บิ๊กบัง’ ต้องรีบตัดเกม

logo-thai-rath.gif

วันสองวันนี้ ประชาชนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือน่าจะแปลกใจกับข้อความทะแม่งๆประเภท “คมช.ขอให้พี่น้องประชาชนใช้ดุลพินิจในการเข้าชุมนุม เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงเสียหายกับประเทศ” หรือ “ผบ.ทบ.และประธาน คมช.อยากเห็นบ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย และมีความสมานฉันท์ จึงขอให้แต่ละฝ่ายได้ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดและยึดแนวทางสันติ” ไม่บอกที่มาที่ไป แต่ส่งมาจากหมายเลขโทรศัพท์ 0-2299-6000 เป็นข่าวแจกฟรี โดยไม่ต้องซื้อบริการเอสเอ็มเอสรายเดือน และก็เพิ่งมาเฉลยในภายหลัง เป็นกลยุทธ์ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ในการรักษาความสงบเรียบร้อย

ส่งข้อมูลสายตรงถึงประชาชน ในอารมณ์ที่เร้าใจต่อเนื่องกัน ภาพข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ กลุ่มประชาชนฝ่าสายฝนร่วมฟังการปราศรัยของแกนนำม็อบพีทีวี ตัวเลขบางฉบับขึ้นหลักหมื่น สื่อมวลชนเริ่มใช้คำว่า “จำนวนมาก” ส่งเสียงตะโกนด่า โบกธงไล่ “คมช.ออกไป” เรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ม็อบตั้งธง ยื่นเงื่อนไขท้าทาย และก็ได้จังหวะเปิดเกมรุกอีกขั้น “ไข่มุกดำ” นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำม็อบไล่ คมช. ประกาศแปรรูปขบวนจากม็อบพีทีวีเป็นเวทีของประชาชนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและต่อต้าน เผด็จการอย่างเต็มตัว

ม็อบส่อเค้าจุดติด และมีการส่งสัญญาณในหมู่คนใกล้ชิด ล่าสุด อดีตนายกฯทักษิณรู้ตัวแล้วว่า เกมที่จะโดนทุบคิวต่อไปคือเชือดคดีอาญา นำร่องปฏิบัติการ “ยึดทรัพย์” เชือดเส้นเลือดใหญ่ แต่ก็เป็นอะไรที่แฝงมากับข่าวร้าย นายประพันธ์ ทรัพย์แสง ประธานแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลฎีกา ยืนกราน หากมีการนำคดีที่ดินรัชดาขึ้นฟ้องศาล จะต้องนำตัวอดีตนายกฯทักษิณมาปรากฏตัวต่อศาลในฐานะจำเลย

การห้าม พ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศมาสู้คดี เป็นการละเมิดอำนาจศาล สรุปส่งฟ้องคดีเมื่อไหร่ “ทักษิณ” ได้กลับทันที และในบรรยากาศกรุ่นๆหลังคดียุบพรรคไทยรักไทย เหล่าสาวก “ทักษิณ” ทำใจไม่ได้ ขณะที่กลุ่มก๊วนไทยรักไทยที่แตกค่าย ไหลกลับไปรวมตัวกันโดยอัตโนมัติ

ปักหลักยื้อเกมล้างบาง หลังโดนสั่งยุบพรรค แช่แข็งอดีตกรรมการบริหารพรรค 5 ปี เงื่อนไขล่อแหลมได้ที่ “ทักษิณ” กลับมาได้เหนื่อยกันแน่ และเหมือนจะเป็นการพยายามพลิกสถานการณ์ ตัดเกมก่อนคู่ต่อสู้รวมตัวติด “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก และประธาน คมช. ออกมาจุดพลุ จะผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม โละโทษแช่แข็งอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยบางส่วนจากจำนวนทั้งหมด 111 คน ที่ไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นกับคดี และมีเจตนารมณ์ที่ดีต่อชาติบ้านเมือง

ในมุมของ “บิ๊กบัง” น่าจะต้องการซื้อใจนักเลือกตั้ง เปิดทางหนีทีไล่ให้บรรดาเสือ สิงห์ ที่กำลังจะไหลกลับไปเป็นแนวร่วมกับอดีตนายกฯทักษิณ เพราะแค้นที่ถูกหลอกใช้ คมช.ไม่อยากเหนื่อยตั้งรับทั้งม็อบต้านบนดินและเกมใต้ดินของเซียนการเมือง และก็คงจะรู้อยู่แก่ใจเหมือนกัน แต่ยังกั๊กไว้กับท่าทีของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี แม้จะออกลูกชิ่ง โบ้ยเป็นความคิดของ “บิ๊กบัง” คนเดียว

รัฐบาลจะไม่เป็นฝ่ายริเริ่มก่อน แต่เมื่อถามย้ำว่า เห็นด้วยกับการออกกฎหมายนิรโทษกรรมอดีตกรรมการบริหารไทยรักไทยหรือไม่ นายกฯสุรยุทธ์ตอบแบบไว้เชิงในที “อาจจะมี อย่างประเด็นเดียวที่ยังก้ำกึ่งอยู่คือ 111 คนนี้ ทำผิดทั้งหมดหรือไม่” คิวนี้เล่นตามเกม “บิ๊กบัง” อยู่แล้ว.

พีทีวีรีแบรนด์ชื่อกลุ่ม ขยายแนวร่วมไล่คมช.

logo-thai-rath.gif

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวการชุมนุมต่อต้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ของกลุ่มสถานีโทรทัศน์พีทีวี จากท้องสนามหลวง วานนี้ (3 มิ.ย.) โดยอ้างแหล่งข่าวจากเว็บไซต์ www.ptvthai.com ว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์พีทีวี กล่าวว่า กลุ่มผู้ชุมนุมจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการต่อสู้กับเผด็จการ คมช. โดยเปลี่ยนจากเวทีเรียกร้องเสรีภาพ เสมอภาคในการออกอากาศของพีทีวี เป็นการต่อสู้เคลื่อนไหวในนามแนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เผด็จการเต็มรูปแบบ โดยมีการขึ้นฉากหลังกลางสนามหลวง โดยใช้ข้อความ “แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เผด็จการ” “Democracy Now” เว็บไซต์ www.ptvthai.com รายงานอีกว่า นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ อดีตสมาชิกวุฒิสภาและนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้นเวทีปราศรัยว่า ขอประกาศตัวอยู่ตรงข้ามเผด็จการตลอดไป พร้อมทั้งกล่าวโจมตี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เคยมีอุดมการณ์ร่วมในการต่อต้านเผด็จการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(รสช.) ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ว่า คล้อยไปเพียง 15 ปี พล.ต.จำลองมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจนน่าใจหาย โดยเปลี่ยนทั้งหัวใจและร่างกายจากนักสู้เพื่อประชาธิปไตย ไปเป็นสมุนรับใช้เผด็จการเต็มรูปแบบ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รับไม่ได้

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มพีทีวี กล่าวว่าจากวันนี้ (3 มิ.ย.)จนถึงวันที่ 24 มิ.ย.นี้เหลือเวลาอีก 21 วันก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเดินขบวนไปยื่นหนังสื่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคมช.ให้ลาออกเฉพาะวันสุดท้ายที่ขีดเส้นไว้เท่านั้น เพราะอาจจะเคลื่อนขบวนประชาชนไปยื่นหนังสือให้ประธานคมช.ลาออกวันไหนก็ได้เมื่อเราพร้อมและตนขอฝากบอกไปยังพล.ท.ประยุทธ จันทรโอชา แม่ทัพภาคที่1 ให้รอและต้อนรับเหล่าประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตยที่ทางคมช.ปล้นไปเมื่อ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา

ท่ามกลางความจริงสองด้านที่ขัดแย้งกัน

logo-thai-rath.gif 

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ  ฉบับนี้ประจำวันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน 2550…………โดย เห่าไฟเริ่มจากความจริงด้านแรก ก็อย่างที่รู้กันอยู่ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีมติ ยุบพรรคไทยรักไทย พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ รอดพ้นข้อกล่าวหาทั้งหมด ไม่กระเทือนแม้ผิว เสมือนถูกจับวางให้ โดดเด่น อย่างตั้งใจ!!! …………ส่วนความจริงอีกด้านหนึ่งก็คือ พรรคไทยรักไทย เป็นพรรคอันดับ 1 ของประเทศ ถือเป็นวิวัฒนาการทาง ประชาธิปไตย ขั้นสูงสุด ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ การเมืองไทย ที่จะมีพรรคการเมืองใดได้รับคะแนนเสียงจากมหาชนส่วนใหญ่ ให้เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลเพียงพรรคเดียว แต่พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคแรกและพรรคเดียวที่พิชิตสถิติการเมืองนี้ได้อย่างงดงามและ ถูกต้องชอบธรรม!!!…………นอกจากนี้ ยังมีความจริงที่ต้องบันทึกเอาไว้ด้วยว่า พรรคไทยรักไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องพ้นจากอำนาจที่ได้รับจากประชาชน เพราะโดนทหารยึดอำนาจ รวมทั้งถูกคณะตุลาการรัฐธรรมนูญในยุคที่บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยสั่งให้ยุบพรรค และตัดสิทธิการเมือง พรรคไทยรักไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้พ้นจากอำนาจเพราะ แพ้เลือกตั้ง ตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด!!!…………สิ่งเหล่านี้คือ ความจริงสองด้าน ที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง แม้ทุกฝ่ายจำต้องยอมรับคำตัดสินของ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ แต่หากถามถึงความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ เชื่อว่า พวกเขาต่างก็ ข้องใจ ในมาตรฐานที่แตกต่างกันของคำตัดสินเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะต้นเหตุของปัญหาที่ทำให้เกิดคดียุบพรรค ไม่ได้มาจากพรรคไทยรักไทย แต่มาจากพรรคที่ บอยคอต การเลือกตั้งต่างหาก!!!…………ข้อสำคัญ หากจะเชื่อกันว่า พรรคใดพรรคหนึ่ง กระทำการจ้างพรรคเล็กเพื่อให้ ตัวเองได้กลับคืนสู่อำนาจ ก็ต้องใช้เหตุผลเดียวกันเชื่อว่า พรรคอีกพรรค ก็สามารถจ้างพรรคเล็กเพื่อ ขัดขวาง การกลับคืนสู่อำนาจของพรรคคู่แข่งได้เช่นกัน เพราะการที่บางพรรคบอยคอตการเลือกตั้ง ก็เพื่อ ขัดขวาง การกลับคืนสู่อำนาจของพรรคคู่แข่ง ฉะนั้น ทำไมจะไม่มีแรงจูงใจในการจ้างพรรคเล็กให้ขัดขวางการ กลับสู่อำนาจของคู่แข่งเล่า ข้อข้องใจเหล่านี้ นักกฎหมายในบ้านเมือง ช่วยตอบให้กระจ่างทีเถอะ!!!…………ตอนนี้ หลายคนรีบฟันธงล่วงหน้า นายกฯคนต่อไป คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่ “เห่าไฟ” ไม่คิดอย่างนั้น เพราะการเมืองไม่ง่ายอย่างที่คิด โดยเฉพาะต้องตอบคำถามให้ได้เสียก่อนว่า คะแนนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศที่เคยเทให้ พรรคไทยรักไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับลำปุ๊บปั๊บไปเทให้ พรรคประชาธิปัตย์ และ อภิสิทธิ์ แบบปัจจุบันทันด่วน เรื่องอย่างนี้ เป็นไปได้จริงๆน่ะหรือ!!!…………ข้อสำคัญ อดีตนายกฯทักษิณ ได้เขียนจดหมายจากต่างประเทศมาถึงสมาชิกพรรคไทยรักไทยว่า แม้จะประกาศวางมือทางการเมืองไปแล้ว แต่ก็ยังอยากเรียกร้องให้ สมาชิกพรรคทั้งหลายให้ รวมตัวกัน ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ต่อไป!!!…………สิ่งนี้ แสดงให้เห็นว่า พรรคไทยรักไทย กำลังปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อดำรงสถานะพรรคอันดับ 1 ต่อไป แม้จะใช้ชื่อพรรคเก่าไม่ได้ ก็เปลี่ยนชื่อใหม่ได้ โดยให้ นักการเมือง ที่ติดโทษแบนไปเกณฑ์ญาติมาลงสมัคร ส.ส.แทน เพียงแค่นี้ พรรคไทยรักไทย ก็เสมือนตายแล้วเกิดใหม่ แถมยังมีแนวโน้ม ชนะเลือกตั้ง ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกรอบด้วย!!!…………โดยเฉพาะผลพวงจากการยุบพรรคและตัดสิทธิการเมืองแบบเหมารวมยกเข่ง ทำให้ อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย ที่แตกกระจัดกระจายไปตั้งพรรคใหม่อย่าง กลุ่มมัชฌิมา ของ สมศักดิ์ เทพสุทิน ทำท่าหันกลับมาผนึกกำลังกันที่พรรคเก่า เรียกว่า ปฏิกิริยา ควบแน่น ทางการเมืองคราวนี้ ทำให้พรรคที่ใกล้แตกสลาย กลับพลิกฟื้นคืนชีวิต มี พลังมหาศาล ขึ้นมาทันทีทันใด!!!…………สำหรับการ ก่อม็อบ ของอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ถือว่า ไม่ถูกต้องทั้งสิ้น “เห่าไฟ” เคยบอกไปแล้วว่า ชัยชนะที่มั่นคงถาวรที่สุด ก็คือ ชัยชนะที่ได้ มาตามกติกา ไม่ใช่ชัยชนะที่ได้มาจาก การฉีกกติกาทิ้ง เพราะชัยชนะเช่นนั้น เป็นได้แค่ ของปลอม ที่ไร้ความยั่งยืนถาวร สักวันก็ต้อง พ่ายแพ้ เนื่องจากไม่ใช่ แบบอย่างที่ดีของสังคม!!!…………“เห่าไฟ” เคยวิพากษ์วิจารณ์ อดีตนายกฯทักษิณ หนักหน่วงรุนแรงมาโดยตลอด แต่นั่นเป็นเพราะว่า อดีตนายกฯทักษิณ เป็นบุคคลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และมีฐานเสียงที่แข็งแกร่ง การได้วิพากษ์วิจารณ์ บุคคลเช่นนี้ ถือเป็น หน้าที่ที่มีเกียรติและสมศักดิ์ศรี!!!…………แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เห็นว่า บุคคลของประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม “เห่าไฟ” ก็พร้อมจะหยุดวิพากษ์วิจารณ์ชั่วคราว แล้วหันไปเรียกร้องความเป็นธรรมให้เขา จนกว่า อดีตนายกฯทักษิณ จะได้รับความเป็นธรรมตามที่ควรจะเป็น และสามารถกลับเข้าสู่ ครรลองประชาธิปไตย ได้ตามสิทธิ ถึงวันนั้นค่อยมาวิจารณ์กันแรงๆอีกครั้ง!!!…………และนี่ก็คือความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงระหว่าง กลไกตรวจสอบ กับ กองเชียร์ เพราะการเป็นกลไกตรวจสอบของสังคม จะไม่เลือกข้าง ไม่เลือกฝ่าย ใครทำดีก็บอกว่าดี ใครทำไม่ดีก็จะบอกว่าไม่ดี ต่างจาก กองเชียร์ ที่จะทำหน้าที่เพียงประการเดียวคือ เชียร์ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ก็จะเชียร์อย่างเดียว!!!…………เหตุผลที่ “เห่าไฟ” หยิบยกมานี้ สามารถหักล้าง “ทฤษฎีเลือกข้าง” ได้อย่างตรงไปตรงมาที่สุด ยิ่งสถานการณ์ บ้านเมืองวิกฤติ ประชาชนควรวางตัวเป็นกลาง อย่าไปหลงใหลได้ปลื้มกับ ทฤษฎีเลือกข้าง ให้มากนัก แผ่นดินไทยลุกเป็นไฟ ร้อนรุ่มไปทุกย่อมหญ้า ก็เพราะ ทฤษฎีเลือกข้าง หรือ ทฤษฎีกองเชียร์ นี่เอง!!!…………