ท่ามกลางความจริงสองด้านที่ขัดแย้งกัน

logo-thai-rath.gif 

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ  ฉบับนี้ประจำวันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน 2550…………โดย เห่าไฟเริ่มจากความจริงด้านแรก ก็อย่างที่รู้กันอยู่ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีมติ ยุบพรรคไทยรักไทย พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ รอดพ้นข้อกล่าวหาทั้งหมด ไม่กระเทือนแม้ผิว เสมือนถูกจับวางให้ โดดเด่น อย่างตั้งใจ!!! …………ส่วนความจริงอีกด้านหนึ่งก็คือ พรรคไทยรักไทย เป็นพรรคอันดับ 1 ของประเทศ ถือเป็นวิวัฒนาการทาง ประชาธิปไตย ขั้นสูงสุด ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ การเมืองไทย ที่จะมีพรรคการเมืองใดได้รับคะแนนเสียงจากมหาชนส่วนใหญ่ ให้เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลเพียงพรรคเดียว แต่พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคแรกและพรรคเดียวที่พิชิตสถิติการเมืองนี้ได้อย่างงดงามและ ถูกต้องชอบธรรม!!!…………นอกจากนี้ ยังมีความจริงที่ต้องบันทึกเอาไว้ด้วยว่า พรรคไทยรักไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องพ้นจากอำนาจที่ได้รับจากประชาชน เพราะโดนทหารยึดอำนาจ รวมทั้งถูกคณะตุลาการรัฐธรรมนูญในยุคที่บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยสั่งให้ยุบพรรค และตัดสิทธิการเมือง พรรคไทยรักไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้พ้นจากอำนาจเพราะ แพ้เลือกตั้ง ตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด!!!…………สิ่งเหล่านี้คือ ความจริงสองด้าน ที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง แม้ทุกฝ่ายจำต้องยอมรับคำตัดสินของ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ แต่หากถามถึงความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ เชื่อว่า พวกเขาต่างก็ ข้องใจ ในมาตรฐานที่แตกต่างกันของคำตัดสินเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะต้นเหตุของปัญหาที่ทำให้เกิดคดียุบพรรค ไม่ได้มาจากพรรคไทยรักไทย แต่มาจากพรรคที่ บอยคอต การเลือกตั้งต่างหาก!!!…………ข้อสำคัญ หากจะเชื่อกันว่า พรรคใดพรรคหนึ่ง กระทำการจ้างพรรคเล็กเพื่อให้ ตัวเองได้กลับคืนสู่อำนาจ ก็ต้องใช้เหตุผลเดียวกันเชื่อว่า พรรคอีกพรรค ก็สามารถจ้างพรรคเล็กเพื่อ ขัดขวาง การกลับคืนสู่อำนาจของพรรคคู่แข่งได้เช่นกัน เพราะการที่บางพรรคบอยคอตการเลือกตั้ง ก็เพื่อ ขัดขวาง การกลับคืนสู่อำนาจของพรรคคู่แข่ง ฉะนั้น ทำไมจะไม่มีแรงจูงใจในการจ้างพรรคเล็กให้ขัดขวางการ กลับสู่อำนาจของคู่แข่งเล่า ข้อข้องใจเหล่านี้ นักกฎหมายในบ้านเมือง ช่วยตอบให้กระจ่างทีเถอะ!!!…………ตอนนี้ หลายคนรีบฟันธงล่วงหน้า นายกฯคนต่อไป คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่ “เห่าไฟ” ไม่คิดอย่างนั้น เพราะการเมืองไม่ง่ายอย่างที่คิด โดยเฉพาะต้องตอบคำถามให้ได้เสียก่อนว่า คะแนนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศที่เคยเทให้ พรรคไทยรักไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับลำปุ๊บปั๊บไปเทให้ พรรคประชาธิปัตย์ และ อภิสิทธิ์ แบบปัจจุบันทันด่วน เรื่องอย่างนี้ เป็นไปได้จริงๆน่ะหรือ!!!…………ข้อสำคัญ อดีตนายกฯทักษิณ ได้เขียนจดหมายจากต่างประเทศมาถึงสมาชิกพรรคไทยรักไทยว่า แม้จะประกาศวางมือทางการเมืองไปแล้ว แต่ก็ยังอยากเรียกร้องให้ สมาชิกพรรคทั้งหลายให้ รวมตัวกัน ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ต่อไป!!!…………สิ่งนี้ แสดงให้เห็นว่า พรรคไทยรักไทย กำลังปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อดำรงสถานะพรรคอันดับ 1 ต่อไป แม้จะใช้ชื่อพรรคเก่าไม่ได้ ก็เปลี่ยนชื่อใหม่ได้ โดยให้ นักการเมือง ที่ติดโทษแบนไปเกณฑ์ญาติมาลงสมัคร ส.ส.แทน เพียงแค่นี้ พรรคไทยรักไทย ก็เสมือนตายแล้วเกิดใหม่ แถมยังมีแนวโน้ม ชนะเลือกตั้ง ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกรอบด้วย!!!…………โดยเฉพาะผลพวงจากการยุบพรรคและตัดสิทธิการเมืองแบบเหมารวมยกเข่ง ทำให้ อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย ที่แตกกระจัดกระจายไปตั้งพรรคใหม่อย่าง กลุ่มมัชฌิมา ของ สมศักดิ์ เทพสุทิน ทำท่าหันกลับมาผนึกกำลังกันที่พรรคเก่า เรียกว่า ปฏิกิริยา ควบแน่น ทางการเมืองคราวนี้ ทำให้พรรคที่ใกล้แตกสลาย กลับพลิกฟื้นคืนชีวิต มี พลังมหาศาล ขึ้นมาทันทีทันใด!!!…………สำหรับการ ก่อม็อบ ของอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ถือว่า ไม่ถูกต้องทั้งสิ้น “เห่าไฟ” เคยบอกไปแล้วว่า ชัยชนะที่มั่นคงถาวรที่สุด ก็คือ ชัยชนะที่ได้ มาตามกติกา ไม่ใช่ชัยชนะที่ได้มาจาก การฉีกกติกาทิ้ง เพราะชัยชนะเช่นนั้น เป็นได้แค่ ของปลอม ที่ไร้ความยั่งยืนถาวร สักวันก็ต้อง พ่ายแพ้ เนื่องจากไม่ใช่ แบบอย่างที่ดีของสังคม!!!…………“เห่าไฟ” เคยวิพากษ์วิจารณ์ อดีตนายกฯทักษิณ หนักหน่วงรุนแรงมาโดยตลอด แต่นั่นเป็นเพราะว่า อดีตนายกฯทักษิณ เป็นบุคคลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และมีฐานเสียงที่แข็งแกร่ง การได้วิพากษ์วิจารณ์ บุคคลเช่นนี้ ถือเป็น หน้าที่ที่มีเกียรติและสมศักดิ์ศรี!!!…………แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เห็นว่า บุคคลของประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม “เห่าไฟ” ก็พร้อมจะหยุดวิพากษ์วิจารณ์ชั่วคราว แล้วหันไปเรียกร้องความเป็นธรรมให้เขา จนกว่า อดีตนายกฯทักษิณ จะได้รับความเป็นธรรมตามที่ควรจะเป็น และสามารถกลับเข้าสู่ ครรลองประชาธิปไตย ได้ตามสิทธิ ถึงวันนั้นค่อยมาวิจารณ์กันแรงๆอีกครั้ง!!!…………และนี่ก็คือความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงระหว่าง กลไกตรวจสอบ กับ กองเชียร์ เพราะการเป็นกลไกตรวจสอบของสังคม จะไม่เลือกข้าง ไม่เลือกฝ่าย ใครทำดีก็บอกว่าดี ใครทำไม่ดีก็จะบอกว่าไม่ดี ต่างจาก กองเชียร์ ที่จะทำหน้าที่เพียงประการเดียวคือ เชียร์ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ก็จะเชียร์อย่างเดียว!!!…………เหตุผลที่ “เห่าไฟ” หยิบยกมานี้ สามารถหักล้าง “ทฤษฎีเลือกข้าง” ได้อย่างตรงไปตรงมาที่สุด ยิ่งสถานการณ์ บ้านเมืองวิกฤติ ประชาชนควรวางตัวเป็นกลาง อย่าไปหลงใหลได้ปลื้มกับ ทฤษฎีเลือกข้าง ให้มากนัก แผ่นดินไทยลุกเป็นไฟ ร้อนรุ่มไปทุกย่อมหญ้า ก็เพราะ ทฤษฎีเลือกข้าง หรือ ทฤษฎีกองเชียร์ นี่เอง!!!………… 

มีการตอบกลับหนึ่งครั้ง to “ท่ามกลางความจริงสองด้านที่ขัดแย้งกัน”

  1. konthaiuk Says:

    คนละหมัด

    นายจรัญ ภักดีธนากุล: “ขอเสนอให้ เพิ่มข้อห้ามในมาตรา 96 โดยกำหนดให้ผู้ที่จะลงสมัครรับเลือก ตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องไม่เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบ”.
    นายจตุรนต์ ฉายแสง“การเสนอให้ เพิ่มข้อห้ามในเรื่องนี้ เป็นการเสนอที่เกิดจากอคติมากกว่าเหตุผล ชี้ให้เห็นว่า ผู้ มีอำนาจในปัจจุบันต้องการทำลายล้างกลุ่มอำนาจเก่าให้หมดไป”.


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: