เกมส์ยังไม่จบ ถึงแม้ คมช.นำอยู่

บทความจาก Economist ที่ได้เขียนถึงการเมืองในประเทศไทย และ การเข้าซื้อกิจการสโมสรฟุตบอลของพล.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไว้อย่างกระชับ

“……..ได้กล่าวถึง พล.อ.สนธิ บุญรตนกลิน ประธาน คมช. ที่กำลังจะเกษียรอยุราชการในเดือน กันยายน ที่เคยให้สัญญาว่าจะไม่สืบทอดอำนาจ แต่จากการที่ได้ให้สัมภาษณ์ในวันที่ 25 แย้มว่ามีแผนเข้าสู่การเมืองและไม่อาจปฎิสธว่าได้มีการตั้งพรรคการเมืองไว้ วันต่อมาก็มีการแถลงการณ์จากกลุ่มพันธมิตรเดิมของพล.ต.ท.ทักษิณและกลุ่มต่อต้าน เปิดตัวพรรคใหม่ “พรรครวมใจไทย”

โอกาสกลับคืนสู่อำนาจ ของ พล.ต.ท.ทักษิณ นั้นแทบไม่มีหลังจากถูกเล่นงานตามกฏหมาย ได้เปรียบเทียบกับการเล่นฟุตบอล เมื่อนกหวีดยังไม่เป่า เกมส์อาจต้องต่อเวลา แค่การเข้าซื้อกิจการเรือใบสีฟ้า ที่ถูกตรวจสอบในอังกฤษ มีสเว่น โกราน อิริคสัน อดีตผู้จัดการทีมชาติอังกฤษเข้ามาเสริมพร้อมทุนก้อนใหญ่ สำหรับซื้อผู้เล่นใหม่ๆ เพื่อที่จะทำให้ทีมกลับมาคึกคักในเร็วๆนี้ แค่นี้ก็ทำให้ พล.ต.ท ทักษิณ เป็นข่าวได้ประจำ เพราะประเทศไทยยิ่งบ้าฟุตบอลด้วยแล้ว

ยังได้เขียนถึงเรื่องที่พล.ต.ท.ทักษิณ พร้อมจะต่อสู้คดีต่างๆที่ถูกกล่าวหาที่ศาลไทย ที่อาจกลายเป็นผู้ร้ายต่างแดน ภายใต้กฏหมายอังกฤษการส่งตัวผู้ร้ายต่างแดนจะทำไม่ได้ จากที่พล.ต.ท.ทักษิณกล่าวไว้ เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง และละเมิดสิทธิ แถมพล.อ.สนธิ ยังไม่สามารถการันตีความปลอดภัยของการกลับเข้าประเทศ ซึ่งดูเหมือนเป็นการข่มขู่แบบซึ่งหน้า

การร่างรัฐธรรมนูญที่ร่าง โดยคณะจัดทำที่แต่งตั้งขึ้นจาก คมช. ที่กำลังจะทำประชามติเร็วๆนี้ ก็กำลังถูกกดดันจากภาคประชาชนอย่างหนัก และแย่ไปกว่านั้นกับการ เสนอร่าง พรบ.ความมั่นคงในราชอณาจักร ที่ทำให้ถูกกล่าวขาน ทีจะนำมาใช้ในการรักษาความมั่นคงของชาติ

มากไปกว่านั้นทหารได้มีการเพิ่มงบต่างๆมากมาย และเข้าไปประจำการเป็นประธานบอร์ดรัฐวิสาหกิจต่างๆ จนมีข้อครหาหาเกิดขึ้นสำหรับ งบลับ กรณีเร่งการทำงาน ของ คตส.ที่แต่งตั้งโดย คมช. ให้ตรวจสอบการทุจริตที่ดิน รัชดา เพื่อป้องกันการไต่สวนคดีการซื้อทีดิน ของ พล.อ.สุรยุทธิ์ที่ยังแคลงใจของสังคม

เหตุการณที่เลวร้ายนั้นเคยเกิดขึ้นแล้วในปี 2535 ที่ได้มีการทำรัฐประหาร ซึ่งตอนนี้กำลังก่อตัวเพิ่มมากขึ้นของประชาชนที่เริ่มไม่พอใจเหล่าทหารที่จะไม่คืนอำนาจให้กับประชาชนซึ่งอาจนำไปสู่ความรุนแรง ถึงแม้จะมีการกำหนดเลือกตั้งปลายปี และมอบอำนาจต่อรัฐบาลต่อไปดูแล้วก็ยังไม่เสถียรภาพ และระหว่างนั้น ถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี พล.ต.ท.ทักษิณก็คงนั่งเป็นกรรมการบริหารสโมสรแมนเชสเตอร์อย่างสบาย แล้ววันหนึ่งจะกลับมาแบบ วีรบุรุษ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมต่อ Read the rest of this entry »

คตส. ตรวจสอบ หรือ ปาหี่

นายรักเกียรติ วัฒนพงษ์ เลขานุการศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  กล่าวว่า “องค์คณะเห็นว่าตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2543 ข้อ 8 วรรคสอง กำหนดว่า หากโจทก์ไม่ได้นำตัวจำเลยมาศาล ให้โจทก์ระบุที่อยู่จริงของจำเลยมาในฟ้อง ดังนั้นโจทก์ต้องระบุที่อยู่จริงของจำเลยทั้งสองมาในฟ้อง จึงให้โจทก์แถลงที่อยู่จริงของจำเลยทั้งสองต่อศาลภายในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ ไม่เช่นนั้นศาลอาจมีคำสั่งไม่รับฟ้อง”

คตส.ชุดนี้กำลังทำเล่นบทแมวจับหนู ให้ประชาชนดูหรือเปล่า กับข้อกล่าวหาต่างๆั้ที่ทั้งยัดทั้งเยียดเพื่อให้ประชาชนต้องเชื่อในสิ่งที่พวกท่านกระทำ แม้ประชาชนตาดำๆอาจหงุดหงิดบ้างกับข่าวที่มันสวนทาง แต่อย่างว่าจะเชื่ออะไรทั้งที่ในยุคมืด ดูเหมือนต้องคิดให้หลายๆตลบ ว่าต้องเป็นเขตปลอดกระสุน กับการตั้งเรื่องฟ้องร้องเรื่องที่ผู้คนสนใจกันทั่วโลก แต่พวกท่านไม่สามารถระบุที่อยู่ของจำเลยได้ ถือว่าเป็น ข้อบกพร่องของ คตส.ชุดนี้เป็นอย่างมาก เป็นสิ่งที่ไม่สมควรเกิดขึ้น แต่ควรจะพิจารณาตัวเอง

ล่าสุดเป้าสงสัยของสังคมกรณี คตส.ประกาศอายัดทรัพย์สินอดีตนายกฯทักษิณ ที่ได้จากการขายหุ้นชินคอร์ป 7.3 หมื่นบาท แต่ภายหลังตรวจสอบพบว่าเงินในบัญชีเหลืออยู่ประมาณ 5 หมื่นกว่าล้านบาท หายไป 1-2 หมื่นล้านบาท และต่อมา คตส.ก็ตรวจพบเพิ่มเติมว่ามีการถอนเงินออกจากบัญชีไป 8 พันล้านบาท จากนั้นก็ตามมาด้วยข่าวเทคโอเวอร์ทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ (เรือใบสีฟ้า) สโมสรชื่อดังในพรีเมียร์ลีกแห่งเกาะอังกฤษ ด้วยวงเงิน 81.6 ล้านปอนด์ คิดเป็นเงินไทยราวๆ 5,630 ล้านบาท และซื้อคอนโดหรูในฮ่องกง ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ทำให้ผู้คนในประเทศใคร่รู้ว่าอดีตนายกฯทักษิณ เอาเงินจากที่ไหนไปซื้อในเมื่อ คตส.สั่งอายัดเงินในบัญชีของ และเงินก้อนใหญ่ปานนั้นล่องหนไปจากบัญชีได้ด้วยวิธีการใด

จากคำกล่าวของ นางธาริษา ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย รับเผือกร้อน ตรวจเส้นทางเงิน ทักษิณ ชินนาตร้า ใน ฐานเศรษฐกิจ

 “……ผู้ว่าฯธาริษา ไขข้อข้องใจผ่านสื่อสื่อมวลชนว่า คาดว่าเงินจำนวนดังกล่าวยังอยู่ในประเทศไทย เพราะถ้านำออกไปเป็นทางการต้องขอมาทาง ธปท. ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีขอ ถ้าจะหิ้วเป็นเงินสดๆออกไป ผู้ว่าฯธาริษา ก็บอกว่ายากเช่นกัน เพราะธนบัตรต่างประเทศที่มีอยู่ในประเทศไทยคงไม่พอ
พร้อมกับย้ำ”ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ขอนำเงินออกนอกประเทศเพียงกรณีเดียวคือ ขอซื้อบ้านที่ประเทศอังกฤษวงเงิน 400 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนกรณีที่ไปซื้อบ้านบนเกาะฮ่องกงนั้น ไม่รู้ว่าขอมาช่วงไหน ถ้าเป็นช่วงนี้ ไม่มีแน่นอน แต่ถ้าช่วงที่เป็นนายกฯนั้น มีขอหรือไม่ ไม่ทราบ

 ชัดๆอีกที ว่ามีการนำเงินออกนอกประเทศหรือไม่ ตามที่ คตส. ตั้งข้อสงสัย

นายสุชาติ สักการโกศล ผู้อำนวยการฝ่ายกำกับการแลกเปลี่ยนเงินและสินเชื่อ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวใน โพสต์ ทูดย์

            “….. จากการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 3 ปีของธนาคารพาณิชย์ ยังไม่พบว่ามีคนในครอบครัวหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้วิธีทยอยโอนเงินออกไปต่างประเทศผ่านธนาคารพาณิชย์ ด้วยเหตุผลส่วนตัว
นายสุชาติ กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะมีการทยอยโอนเงินไปต่างประเทศไปให้ครอบครัว เครือญาติที่พำนักอยู่ในต่างประเทศ เพื่อการท่องเที่ยวหรือค่าใช้จ่ายในการศึกษาบุตร
“หากมีการโอนเงินเช่นนั้นจริง จะส่งผลต่อค่าเงินบาทอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งที่ผ่านมาไม่พบการนำเงินออกนอกในลักษณะนี้” นายสุชาติ กล่าว 

หนำซ้ำ คตส.เล่นบทใหม่ นำคุณธรรมค้ำสังคมไทย

โดยการแจกสมุกปกเหลืองแจงอายัดทรัพย์ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เจ้าหน้าที่ สตง.ได้นำหนังสือปกเหลืองชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการอายัดทรัพย์ ที่ คตส.จัดทำขึ้นมาเปิดเผยให้กับสื่อมวลชน โดยใช้ชื่อว่า “ฝากไว้ในแผ่นดิน” คตส.นำคุณธรรมค้ำสังคมไทย มี 24 หน้า ซึ่งมีเนื้อหาที่อธิบายถึงเหตุผลการอายัดทรัพย์สินของพ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว รวมทั้งความคืบหน้าผลการตรวจสอบคดีต่างๆ ของ คตส.

คตส. ละเมิดสิทธิ จากคำวิจารณ์จากสื่อ ไทยรัฐ “เห่า ดง” 

“…ยกตัวอย่างการออกมาแถลงข่าวใหญ่โตของ คตส.เพื่อป่าวประกาศต่อสาธารณชนว่า ได้อายัดทรัพย์อดีตนายกฯทักษิณและครอบครัวเป็นจำนวนเงินหลายหมื่นล้านบาท แถมยังเอาชื่อบัญชี เลขที่บัญชีรวมถึงสาขาธนาคารมาเปิดเผยอย่างหมดเปลือกเหตุการณ์เหล่านี้ ถ้าบ้านเมืองยังอยู่ในยุคประชาธิปไตย จะไม่มีวันเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนอย่างร้ายแรง แม้ คตส.จะมีอำนาจตามประกาศคณะปฏิวัติให้ทำงานตรวจสอบและอายัดทรัพย์สินประชาชนได้แต่ถามว่า คตส.เอาอำนาจอะไรมาละเมิดสิทธิของบุคคลในการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยว กับบัญชีเงินฝากของประชาชนต่อสาธารณชนเช่นนั้น โดยเฉพาะสิทธิของบุคคลดังกล่าว ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารอย่างชัดเจน ถึง คตส.จะใช้อำนาจของคณะปฏิวัติก็เถอะ แต่ก็ขัดต่อกฎหมายการธนาคารอยู่ดี

ข้อสำคัญ การเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเลขที่บัญชีธนาคารของบุคคลนั้น ทำให้มีการละเมิดสิทธิโดยบุคคลภายนอกทันที เนื่องจากมีบุคคลภายนอกได้ทำการทดสอบโอนเงินไปที่เลขที่บัญชี ธนาคารเหล่านั้น เพื่อตรวจสอบว่า ถูกอายัดหรือยัง ปรากฏว่าโอนเงินเข้าไปไม่ได้

ความจริงแล้ว การดำเนินการอายัดทรัพย์นั้น สามารถกระทำได้ตามขอบเขตของกฎหมาย แต่จะต้องระมัดระวังไม่ให้ไปกระทบสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา เนื่องจากศาลยังไม่ได้ตัดสินว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิด พนักงานสอบสวนจึงไม่มีสิทธิไปประจานหรือเปิดเผยความลับส่วนบุคคลใดๆทั้งสิ้นผมเองก็ไม่เข้าใจว่า

ทำไม คตส. ถึงต้องเปิดเผยรายละเอียด ซึ่งเป็นความลับส่วนบุคคลเช่นนั้น ทั้งที่ระดับของความเหมาะสมในการเปิดเผยผลการอายัดทรัพย์ส่วนบุคคล เปิดเผยเพียงจำนวนเงิน จำนวนบัญชีในภาพรวมก็เพียงพอแล้ว เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิโดยบุคคลภายนอกโดยเฉพาะจำนวนเงินในบัญชี และจำนวนบัญชีที่มีมากมายหลายหมื่นล้าน หากพ้นจากการถูกอายัดเมื่อไหร่ พวกมิจฉาชีพที่ล่วงรู้เลขที่และชื่อบัญชีไปกระทำมิดีมิร้าย หรือคู่แข่งการค้า รวมถึงฝ่ายตรงข้ามอาจกลั่นแกล้งโอนเงินผิดกฎหมายเข้าไปในบัญชีดังกล่าว จนได้รับความเสียหาย

ถ้าเป็นเช่นนั้น คตส.พร้อมจะรับผิดชอบหรือไม่อย่าลืมว่า การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานเหล่านี้ ตำรวจก็นำมาใช้แล้ว จากเมื่อก่อนที่นำผู้ต้องหามาแถลงข่าวเปิดเผยหน้าตาให้สาธารณชนรับรู้ แต่ภายหลังก็ห้ามนำผู้ต้องหามาแถลงข่าวประจานอย่างเด็ดขาด เพราะผู้ต้องหาถือเป็นผู้บริสุทธิ์ แม้กระทั่งการทำงานของ ป.ป.ช. ก็เช่นกัน จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดที่เป็นการละเมิดสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาโดยเด็ดขาดแต่การกระทำของ คตส. กลับมีการละเมิดสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาอย่างไม่ไยดี

คำถามก็คือ กระบวนการตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรม ในยุคที่บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยเช่นนี้ ยังจะน่าเชื่อถืออยู่อีกน่ะหรือ ผมชักไม่แน่ใจเสียแล้ว.         

พลิกวิกฤติเป็นเรือใบ

มุมมองต่างชาติต่อทักษิณ จากนักเขียนคอลัมส์ ของหนังสือพิมพ์บลูมเบิร์ก์ William Pesek

การซื้อกิจการเรือใบนั้นเป็นการพลิกวิกฤติ เป็นโอกาสของ พล.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้นช่างคล้ายกับ การซื้อกิจการทีมฟุตบอลเอซีมิลาน ของ ซิลวิโอ เบอร์ลูสคอนี่ อดีตนายกรัฐมนตรี อิตาลี ที่ถูกยึดอำนาจคืน จากการแพ้เลือกตั้ง แต่ พล.ต.ท. ทักษิณ เป็นการถูกยึดอำนาจจากการทำรัฐประหารการเคลื่อนไหวในการซื้อทีมฟุตบอล ที่มีอันดับ อยู่ที่ 14  จาก  20 ทีม และชนะครั้งสุดท้ายเมื่อ 31 ปีทีแล้ว ถือเป็นสิ่งที่เยี่ยมยอดมาก ในขณะที่มีการยื่นฟ้องร้องคดีที่ดินรัชดาในเวลาเดียวกัน ยังได้กล่าวถึง ระบบ ทักษิโณมิกส์ ที่ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยจนเป็นที่จับตามอง จากกลุ่มประเทศเอเซี่ยนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะลอยตัวค่าเงิน ในปี 2540 เหมือนกัน เตือนนักลงทุน ให้จำบทเรียนในอดีต ซึ่งประเทศไทยเคยมีมา จากปัญหาการเมือง ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเสี่ยงของนักลงทุน กล่าวต่อว่า หัวหน้าคณะ คมช. สนธิ บุญรัตกลิน และผู้บริหารทั้งหลาย ควรมีความโปร่งใสให้มากกว่านี้การตัดสินเรื่องใดๆ และต้องระลึกเสมอว่านักลงทุนที่ต้องการเพิ่มการลงทุนในประเทศไทยนั้นกำลังจับตามองอยู่

ตบท้ายนักเขียนผู้นี้ ฝากให้ ผู้มีอำนาจในรัฐบาลนี้ให้เลิกคิด กังวลต่อตัว พล.ท.ต.ทักษิณ ให้เอาเวลาไปคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำจะดีกว่า เพราะการทำแบบนี้เป็นการทำให้ภาพเจ้าของกิจการฟุตบอลคนใหม่ดูดีมาก และรัฐบาลมีสิทธิ์เสีย ฟรีคิกส์ ได้อีกรอบ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมต่อได้

 June 25 (Bloomberg) — When the going gets tough, the tough get buying soccer teams. With apologies to one of the English language’s better-known adages, this phrase aptly describes Thaksin Shinawatra. Last week, the ousted Thai prime minister took time out from his busy schedule rehabilitating his image to buy English soccer team Manchester City.

Thaksin has long been Asia’s answer to former Italian Prime Minister Silvio Berlusconi. Both are larger-than-life, self-made billionaires. Both are famously combative. Both were removed from office amid a swirl of corruption allegations (Berlusconi by election, Thaskin in a coup last September). And both now own soccer teams (Berlusconi owns AC Milan).

Shelling out 21.6 million pounds ($43 million) for Manchester City may seem an odd vehicle for a comeback, political or otherwise. Sports commentators already are questioning the wisdom of the purchase; in the season that just ended, the team finished 14th of 20 teams and last won a trophy 31 years ago.

From a public relations standpoint, though, Thaksin’s move is a brilliant one, especially as it came on the same day Thai prosecutors formally charged him and his wife over the acquisition of land from the central bank. Thaksin’s saga says much about Thailand as the 10th anniversary of the Asian crisis approaches — and not all good.

Thailand’s move to devalue the baht on July 2, 1997, set the crisis in motion. Its economy rebounded impressively from the turmoil; just two years ago, it was the star pupil among chastened Asian economies. In Manila, Jakarta, Kuala Lumpur and elsewhere, leaders were eyeing “Thaksinomics” as a means of spreading the benefits of economic growth.

Reversal of Fortune

These days, Thailand is an abject lesson in what not to do. The generals who grabbed control wanted to restore the democracy and transparency Thailand lost after Thaksin rose to power in February 2001. After all, those who arguably benefited most from Thaksin’s policies were his family and business associates.

The final straw came last year with the sale of Shin Corp., the holding company founded by Thaksin. It enraged Thais because his family didn’t pay taxes on the proceeds. The deal exacerbated street protests that culminated in Thaksin’s ouster.

Yet if you’re going to remove a democratically-elected leader, it’s best to have a plan for success — a clear way forward to convince the populace and investors all’s well. Sadly, that wasn’t the case.

Earlier in the year, Thaksin, who’s been living in London, raised eyebrows by reportedly agreeing to pay Edelman Public Relations as much as $300,000 to counter the negative press he was receiving. Thaksin thought better of it and scrapped his PR associations.

Good PR

Perhaps Thaksin realized he’d be wasting his money. All the good PR he desires is being generated by the hapless generals running Asia’s ninth-biggest economy. Their biggest accomplishment seems to be making people who despised Thaksin nostalgic for his leadership (now that’s quite a feat!)

Controversial post-coup policies include capital controls, tighter foreign ownership laws, changes to visa rules, restrictions on retailer expansion and curbs on alcohol sales, all of which opponents say discouraged foreign investment. Waffling on plans for the economy, on whether Thailand would do battle with Singapore’s Temasek Holdings Pte to reclaim Shin Corp. and on which of Thaksin’s policies would be revoked didn’t help. Moves to freeze Thaksin’s assets and dissolve his political party actually made many Thais feel sorry for him.

These days, the Thai media is buzzing about another coup to replace the generals who grabbed power. Not knowing what to think, many investors have avoided Thailand. Bad Democracy As if orchestrated to tease the generals, the Manchester City deal reminds us the exiled Thaksin is still free, wildly rich and moving on to other things. It also reminds us that he continues to win the PR war versus officials in Bangkok.

What’s become of Thailand is a cautionary tale for Asia. Leaders like U.S. President George W. Bush see free elections as the elixir for stable markets and prosperity. Perhaps, but only if popularly-elected leaders respect the principles of democracy when in power. Thaksin used his office undemocratically and Thailand’s 65 million people will long pay the price.

It’s something Asia’s other leaders should take to heart 10 years after the Asian crisis. As important as it is to reform banking systems, reduce foreign-currency debt and amass currency reserves, it’s also vital to create a stable and predictable political environment. Politics is the kind of wildcard that can scare investors away, indefinitely.

Investors Beware There’s also a lesson here for investors: Asian economies that one day drip with potential can literally unravel the next. For all Asia’s heavy lifting since 1997, political surprises are still a major risk that investors need to navigate.

Thailand is Exhibit A. Thailand’s junta leader Sondhi Boonyarataklin and other officials in Bangkok need to leave the central bank alone to do its job. They need to be more transparent in their decisions. They must remember that investors controlling the capital Thailand needs to grow faster are watching carefully and will invest accordingly.

Finally, the generals need to do a little less worrying about Thaksin and think more about not shooting the economy in the foot. They should start by not making new Manchester City boss Thaksin look so good and giving him repeated free kicks.

(William Pesek is a Bloomberg News columnist. The opinions expressed are his own.)

คำถามถึง ปชป.

วันนี้ “เห่าดง” หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ต่อยหนักจริงๆ

จริงๆ แล้ว ถ้าบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ในอดีตเป็นไปในระนาบเดียวกับพรรคชาติไทย ก็คงไม่ต้องมีคำถามเกิดขึ้นในวันนี้ แต่ที่ผ่านมา ประชาชนทั้งประเทศต่างก็รู้ดีว่า พรรคประชาธิปัตย์ดำรงสถานะและอุดมการณ์ ประชาธิปไตยต่างจากพรรคชาติไทยมากมายนักยิ่งถ้าย้อนไปดูประวัติศาสตร์การต่อสู้ยาวนานของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีต่อเผด็จการแล้ว เรียกได้ว่าเป็นตำนานที่เอามาเล่าขานให้ลูกหลานฟังได้ไม่รู้จบ

ฉะนั้น อายุของพรรคประชาธิปัตย์ที่เก่าแก่กว่าพรรคใดจึงเป็นความเก่าแก่ ที่มีเนื้อหาสาระควรค่าแก่ความเก่าจริงๆ ไม่ใช่เก่าเพราะอยู่นานแต่อย่างใดเชื่อว่าบรรพชนของพรรคประชาธิปัตย์เองต่างก็ทุ่มเทเหน็ดเหนื่อยไม่ใช่น้อย เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของพรรคให้อยู่เคียงข้างกับประชาธิปไตยมาโดยตลอด และหากมีสิ่งใดที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตยแล้ว พรรคประชาธิปัตย์จะไม่มีวันยอมรับเด็ดขาด

แต่บัดนี้ ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไปหากดูท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีต่อการยึดอำนาจของทหารคราวนี้ ถือได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์และพรรคชาติไทยได้แสดงบทบาทที่อยู่ในระนาบ เดียวกันอย่างชัดเจน พยายามสังเกตและหาความแตกต่างอยู่นาน แต่ก็มองไม่เห็น ถือว่าสองพรรคนี้มีท่าทีร่วมกันที่จะไม่ต่อต้านการยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญในครั้งนี้แต่อย่างใดและหากยึดเอาตามคำพูดของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช.ที่บอกว่า หลังจากล้างอำนาจทักษิณไปแล้ว ก็จะมี 2-3 พรรคที่อยู่ ตรงกันข้ามกับรัฐบาลทักษิณ ได้เป็นรัฐบาลแทน

ก็หมายความว่าพรรค ประชาธิปัตย์จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้แน่นอนไม่รู้ว่าสิ่งนี้คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์แสดงท่าทีที่เป็นมิตรต่อ คมช.อย่างมากหรือไม่ แต่ก็ไม่ว่ากัน เพราะธรรมชาติของมนุษย์มักเห็นผลประโยชน์ของตัวเองสำคัญกว่าการยึดมั่นในอุดมการณ์ ยิ่งเป็นผลประโยชน์ ที่ไม่คิดว่าชาตินี้จะได้รับด้วยแล้ว ยิ่งต้องรีบไขว่คว้าเอาไว้ออกอาการกระดี๊กระด๊าไปกับแผนการของ คมช.อย่างเห็นได้ชัด

แต่คำถามก็คือ นับจากนี้ไป ประชาธิปัตย์จะยอมรับการใช้กำลังทหาร เข้ายึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จัดเลือกตั้งใหม่โดยคณะ ปฏิวัติ ใช่หรือไม่รวมถึงการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินรัฐบาลที่ถูกโค่นล้ม อายัดทรัพย์นายกฯ ญาติพี่น้อง ตลอดจนรัฐมนตรีทุกคนในคณะรัฐบาล และการออกประกาศคณะปฏิวัติตัดสิทธิการเมืองย้อนหลังได้ทั้งหมดนี้ประชาธิปัตย์ยอมรับได้ ใช่หรือไม่

หากพรรคประชาธิปัตย์ยอมรับได้ ก็แสดงว่าต่อไปในอนาคต พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แล้วเกิดไปทำอะไรเหมือนกรณี สปก.4-01 เข้าให้อีก พอประชาชนชุมนุมขับไล่ ประชาธิปัตย์ก็ยืนกรานไม่ลาออก เพราะเชื่อว่าตัวเองไม่ผิด เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องให้ทหารยึดอำนาจ ตั้งกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน อายัดทรัพย์นายกฯ และรัฐมนตรีไปตรวจสอบเพื่อฟ้องศาลยึดเป็นของแผ่นดินต่อไปหากเหตุการณ์ในอนาคตเป็นเช่นนี้ ประชาธิปัตย์ก็ยอมรับได้ ใช่หรือไม่

ข้อสำคัญ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นต้นเหตุให้เกิดความขัดแย้งในบ้านเมือง คณะปฏิวัติก็จะหาทางเล่นงานโดยอ้างหลักนิติธรรม จัดการ สลายขั้วประชาธิปัตย์ทิ้งไป แล้วปูทางให้พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามเข้าสู่สนามเลือกตั้งเพียงฝ่ายเดียว เพื่อให้กลับมาเป็นรัฐบาลเหมือนที่ ประชาธิปัตย์เคยได้รับอานิสงส์นี้มาแล้วถามว่า หากเป็นเช่นนี้ ประชาธิปัตย์ก็ยอมรับได้ ใช่หรือไม่

โดยเฉพาะเรื่องของบ้านเมือง จะต้องมีมาตรฐานเดียวกัน เมื่อรัฐบาลที่ มาจากการเลือกตั้งของประชาชนถูกครหาว่าคดโกง ไล่ไม่ไป ก็ต้องให้ทหารปฏิวัติโค่นล้ม แทนที่จะโค่นล้มกันในคูหาเลือกตั้งตามครรลองประชาธิปไตยถามว่า วิถีทางอย่างนี้ ประชาธิปัตย์ก็ยอมรับได้ ใช่หรือไม่

ริงๆแล้ว ผมว่าจะตั้งคำถามถึงประชาธิปัตย์เพียงเท่านั้น แต่คำถาม ทั้งหมด เกี่ยวพันไปถึงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งประเทศที่จะต้อง ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดในอนาคตงั้นก็ขอถามประชาชนไปพร้อมๆกันว่า หากบ้านเมืองต้องตก อยู่ในชะตากรรมเช่นนี้ พวกท่านยอมรับได้ ใช่หรือไม่.

“เห่าดง” 

ใครเหนือกว่า ในสายตาต่างชาติ

กระแสข่าวเกี่ยวกับการอายัดทรัพย์ ของ พล.ต.ท.ทักษิณชินวัตรถูกตีแผ่โดยสื่อต่างชาติมากมาย 

Thailand to probs ‘mystery’ funds 

Thaksin’s Man city will be probed 

Thailand to freez more ex-PM assets

นี่เป็นเพียงบางส่วนทีหยิบยกขึ้นมา ว่าประชาคมโลกจับตามองอยู่ จนติดกระแสข่าวร้อนของโลก World in brief ในขณะเดียวกัน คตส. และ รัฐบาลที่กุมอำนาจโดยทหารกำลังพยายามอายัดทรัพย์เพิ่มเติม

ส่วนสื่อยักษ์ใหญ่เมืองไทยนำเสนอ วิเคราะห์ประเด็นร้อน ของฝ่ายผู้มีอำนาจได้อย่างน่าสนใจ

จากทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ

“…..เงื่อนไขในตำแหน่งจ่าฝูงกองทัพบกคนใหม่ มันจะต่อเนื่องไปถึงเงื่อนไขในภาพรวมทางการเมือง กับยุทธศาสตร์ลุยล้างบางขั้วอำนาจเก่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถ้าเคลียร์กันไม่ลงตัว เกิดศึกแย่งจ่าฝูงซ้อนขึ้นมา

ในสายตาต่างชาติคงไม่ต่างกับบรรยากาศการผลัดเปลี่ยนอำนาจในรัฐบาลทหารพม่า เอาเป็นว่า ประเมินจากประโยคคำพูดด้านล่างนี้

“ข้อหาทางการเมืองที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณโดนอายัดทรัพย์สิน เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง โดยรัฐบาลทหารที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จริงๆแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีที่เป็นที่นิยมของประชาชนและเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แม้ว่าบัญชีธนาคารในเมืองไทย 21 บัญชี จะถูกอายัดไว้ แต่เงินที่นำมาเทกโอเวอร์สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ นำมาจากบัญชีธนาคารหลายบัญชีในอังกฤษ ซึ่งอยู่นอกเหนือจากการอายัดและเป็นเงินที่สะอาดแน่นอน” นายคีธ แฮร์ริส ที่ปรึกษาทางการเงินอดีตนายกฯทักษิณ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานฝ่ายบริหารธนาคารซีมัวร์ เพียร์ช ของอังกฤษ ออกหน้ามาการันตีเอง

นี่คือสิ่งที่ฝ่าย “ทักษิณ” เปิดทางดิ้นสู้ในเวทีนานาชาติ ถามว่า มีผลแค่ไหน ก็เหมือนคนไทยเชื่อคนไทย ฝรั่งก็ต้องเชื่อฝรั่งด้วยกัน ฉะนั้น ไอ้ที่พยายามปั่นกระแสข่มขวัญซะจนน่าตื่นเต้น ประกาศลากคออาชญากรแผ่นดินมาขึ้นศาลที่เมืองไทย

วิเคราะห์กันล่วงหน้า “ทักษิณ” เตรียมหนีไปอยู่ในประเทศที่ไม่มีสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ต้องถามว่า ต่างชาติเขาเล่นด้วยมั้ย

พ.ต.ท.ทักษิณแม้จะเสียเปรียบในเวทีเมืองไทย กลายเป็นอดีตนายกฯพลัดถิ่น โดน คมช.ไล่บี้ไม่ให้โงหัว คตส.ไล่ต้อนอายัดทรัพย์รายวัน

แต่ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดนทหารยึดอำนาจ แล้วแต่งตั้งองค์กรขึ้นมาตรวจสอบเอาผิดโดยอำนาจของคณะรัฐประหาร

ฝรั่งจะให้เครดิตใครมากกว่า.

Mass anti CNS march in Bangkok

These are some pictures of thousands anti junta alliance marched along Rajdamnoen avenue to Army Headquarters on 23rd June 2007 to demand the CNS to step down.

นี่แหละพลังประชาชน ในยุคมืด

ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา ฝนเมืองผู้ดีกระหน่ำทุกวัน บางครอบครัวก็ปาร์ตี้ บาร์บีคิว กันอย่างสนุกสนานยามตะวันยอมตกดินตอนสี่ทุุ่ม แต่ก็ยังไม่วายจะปรับทุกข์ สุข กับสถานการณ์การบ้านการเมือง แผ่นดินบ้านเกิด ที่กำลังตกอยู่ภายใต้ยุคมืด ที่สื่อทั้งหลายก็ยังไม่กล้าที่จะสื่อสารความจริง แม้กระทั่งม็อปไล่ คมช.ที่ถูกสกัด ปิดข่าวสาร ไม่ให้ประชาชนมาร่วม  แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่สถานทูตไทย ก็ไล่แจกเอกสาร ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการวินิจฉัยของคณะตุลาการรํฐธรรมนูญคดีกระทำผิดกฏหมายเลือกตั้งและยุบพรรคการเมือง หลังจากที่คนไทยกลุ่มหนึ่งได้เดินทางไปประท้วงที่หน้าสถานทูตมาเมื่อวันจันทร์ที่ 18 มิ.ย. หรือกลัวประชาชนเข้าใจถูก? 

ยิ่งเห็นประชาชนที่ออกมาเดินขบวนไล่ คมช. จาก สนามหลวง ไป กองทัพบก ท่ามกลางสายฝนในวันที่ 23 มิ.ย. 2550 เห็นแล้วขนลุก

 a.jpg

ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันว่า ประชาชนรู้ทันรัฐบาลท็อบบูต ทั้งๆที่มีการออกข่าวลวงไม่ให้ออกมาชุมนุมก็แล้ว จัดกองทัพทหารเข้ามาก็แล้ว แถมไม่มีการเผยแพ่รความจริงจากสื่อ สารพัดร้อยแปดพันเก้า เพื่อสกัดมวลชน