นำกลุ่มการเมืองในกลุ่มอำนาจเก่าว่า ตนยืนยันว่าอดีตส.ส.และนักการเมืองในภาคเหนือหรือแม้แต่ประชาชนจะไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น สิ่งที่ประชาชนสะท้อนมาวันนี้คือต้องการแสดงพลังในวันเลือกตั้งเท่านั้นและในวันที่ 30 พ.ค. อดีต ส.ส.ภาคเหนือทั้งหมดจะเดินทางมาร่วมฟังคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่พรรคไทยรักไทย ถ้าศาลตัดสินให้ยุบพรรคอดีตส.ส.กว่า 200 คน ก็จะประกาศยืนยันอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ถ้าไม่ยุบก็คงจะมีการมอบหมายงานให้ทำต่อไป ขอให้มั่นใจว่าในวันดังกล่าวจะไม่มีการชุมนุมแน่นอน

นายสามารถกล่าวว่า สำหรับนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ขณะนี้ยังอยู่ที่สหรัฐอเมริกา หากคนอย่างนายยงยุทธและพ.ต.ท. ทักษิณ จะเดินทางกลับเข้าประเทศจะต้องมาอย่างสง่าผ่าเผยไม่มีการลักลอบเข้ามาตามแนวชายแดนแน่นอน ถ้านายยงยุทธแอบลักลอบเข้ามาทางชายแดนและมีคนไปสั่งเก็บใครจะไปรู้ คิดว่านายประสาร มฤคพิทักษ์ ประธานศูนย์ประชาสัมพันธ์ในประเทศ (ศปชท.) ไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลยมีแต่นั่งคิดเอาเองจึงอยากให้ลงไปสัมผัสชาวบ้านเพื่อลงไปฟังความคิดเห็นบ้าง

เป็นการสร้างข่าวให้ดูน่ากลัว

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกคณะทำงานบริหารจัดการพรรคไทยรักไทย และอดีตส.ส.ศรีสะเกษ กล่าวถึงรายงานข่าวด้านความมั่นคงระบุอดีตส.ส. ศรีสะเกษเตรียมระดมชาวบ้านเขตละ 40-50 คน เข้ามาในลักษณะกองทัพมดเพื่อร่วมฟังผลการพิจารณาคดียุบพรรค ณ ที่ทำการพรรคไทยรักไทย และร่วมชุมนุมกับกลุ่มพีทีวีว่า เป็นการสร้างภาพให้น่ากลัว ให้ดูว่าพรรคต้องการสร้างความเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดความวุ่นวาย ก่อนหน้านี้อดีตส.ส.ได้เน้นย้ำประชาชนว่าขอให้ติดตามผลการพิจารณาทางโทรทัศน์อยู่ที่บ้าน และการมาบอกว่าจะแทรกซึมมาลักษณะกองทัพมดก็เป็นการแต่งแต้มสีสันให้น่ากลัว ไม่ทราบว่าผู้ให้ข่าวต้องการอะไรและเป็นการตั้งสมมติฐานของหน่วยข่าวกรองเพื่อให้ดูเข้ากับข่าวที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่เป็นความจริง หากมีการขนคนเข้ามาจริงจะนำคนเหล่านั้นไปที่ไหนและใครเป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้

นายไทกร พลสุวรรณ ผู้ประสานงานขบวนการอีสานกู้ชาติ เปิดเผยว่า ไม่นานมานี้ผู้บริหารพรรคไทยรักไทยมีคำสั่งถึงอดีตส.ส.ทุกคนที่ยังยืนยันว่าจะอยู่กับพรรคต่อไป ให้ระดมมวลชนตามศักยภาพของอดีตส.ส.แต่ละคนมาชุมนุมร่วมกับพรรคไทยรักไทยในวันที่ 30 พ.ค. เพื่อเป็นการแสดงพลังว่ายังมีมวลชนจำนวนมากที่ยังสนับสนุนพรรคไทยรักไทย และวันดังกล่าวแกนนำพรรคคนสำคัญอย่าง นายจาตุรนต์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จะขึ้นเวทีที่พรรคไทยรักไทย เพื่อประกาศแนวทางทางการเมืองในอนาคตต่อหน้าประชาชน กรณีที่พรรคไทยรักไทยถูกยุบ จะประกาศว่าพรรคจะดำเนินงานทางการเมืองต่อไป แต่อาจจะใช้ชื่อเดิมหรือเปลี่ยนชื่อใหม่ โดยนโยบายและเจตนารมณ์ทางการเมืองนั้นยังคงจะยืนยันสนับสนุนตามแนวทางพ.ต.ท.ทักษิณ

“แม้ว”ฟังศาลถูกตัดสิทธิ์ก็ไม่อุทธรณ์

เวลา 15.30 น. ที่โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทรัลลาดพร้าว นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายตระกูลชินวัตร แถลงว่า วันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสต่อคณะตุลาการศาลปกครอง พ.ต.ท.ทักษิณได้ติดตามข่าวและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีพระเมตตา พ.ต.ท.ทักษิณน้อมรับใส่เกล้าฯ และไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ส่วนการวินิจฉัยคดียุบพรรคในวันที่ 30 พ.ค. พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ ถ้ามีคำตัดสินยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี ในส่วนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค. ว่าจะไม่ต่อสู้หรืออุทธรณ์ใดๆ

นายนพดลกล่าวถึงกรณีพล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวในรายการ “เปิดบ้านพิษณุโลก” ตอนหนึ่งว่า ปัญหาของประเทศเกิดจากคนเพียงคนเดียว โดยหยิบยกกรณีซุกหุ้นและผลประโยชน์ทับซ้อนมาอ้างว่า หากนายกฯแก้ไขปัญหาไม่สำเร็จก็ไม่ควรไปโทษรัฐบาลที่แล้ว แต่วันนี้รัฐบาลควรแก้ปัญหาในประเทศโดยเฉพาะปัญหาภาคใต้ที่มีความรุนแรงขึ้นทุกวัน ปัญหาความไม่สมาน ฉันท์จะแก้ยากมากหากพล.อ.สุรยุทธ์ และคมช.ยังมองว่าพ.ต.ท.ทักษิณและนักการเมืองยังเป็นศัตรู ส่วนเรื่องซุกหุ้นศาลมีคำวินิจฉัยไปก่อนหน้านี้แล้ว

“แอ้ด”ลูกผกค.ควรรู้หลักสมานฉันท์

นายนพดลกล่าวว่า ข้อหาทางการเมืองที่เคลือบด้วยกลไกของกฎหมายเมื่อเอาผิดพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ก็ไปกลั่นแกล้งที่ครอบครัว ถือว่าหลักนิติธรรมของไทยถูกข่มขืนจากการยึดอำนาจ แต่ที่ผิดหลักไปอย่างมากคือไปฉีกรัฐธรรมนูญแล้วมาบอกว่าจะมายึดหลักนิติธรรม วันนี้หากพล.อ.สุรยุทธ์ ยังตีโจทย์ไม่แตกก็แก้ปัญหาประเทศไม่ได้ โดยเฉพาะนักลงทุนที่หนีไปหมดแล้วเนื่องจากเขาไม่จำนนต่อการยึดอำนาจ สมาน ฉันท์ไม่มีทางสร้างได้หากคมช.และรัฐบาลไม่ทำ มัวแต่มามองว่าพ.ต.ท.ทักษิณ นักการเมือง ส.ส. ยังเป็นศัตรู เมื่อบริหารประเทศแก้ปัญหาไม่สำเร็จก็จะโยนไปให้รัฐบาลที่แล้ว เหมือนตัวเองเล่นฟุตบอลแต่ยิงประตูไม่ได้แต่ไปโทษกัปตันทีม

นายนพดลกล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณทำมานานแล้วทั้งยุติการให้สัมภาษณ์และเลิกจ้างบริษัทพีอาร์ ตราบใดที่ทัศนคติไม่เป็นในทางบวกต่อกันแนวทางสมาน ฉันท์ก็เกิดไม่ได้ เพราะในอดีตยังมีการนำการเมืองนำหน้าทหาร ในอดีตพล.อ.สุรยุทธ์ คงทราบดีเพราะว่าบิดาของท่านเคยเป็นคอมมิวนิสต์มาก่อน และเป็นที่ทราบกันดีว่าคอมมิวนิสต์ฆ่าทหารไทยเป็นจำนวนมาก แต่เราก็ยังเจรจาและเอามาเป็นพวกได้สำเร็จ พล.อ.สุรยุทธ์ก็น่าจะเข้าใจในการสร้างสมานฉันท์ได้ดี ถึงเวลาแล้วที่ต้องยื่นช่อมะกอกไม่ใช่ก้อนหินแล้วหันมาเจรจากัน ภาวะผู้นำที่ประสบความสำเร็จนั้นซื้อไม่ได้ต้องสร้างกันเอง

ชี้”ทักษิณ”น่าจะได้กลับก่อนเลือกตั้ง

นายนพดลยังกล่าวถึงการตรวจสอบต่างๆ ว่า เรื่องนี้ต้องว่าไปตามกฎหมายผิดก็คือผิดไม่ผิดก็คือไม่ผิด พ.ต.ท.ทักษิณพร้อมทุกนาทีที่จะกลับมาต่อสู้คดี โดยเฉพาะเรื่องซีทีเอ็กซ์ที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาพ.ต.ท. ทักษิณเป็นผู้โน้มน้าวให้ซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ง่ายที่สุด เพราะว่าไม่มีหลักฐานว่าอดีตนายกฯไปโน้มน้าวเพียงแต่บอกว่าให้ซื้อสิ่งที่ดีที่สุด เนื่องจากขณะนั้นเกิดเหตุ 11 กันยา ที่สหรัฐ อเมริกา ดังนั้น อยากให้คมช.และรัฐบาลเลิกรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ เสียที และหากดูตามรูปการณ์แต่ละคดีต่างๆ พ.ต.ท.ทักษิณน่าจะเดินทางกลับมาต่อสู้คดีก่อนจะมีการเลือกตั้งภายในสิ้นปีนี้

นายนพดลกล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อมาเป็นศาสตราจารย์พิเศษ ที่มหาวิทยาลัยทากุโชกุ และทราบว่าถูกเชิญไปบรรยายพิเศษเรื่องโอท็อป หลังตัดสินคดียุบพรรคแล้ว นอกจากนี้ ยังทราบมาอีกว่ามีมหาวิทยาลัยทางยุโรปและจีนอีกหลายแห่งจะมอบดุษฎีบัณฑิตให้พ.ต.ท.ทักษิณ รวมถึงการบรรยายพิเศษซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณก็ยินดีและยืนยันว่าไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างที่นายอภิสิทธิ์ กล่าวหา

อดีตนายกฯอยู่ญี่ปุ่นถึงสิ้นพ.ค.

เมื่อถามว่าได้มีการหารือกับพ.ต.ท.ทักษิณ ถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศและกระแสข่าวว่ามีการปฏิวัติซ้อนหรือไม่ นายนพดลกล่าวว่า ได้หารือกันบ้างแต่พ.ต.ท.ทักษิณยังเชื่อว่าจะไม่มีการปฏิวัติซ้ำ เพราะว่าจะไม่เป็นผลดีต่อประเทศและสมัยนี้การปฏิวัติซ้ำบนการปฏิวัติ ไม่น่าจะเกิดขึ้นอีก

นายนพดลกล่าวอีกว่า ในวันที่ 28 พ.ค. ตนจะไปยื่นฟ้องนายชนาพัทธ์ ณ นคร ไปยื่นฟ้องต่อศาลในข้อหาหมิ่นประมาทรวมทั้งสิ้น 5 คดี เป็นของตน 4 คดีและของพ.ต.ท.ทักษิณ 1 คดี ในส่วนของตนนั้นนายชนาพัทธ์ได้กล่าวหาว่าตนร่ำรวยผิดปกติและการมีส่วนเกี่ยวข้องสมัยเป็นผู้ช่วยรมว.ทรัพยากรธรรม ชาติและสิ่งแวดล้อม ว่ามีส่วนเอื้อให้มีการตัดไม้ทำลายป่าที่อุทยานแห่งชาติเขาหลวง จ.นครศรีธรรม ราช ยืนยันว่าจะไม่มีการยอมความเด็ดขาด เพราะหวังที่จะพึ่งบารมีของศาลว่าต่อไปว่าการโกหกใส่ร้ายต้องได้รับโทษ ส่วนของพ.ต.ท.ทักษิณ นั้นได้ลงนามฟ้องด้วยตนเอง ไม่ได้มอบหมายให้ใครฟ้อง กรณีใส่ร้ายเรื่องบริษัทล็อบบี้ไม่ให้ประเทศไทยซื้อสินค้าจากประเทศสหรัฐ

นายนพดลกล่าวว่า ขณะนี้ตนไม่สามารถเดินทางเข้าออกประเทศไทยได้สะดวกสบายเหมือนแต่ก่อน เนื่องจากมีรายชื่ออยู่ในบัญชีผู้ที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษของคมช. ซึ่งในวันที่เดินทางกลับจากประเทศรัสเซีย เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบเอกสารตนอย่างละเอียดและได้ส่งต่อไปให้คมช. เชื่อว่าการที่ตนเดินทางไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ คมช.ได้ทราบก่อนหน้านี้เนื่องจากคมช.สามารถตรวจสอบเส้นทางการเดินทางได้ ส่วนความเคลื่อนไหวพ.ต.ท.ทักษิณ นั้น จะพำนักอยู่ที่ญี่ปุ่นถึงปลายเดือนพ.ค. หลังจากนั้นจะเดินทางไปประเทศจีนและพักผ่อนสักระยะก่อนเดินทางไปประเทศแถบยุโรป

ไอซีทีปิดเว็บไฮ-ทักษิณ

เมื่อถามถึงกรณีกระทรวงไอซีทีสั่งบล็อกเว็บไซต์ http://www.hi-thaksin.org หลังทราบข่าวว่าจะมีการเผยแพร่คำให้สัมภาษณ์พ.ต.ท.ทักษิณ อีกครั้ง นายนพดลกล่าวว่า ในคลิปวิดีโอดังกล่าวไม่มีเรื่องการเมืองมีแต่เรื่องใสๆ อาทิ การเป็นนายกสมาคมกอล์ฟ และการซื้อทีมแมนฯซิตี้ คลิปดังกล่าวได้ทำที่จัตุรัสแดง แต่เมื่อมีการสั่งบล็อกก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูล และยังเป็นการปิดกั้นสื่ออีกทางหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ต่างๆ อาทิ www. saturdayvoice.no-ip.info/ และ http://www.hi-thaksin.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เผยแพร่ความเคลื่อนไหวของพ.ต.ท. ทักษิณอย่างต่อเนื่องหลังจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย.นั้น ขณะนี้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) ได้ปิดเว็บไซต์เหล่านี้แล้ว หลังจากที่นายนพดล ระบุว่าเว็บไซต์ http://www.hi-thaksin.org จะนำคลิปวีดีโอชิ้นล่าสุดของพ.ต.ท.ทักษิณ มาเผยแพร่ แม้แต่เว็บไซต์เครือข่ายที่กลุ่มคนวันเสาร์ฯ สร้างสำรองขึ้นมา เช่น http://www.rakchat.org http:// http://www.saturdaylive.org http://www.saturdaycenter. com http://www.dday5450.org ก็ยังโดนบล็อกด้วย

“มาร์ค”ขอพรร.7ก่อนไปศาล

เวลา 10.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า พรรคขอบคุณสมาชิกพรรคและประชาชนทั่วประเทศที่ให้การสนับสนุนห่วงใยและส่งกำลังใจเข้ามาจำนวนมาก ขอยืนยันว่าพรรคพร้อมน้อมรับคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ต้นที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเริ่มพิจารณาคดีจนถึงขณะนี้ จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือน้อมรับการพิจารณาและพร้อมปฏิบัติตามคำวินิจฉัย เชื่อมั่นว่า ความจริงที่พรรคนำเสนอต่อตุลาการฯ สามารถพิสูจน์ได้ว่าพรรคมีพฤติกรรมตามข้อกล่าวหาหรือไม่

“ขอสื่อสารไปยังสมาชิกพรรคและผู้สนับสนุนพรรคทุกคนว่า ในวันที่ 30 พ.ค. ไม่ต้องไปให้กำลังใจผู้บริหารพรรคที่ศาลรัฐธรรมนูญ พรรคเข้าใจความรู้สึกของทุกคนดี ดังนั้นถ้าอยากมีส่วนร่วมและไม่อยากดูทีวีอยู่ที่บ้าน ให้มาที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์แทน แต่พรรคคงไม่จัดเวทีอะไรในวันนั้น” นายองอาจ กล่าว

นายองอาจกล่าวว่า ในวันที่ 30 พ.ค. เวลา 08.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะผู้บริหารและกรรมการบริหารพรรค จะไปสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่รัฐสภา ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นผู้ให้กำเนิดประชาธิปไตย เพื่อขอพรและกำลังใจพระองค์ ซึ่งวันที่ 30 พ.ค. ของทุกปีตรงกับวันสวรรคตของรัชกาลที่ 7 ผู้บริหารพรรคจะไปสักการะพระองค์ท่านเป็นปกติอยู่แล้ว จากนั้นเวลา 13.30 น. จะเดินทางไปรับฟังคำวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญ

การันตีไม่มีสมาชิกไปกดดันหน้าศาล

นายอภิสิทธิ์แสดงความคิดเห็นผ่าน http://www.abhisit.org ประจำสัปดาห์ ในหัวข้อ “ทุกฝ่ายต้องสนองกระแสพระราชดำรัสโดยช่วยกันแก้ปัญหาความเดือดร้อนหลังคดียุบพรรค” ว่า แนวทางที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน นอกจากจะเป็นประโยชน์ที่สุดต่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญแล้ว ยังทำให้ประชาชนมีความมั่นใจในกระบวนการพิจารณาวินิจ ฉัยที่จะเกิดขึ้น ในฐานะพสกนิกรคนหนึ่งสิ่งที่ตนถือเป็นหน้าที่สำคัญต้องปฏิบัติต่อไป คือการร่วมคิดร่วมแก้ปัญหาความเดือดร้อนที่พระองค์ท่านรับสั่งถึงว่าจะเกิดจากการตัดสินคดี ไม่ว่าผลของการวินิจฉัยคดีจะออกมาในทางใด

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า สิ่งที่ต้องช่วยกันทำคือการดูแลไม่ให้เกิดความวุ่นวายในช่วงระยะเวลา 4-5 วันข้างหน้า เมื่อมีคำวินิจฉัยคดีออกมา แน่นอนที่สุดว่า ต้องมีผู้ที่ไม่พอใจไม่มากก็น้อย ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยอมรับคำวินิจฉัย และไม่ให้กระทำการใดๆ อันอาจจะนำไปสู่ความวุ่นวายโดยเฉพาะความรุนแรงได้

“ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ผมขอยืนยันว่าพรรคซึ่งหมายถึงสมาชิกพรรคทุกคน จะไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ที่จะเป็นไปในลักษณะกดดันหรือรุนแรง และในวันที่ 30 พ.ค. ก็จะมีเพียงคณะกรรมการบริหารพรรค ที่ปรึกษาอาวุโสของพรรค และคณะทำงานด้านกฎหมายเท่านั้น ที่จะเดินทางไปที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเพื่อฟังคำวินิจฉัย” นายอภิสิทธิ์กล่าว

แจงแนวคิดระดมสมองหลัง 30 พค.

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า แม้ว่าทั้งรัฐบาลและคมช. ยืนยันจะผลักดันให้มีการเลือกตั้งตามกำหนด คือ ภายในปลายปีนี้ แต่สังคมยังขาดความมั่นใจเพราะเหตุการณ์ เงื่อนไข และกระบวนการต่างๆ ที่รออยู่ เช่น คดีความต่างๆ การจัดทำประชามติ ฯลฯ ยังมีการถกเถียง ขัดแย้ง หวาดระแวงกันอีกมาก แต่สังคมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากที่ต้องดำเนินภารกิจนี้ให้สำเร็จ ทางออกที่คิดว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จให้ภารกิจนี้คือ การระดมความร่วมมือจากกลุ่มบุคคลต่างๆ ที่มีบทบาทสำคัญในเวทีที่เป็นกลางมาตกลง จุดยืนร่วม โดยให้องค์กรที่เป็นกลางเชิญกลุ่มบุคคลดังต่อไปนี้เป็นอย่างน้อยมาร่วมนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า 1.รัฐบาล เพราะรัฐบาลต้องเป็นผู้บริหารบ้านเมืองไปจนกว่ามีรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง 2.คมช. เพราะนอกจากคมช. มีหน้าที่ดูแลงานด้านความมั่นคงแล้ว อำนาจของคมช.ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวก็ดี อำนาจในฐานะผู้ก่อรัฐประหารก็ดี เป็นจุดที่ทำให้ประเด็นข้อถกเถียงต่างๆ เช่น การสืบทอดอำนาจ ความหวาดระแวงเกี่ยวกับการรัฐประหารซ้ำ หรือรัฐประหารซ้อน เป็นปัจจัยที่เป็นที่มาของความไม่นิ่งของสถานการณ์ 3.ประธานและผู้แทนสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อแสวงหาจุดยืนร่วมในหลักการสำคัญของความเป็นประชาธิปไตยในรัฐธรรมนูญ เพื่อมิให้ปัญหารัฐธรรมนูญเป็นชนวนหรือเหตุของความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นก่อนหรือหลังการเลือกตั้งกำหนดตารางทำประชามติ-เลือกตั้ง4.นักการเมืองระดับแกนนำ เพราะไม่ว่าจะมีการยุบพรรคหรือไม่และไม่ว่านักการเมืองจะดีหรือเลวอย่างไร บุคคลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีผู้สนับสนุน และมีความสัมพันธ์กับประชาชนทั้งสิ้น การสื่อสารกับประชาชนโดยคนกลุ่มนี้ก็จะมีต่อไป โดยเฉพาะในช่วงที่มีการทำประชามติและช่วงที่มีการเลือกตั้ง หลายๆ คนอาจมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศหลังการเลือกตั้ง 5.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นอกจากจะมีหน้าที่จัดการเลือกตั้งและการทำประชา มติแล้ว ยังคงทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนพรรคการ เมือง ซึ่งมีบทบาทในการกำหนดพื้นที่พฤติกรรมการเคลื่อนไหวของนักการเมืองอีกด้วยนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การพบปะระหว่างผู้เกี่ยวข้องนี้ควรสร้างความมั่นใจให้สังคมในประเด็นดังต่อไปนี้ 1.แสดงจุดยืนให้บ้านเมืองเดินไปในแนวทางที่กำหนดในรัฐธรรมนูญชั่วคราว หากเป็นไปได้กำหนดตารางเวลาที่ชัดเจน เกี่ยวกับวันที่จัดทำประชามติและวันเลือกตั้ง (ทั้งในกรณีที่รัฐธรรมนูญผ่านและไม่ผ่านในขั้นตอนต่างๆ) โดยทุกฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงนอกรัฐธรรมนูญ ฝ่ายการ เมืองต้องยืนยันว่า นอกจากจะไม่สนับสนุนการยั่วยุให้เกิดความรุนแรงแล้วจะเข้าไปช่วยปรามการกระทำทั้งหลายในลักษณะดังกล่าวด้วย

มั่นใจช่วยคลายสถานการณ์

2.สร้างความมั่นใจว่ารัฐธรรมนูญจะเป็นประชาธิป ไตย ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับของสภาร่างรัฐ ธรรมนูญ หรือของรัฐบาล/คมช. เพื่อยืนยันว่าจะไม่มีการสืบทอดอำนาจใดๆ และเพื่อให้ความแตกต่างทางความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่เหลือไม่เป็นเงื่อนไขในการสร้างวิกฤตในอนาคต 3.เปิดพื้นที่การเคลื่อนไหวของนักการเมืองอย่างเหมาะสม เพื่อปูทางไปสู่การเลือกตั้งที่ประชาชนมีทางเลือกอย่างแท้จริง ไม่ว่าผลของคดีจะเป็นอย่างไร และเพื่อให้นักการเมืองทำหน้าที่ที่ควรจะทำ โดยฝ่ายการเมืองต้องยอมรับข้อจำกัดบ้างในบางประการในช่วงแรกเพื่อป้องกันความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นได้

4.เรียกร้องให้สังคมยอมรับกระบวนการยุติธรรม โดยให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่าการดำเนินการเกี่ยวกับการตรวจสอบต่างๆ เป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม ไม่ละเว้นและไม่กลั่นแกล้งใคร หากจำเป็นจะเชิญผู้แทนคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มาร่วมด้วยก็ได้ ตนเชื่อว่า แนวทางนี้จะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นมากพอสมควร จุดร่วมที่เสนอไม่น่าจะเป็นปัญหากับฝ่ายใดทั้งสิ้น แต่มีความยืดหยุ่นพอที่จะยังคงจุดต่างในเรื่องความเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญและเรื่องอื่นๆ เปิดทางให้ความแตกต่าง คลี่คลายโดยการประชามติและการแข่งขันในการเลือกตั้งที่เป็นธรรมและเปิดกว้าง เชื่อว่าหาก มีการแสดงจุดยืนร่วมโดยกลุ่มบุคคลทั้งหมดนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศจะไม่ยอมให้เกิดความวุ่นวายขึ้น และผู้ที่หวังจะสร้างความเดือดร้อนจะไม่ได้รับความสนับสนุนหรือความสำเร็จใดๆ” นายอภิสิทธิ์กล่าวในที่สุด

“นรนิติ”หวั่นเหตุรุนแรงกระทบรธน.

เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์ประชุมสหประชาติ นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ถึงการตัดสินคดียุบพรรคหากเกิดเหตุรุนแรงหรืออุบัติเหตุทางการเมือง จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) หรือไม่ว่า โดยตรงคงไม่มี แต่โดยสถานการณ์ทางการเมืองถ้ามันรุนแรงและมีความไม่สงบก็ย่อมกระทบกระเทือนแน่นอน แต่จะเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงนั้นไม่มี แต่ทางอ้อมกระทบกระเทือนแน่นอน ส่วนความเคลื่อนไหวที่จะมีการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นสิทธิ์ไม่ต้องมีเหตุการณ์รุนแรง ก็สามารถบอกได้ว่าไม่อยากได้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นสิทธิที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ไม่ต้องอาศัยความรุนแรงที่จะคว่ำ

เมื่อถามว่าตอนนี้คนตีความกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ไปต่างๆ นานา ประธานส.ส.ร.กล่าวว่า คงไปตีความ ไม่ได้ แต่พระราชดำรัสของพระองค์เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องรับฟังและพิจารณาว่าเป็นอย่างไร แสดงว่าพระ องค์ท่านก็ทรงเป็นห่วงในสถานการณ์ เราคนไทยทั้งหลายน่าจะพิจารณาว่าจะทำอย่างไรเพราะเป็นเรื่องสำคัญของบ้านเมืองและหวังว่าทุกฝ่ายจะเข้าใจ ถ้าฟังจากฝ่ายการเมืองก็อยากให้เหตุการณ์เรียบร้อยก็น่าจะดี เพราะในที่สุดฝ่ายการเมืองต้องเป็นผู้ไปรับผิดชอบแก้ไข คนอาสาเข้ามาปกครองก็เป็นฝ่ายการเมือง ส่วนนักวิชาการหรือใครก็ดีทำอะไรก็เป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้น วันนี้เราต้องเจรจากัน ต้องมีการผ่อนปรนเข้าหากันเพราะถ้าแตกหักก็เป็นเรื่องไม่ดี

10 มิ.ย.รัฐธรรมนูญจะชัดเจนขึ้น

ต่อข้อถามว่าแต่หากสถานการณ์ลุกลามบานปลายจนต้องใช้ทหารเข้ามาแก้ปัญหาอีกครั้งมีความเห็นอย่างไร นายนรนิติกล่าวยอมรับว่า เป็นเรื่องน่าห่วง แต่ก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายทหารต้องตัดสินใจ ถ้าถามว่าใครเห็นด้วยกับการใช้กำลังก็คงมีน้อยคนและคิดว่าไม่อยากให้สถานการณ์ไปถึงจุดนั้น เมื่อถามต่อว่าหากเกิดขึ้นอีกครั้งประชาชนจะไม่ยอมรับเหมือนคราวที่แล้วใช่หรือไม่ นายนรนิติกล่าวว่า ประชาชนจะยอม รับหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดว่าการใช้กำลังนั้นคงไม่ดีกับบ้านเมือง

เมื่อถามถึงความเห็นของ 12 องค์กร เกี่ยวกับประเด็นที่บางฝ่ายต้องการให้บรรจุคำว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติมีแนวโน้มอย่างไร นายนรนิตกล่าวว่า ตนยังไม่เห็นรายละเอียด อ่านข่าวก็เห็นว่า 12 องค์กรเสนอให้เหมือนเดิมคือไม่บรรจุ แต่ก็ต้องฟังทั้ง 12 องค์กรและรับฟังเสียงประชาชนจากที่กรรมาธิการฯ ต่างๆไปดำเนินการมาด้วย ทั้งหมดเป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะตัดสินใจ เพราะมีคนแนะนำทั้งให้ใส่ไว้ หรือไม่ใส่ไว้ อยู่ในขั้นที่จะต้องพิจารณาทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวถามว่าในส่วนของมาตรา 68 วรรคสอง ว่าด้วยคณะกรรมการแก้วิกฤตชาติ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีตัดออกไปจากร่างแรก นายนรนิตกล่าวว่า มีความเป็นไปได้ แต่วันนี้คนอื่นอย่าไปตอบแทนคณะกรรมาธิการยกร่างฯ เขามีหน้าที่เป็นคนตัดถ้าเขาไม่ตัด ส.ส.ร.ซึ่งไม่ได้อยู่ในคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ก็สามารถแปรญัตติตัดได้อีกขั้นหนึ่ง ทุกอย่างจะเห็นรูปร่างรัฐธรรมนูญชัดเจนในวันที่ 10 มิ.ย. ก่อนนำเข้าสู่การประชุมของส.ส.ร.ในวันที่ 11 มิ.ย. แต่ถ้ามีความเห็นต่างกันในคณะกรรมาธิการ ก็คงต้องตัดสินใจโดยการออกเสียงในที่ประชุม ก็เหมือนกับส.ส.ร.ที่ในที่สุดก็ต้องออกเสียง

ชงคตส.ฟันอาญา”แม้ว”ปล่อยกู้พม่า

รายงานข่าวจากคตส.กล่าวว่า คณะอนุกรรมการตรวจสอบกรณีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงค์ ปล่อยเงินกู้พม่าพันล้านบาท ที่มีนายวิโรจน์ เลาหะพันธ์ เป็นประธาน จะเสนอให้ที่ประชุมใหญ่คตส. วันที่ 28 พ.ค. พิจารณาผลการตรวจสอบใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1.การเพิ่มวงเงินปล่อยกู้จาก 3 พันล้านบาท เป็น 4 พันล้านบาท วงเงินที่เพิ่มขึ้นมีลักษณะการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชน และ 2.การดำเนินงานที่ประเทศไทยไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร เพื่อตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนกับพ.ต.ท.ทักษิณ ตามความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตรา เช่น 152, 157 เป็นต้น ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เนื่องด้วยกิจการนั้น และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

รายงานข่าวกล่าวว่า การตรวจสอบชั้นนี้ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่ารัฐมนตรีคนอื่นๆ ที่ร่วมประชุมครม. 18 พ.ค. 47 ทราบชัดเจนหรือไม่ว่าบริษัทในเครือชินคอร์ปจะได้รับประโยชน์จากเงินจำนวนนั้น ที่ประชุมใหญ่ คตส.มีความที่เห็นแย้งเพื่อให้มีการชี้มูลความผิดครม.ทั้งคณะได้ รวมไปถึงผู้บริหารธสน. นำโดยนายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา อดีตประธานกรรมการธนาคารเอ็กซ์ซิมแบงค์ในขณะนั้นด้วย โดยใช้บรรทัดฐานจากการชี้มูลความผิดในโครงการออกสลากเลขท้าย 3-2 ตัว และการจัดซื้อพันธุ์กล้ายางจำนวน 90 ล้านต้น

พบโยกย้ายหลักฐานบ้านเอื้อฯ

นายแก้วสรร อติโพธิ ประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนการทุจริตโครงการก่อสร้างบ้านเอื้ออาทร เปิดเผยว่าขณะนี้การสอบสวนของอนุกรรมการที่มีการชี้มูลความผิดผู้เกี่ยวข้องไปแล้ว 2 คดี คือการทุจริตกรณีการอนุมัติโครงการให้กับกลุ่มบริษัทพาสทิญ่า บริษัทรับเหมาก่อสร้างสัญชาติมาเลเซียที่ได้โครงการจากการเคหะแห่งชาติไปหลายโครงการ และมีการชี้มูลความผิดนายวัฒนา เมืองสุข อดีตรมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กับผู้บริหารบริษัทพาสทิญ่า รวมทั้งโครงการก่อสร้างบ้านเอื้ออาทรร่มเกล้า-บางพลี ขณะนี้อนุกรรมการได้ส่งหนังสือไปถึงผู้ถูกชี้มูลความผิดทั้ง 2 คดีไปแล้ว กำลังรอให้ผู้ถูกชี้มูลความผิดยื่นคำร้องคัดค้านอนุกรรมการไต่สวนภายใน 15 วัน

“เวลานี้พบว่ามีการโยกย้ายเอกสารในการสอบ สวนกันแล้ว กำลังสอบอยู่ พยายามจะไม่ให้มีการโยกย้ายกันเกิดขึ้น แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องการโยกย้ายทรัพย์สิน หรือการหนีออกไปนอกประเทศของผู้บริหารที่เป็นชาวมาเลเซียของพาสทิญ่า เพราะเวลานี้แค่ชี้มูลรอให้ทุกอย่างเสร็จสิ้นกระบวนการก่อน และเงินที่พาสทิญ่าขนมาก็แค่ 1 ล้านบาทไทย เงินอีกส่วนหนึ่งก็อยู่ที่ฝ่ายอื่น” นายแก้วสรรกล่าว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: