เส้นทางบริบทใหม่“จักรภพ”บนวิถี “นักต่อสู้” !

ณ เวลานี้ นักการเมืองรุ่นใหม่ที่ประกาศจุดยืนสวนทางกับ คมช. ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำ พีทีวี กับบทกลอนโดนใจบนเวทีพีทีวีเมื่อ วันที่ 3 มิ.ย. 2550 ที่ท้องสนามหลวง ทีได้เปลี่ยนชื่อเป็น “แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เผด็จการ” หรือ “Democracy Now”  

“ใจดำ อำมหิต จิตวิปลาศ
คิดฆ่าคน ให้ถึงฆาต ด้วยอิจฉา
จมไม่ลง เพราะมันขัด ด้วยอัตตา
คิดว่าข้า ใหญ่กว่าใคร ในแผ่นดิน

ครั้งหนึ่งเคย มีประโยชน์ เคยโดดเด่น
แต่กระเด็น ไปด้วยศัพท์ ของทักษิณ
ประชาชน ต่างรัก ทั่วนครินทร์
เลือกตั้งทั่ว แดนดิน จึงกำชัย

ยอมรับ ไม่ได้ ใจจะคลั่ง
นึกถึงครั้ง กรูเป็นป๋า น้ำตาไหล
ทักษิณมา ริบไปหมด สลดใจ
อำนาจใหญ่ ฝ่ายทหาร หมดวานวัน

แทนที่จะ ยอมรับ ลองปรับจิต
แต่ความคิด กลับป่วย ด้วยกระสัน
จึงวานแผน ลอบฆ่า ให้จาบัน
ไม่สนใจ มันทั้งนั้น ประชาชน

ไปนินทา ว่าทักษิณ อำนาจเก่า
อำนาจเฒ่า มันเก่ากว่า น่าฉงน
ขุนนางใหญ่ ฉุดคร่า ประชาชน
ประชาธิปไตย จะตั้งต้น บนหลักใจ

เคยเคารพ นพไหว้ ในใจมั่น
นึกถึงวัน ท่านเป็น นายกใหญ่
เป็นคนดี ใช้ได้ ไม่อายใคร
ผมพอแล้ว บอกไว้ ก่อน 9 วัน

ผิดหวัง อย่างหนัก เหมือนรักสลาย
เมื่ออัตตา ไม่คลาย แต่กลับหลง
แสดงตัว ว่าเป็นพุทธ ไม่หยุดปลง
สุจริต แต่กลับบง กลัดไม่หนอง

เพราะใช้เงิน ช่วยค้ำ จุณอำนาจ
ครอบครองชาติ ยึดรัฐ ไม่ขัดเขิน
เหตุที่ ประชาธิปไตยไทย จึงไม่เดิน
เพราะส่วนเกิน อย่างนี้ ยังมีตัว

แต่รากเหง้า ลึกนัก ต้องหนักแน่น
จะโค่นแกน ต้องค่อยเซาะ อย่าเจาะหัว
ให้ข้อมูล ประชาชน จนไม่กลัว
เราจะเริ่ม เผาหัว จนตัวเกรียม

ขอประกาศ สงคราม กับขุนนาง
ผู้กว้างขวาง ใจโฉด และ โหดเหี้ยม
กล้าเผาผลาญ จิตใจ จนไหม้เกรียม
ไม่เคยเตรียม เวลา ประชาชน

จึงขอฝาก ที่ประชุม ชุมนุมนี้
จะไล่บี้ เผด็จการ ให้เป็นผล
ต้องทำลาย ขุนนาง ที่เหนือคน
ช่วยเบื้องบน ให้คงอยู่ คู่เมืองไทย

คอมอชอ ออกไป ก็ใช่อยู่
แต่ต้องรู้ จบเพียงนั้น มันไม่ไหว
ต้องไล่ พ่อคอมอชอ ให้ออกไป
ฝังอำมาตยาธิปไตย ใต้ธรณี”

…………………หลายคนรู้จักและรู้สึกปลื้มในตัวหนุ่มวัยเฉียด 40 ปีเต็ม อย่าง “จักรภพ เพ็ญแข” มานาน นับแต่เห็นหน้าค่าตาเขาผ่านจอสี่เหลี่ยมก่อนหน้านี้กว่า 10 ปี ในฐานะ “สื่อ” ผู้มากความสามารถรอบด้าน กระทั่งเขาพลิกบทบาทไปเป็น “นักการเมือง” ครั้งได้ร่วมรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ววันนี้เขากลับคืนสู่เส้นทางสื่ออีกครั้ง!!

@ เกาะรอยเส้นทางชีวิต “จักรภพ”!
  เส้นทางเดินชีวิตของ “จักรภพ” เริ่มเด่นชัดขึ้นเมื่อเขาเลือกเอ็นทรานซ์ รัฐศาสตร์การทูต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเบื้องต้นให้กับเขา ก่อนจะบินลัดฟ้าไปเรียนต่อปริญญาโทด้วยทุนฟุลไบรท์ ที่มหาวิทยาลัยจอห์น ฮ็อปกิ้นส์ สหรัฐอเมริกา กระทั่งจบเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ
  เมื่อเขากลับมาเมืองไทยก็เริ่มใช้ชีวิตคนทำงานกับ “เจียไต๋” บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ แต่เหมือนงานที่ทำจะยังไม่ตอบสนองความฝันของชีวิต จึงสอบบรรจุเข้าเป็นเจ้าหน้าที่การทูต กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ในช่วงนั้นเองเหมือนชีวิตได้ค้นเจออะไรบางอย่างที่ทำให้เขามีพลังชีวิตสนุกสนานมากขึ้น เมื่อมีโอกาสรับงานด้านสื่อมวลชนควบคู่ไปด้วย
  ในที่สุดเขาก็เลือกเส้นทางใหม่หันมาทำงาน “สื่อ” เต็มตัว เป็นทั้งผู้ดำเนินรายการ วิทยากร และเขียนบทความในนิตยสารต่างๆ จนเป็นที่รู้จักมักคุ้นของคนในวงการกว้างขึ้นตามลำดับ จนส่วนหนึ่งของชีวิตได้เข้าไปคลุกคลีกับการเป็นอาจารย์ประจำของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (วิชา สื่อเพื่อการพัฒนา)
  “จักรภพ” เริ่มมีความโดดเด่นมากขึ้นในมาดของ “นักวิชาการ” ผ่านบทบาทสื่อในฐานะ “ผู้วิเคราะห์” ที่นั่งสนทนาวิเคราะห์สถานการณ์เหตุบ้านการเมืองทั้งภายใน และระหว่างประเทศ แบบทันโลกทันเหตุการณ์ผ่านจอโทรทัศน์ โดยรายการที่ทำให้คนเฝ้าเกาะติดคือวิเคราะห์สดพิเศษเหตุการณ์ก่อการร้ายในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 (ผู้ก่อการร้ายขับเครื่องบินชนตึกเวิร์ลด์เทรด) และเหตุการณ์ต่อเนื่องทางช่อง 9 อ.ส.ม.ท.

@ วิถีใหม่เส้นทาง “นักการเมือง”!
  ต่อมาในช่วงจังหวะที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเจ้าภาพจัดประชุมเอเปค เขาก็เป็น “ผู้ดำเนินรายการในสถานีโทรทัศน์พิเศษ เอเปค” ซึ่งตรงจุดนี้ นับว่าเขายิ่งทำให้เกิดความโดดเด่นด้านการทำงานระหว่างประเทศของเขาได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านการประชาสัมพันธ์
  กระทั่งวันหนึ่งได้เกิดเหตุการณ์พลิกผันเส้นทางชีวิตเขา เหมือน “ส้มหล่น” ที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ดึงตัวเข้าไปนั่งเก้าอี้ “โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี” แล้วต่อมาก็ได้รับการวางใจจากหัวหน้ารัฐบาลปรับความรับผิดชอบขึ้นนั่ง “รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี” ขณะนั้นเป็นจังหวะที่เหมือนว่าเขาเริ่มรู้สึกถึงความคุ้นเคยและความเป็นตัวตนเดิมๆ กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง
  “…ผมเปลี่ยนเพราะมารู้ความจริง ว่าเมืองไทยมันอยู่บนฐานของอะไร เพราะเห็นความเน่าของระบบแกนกลางสังคม เลยตัดสินใจว่าจะมานุ่มนิ่มเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว หลัง 35 ปีเป็นต้นมา แม้ผมจะยังชอบให้คนชอบผมด้วยตัวตนของเรา แต่ผมอยากให้คนชอบเราเพราะเราทำสิ่งที่ถูกต้องมากกว่า…”
  เพราะหลังวันพลิกผันของชีวิตผ่านไป…เขาก็เริ่มปรากฏตัวตนบนบริบท “นักการเมือง” เต็มตัว วิ่งลงสนามสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เขตบางกอกน้อย และอีกครั้งหนึ่งในเขตพระนคร, ป้อมปราบศัตรูพ่าย, บางรัก, สัมพันธวงศ์ ด้วยการสนับสนุนของ นายกฯ ทักษิณ (ขณะนั้น) ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นคือ “ชีวิตใหม่” บนถนนเส้นทางนักการเมืองสำหรับ “จักรภพ” ผู้เคยมีแต่ชีวิตอิสระตั้งแต่เล็กจนโต

@ วิถีเปลี่ยนสู่เส้นทาง “นักต่อสู้”!
  การเปลี่ยนแปลงวิถีทางเดินชีวิตของ “จักรภพ” ยิ่งเห็นภาพชัดเจนขึ้น!! เมื่อเกิดเหตุการณ์ รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เพราะหลังจากนั้นไม่นานวันนักบริบททางสังคมของเขาก็เริ่มเปลี่ยนแปรสถานภาพใหม่อีกครั้ง !!
  เขากลายเป็น “นักต่อสู้” ท่ามกลางสายตาประชาชนแฟนพันธุ์แท้ที่เฝ้าติดตามความเป็นไปของเขา และเป็น “แกนนำม็อบ” ไปโดยปริยายสำหรับสายตาผู้ใหญ่ในบ้านเมืองบางคน กับการขึ้นเวทีปราศรัยเรียกร้องสิทธิโดยชอบธรรมจากรัฐบาลปัจจุบัน เพื่อให้ได้มีโอกาสเปิดทำการอย่างถูกต้องของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม พีทีวี หรือ “ทีวีเพื่อประชาชน” (People’s Television : PTV) ที่เขาร่วมเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง
  เกิดอะไรขึ้น!! ระหว่างเส้นทางที่เปลี่ยนแปรไปในแต่ละช่วงชีวิต “จักรภพ” เพราะวันนี้หากจะมองกันตรงๆ กับบทบาทสื่อมวลชนของเขาแล้ว…หลายคนอาจจะรู้สึกสัมผัสได้เหมือนว่าจิตวิญญาณสื่อในตัวเขาไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์นัก หากแต่ว่าความ “เข้มข้น” ในท่าทีของเขากลับทวีคูณเพิ่มขึ้นอย่างน่าติดตามทีเดียว
  “…ขณะนี้ผมเป็นคนที่เคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมือง ที่ใช้สื่อเป็นเครื่องมือ ผมคงไม่สามารถจะกลับไปเป็นสื่อเหมือนคุณสรยุทธ์ คุณกนกได้แล้ว เพราะผมเป็นกลางไม่ได้ในขณะนี้ หลังจากการต่อสู้ใหญ่ครั้งนี้ผ่านไปแล้ว ผมอาจจะกลับไปเป็นกลางได้อีกครั้งหนึ่ง…” และตามด้วยประโยคสำคัญว่า
  “…ที่ผ่านมาชีวิตผมมันเหมือนออกไปโคจรในอวกาศ แล้วมันก็ดิ่งลงไปในพื้นดินแล้วนึกว่ามันจะแหลกตรงนั้น มันกลับทะลวงลงดินไปอีก แล้วก็ได้เห็นนรก แล้วมันก็ย้อนกลับขึ้นมาอีกแล้วเห็นสวรรค์ ก็เลยเข้าใจว่าพื้นดินเป็นอย่างไร…และทำให้รู้ว่าตัวตนของมนุษย์เท่านั้นที่เป็นแหล่งกำเนิดของพลังงานและอุดมการณ์ทุกอย่าง…”
  ด้วยประการฉะนี้ปรากฏการณ์การ “ต่อสู้” บนความตั้งมั่นอย่างจริงจังจนอาจจะกล่าวได้ว่ามันเป็น “พันธกิจ” ที่เขายอมทุ่มเทมอบชีวิตและจิตวิญญาณให้กับ “อุดมการณ์” นับแต่นี้เป็นต้นไป แม้จะคอยมีเสียงท้วงติงจากคนสนิทญาติมิตรสหายด้วยความห่วงใยในภาพพจน์เดิมๆ ของเขา แต่แล้วเสียงเหล่านั้นก็เป็นอันต้องเงียบหายไป เมื่อท่าทีของเขาวันนี้เหมือนจะบ่งบอกเป็นนัยให้รู้ว่า
  ชีวิตเกิดมาชาติเดียว ลูกก็ไม่มี…ไม่มีอะไรต้องห่วง…ขอลองเดินบนถนนสายนี้ชัวร์!!

@ สู้เพื่อPTVคือวิถีไทยอนาคต !
  จึงไม่แปลกที่เวลาในวันหนึ่งๆ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ “จักรภพ” แทบจะหายใจเข้าออกกินนอนอยู่ที่สถานีโทรทัศน์พีทีวี ชั้น 6 อิมพีเรียล ลาดพร้าว ภายใต้ “พันธกิจ” สำคัญผ่านการทำงานด้านสื่อสร้างสรรค์เพื่อประชาชนอย่างเต็มรูปแบบ
  “…ผมรับ 2 หน้าที่ เป็นที่ปรึกษาสถานีพีทีวี ทั้งระบบ แล้วถ้าออกอากาศแล้วก็จะช่วยจัดรายการ และควบคุมคุณภาพมาตรฐานรายการด้วย แต่งานใหม่ที่ได้มาเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อนก็คือ เป็นผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ของ พีทีวี ซึ่งจะมีทั้งนิตยสารและสำนักพิมพ์…”
  ถึงตรงนี้ “จักรภพ” ก็ได้กล่าวย้ำถึงเจตนารมณ์การตั้งสถานีทีวีพีทีวีว่า แม้จะยังไม่ไดออกอากาศ คณะผู้ก่อตั้งก็จะต่อสู้เพื่อให้ได้ซึ่งการเปิดให้บริการประชาชน เพราะต้องการให้พีทีวีแห่งนี้เป็นทีวีสำหรับการสร้างอนาคตให้กับคนไทย บนแนวความคิดใหม่ที่จะค่อยๆ เปลี่ยนไปในลักษณะเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ไม่ติดยึดความคิดเดิมๆ หวังพึ่งคนอื่นให้เป็นผู้นำพาชีวิตอีกต่อ ซึ่งความตอนหนึ่งเขาได้ยกตัวอย่างเปรียบเหมือนวิถีเส้นทางชีวิตของ “นักขายอาชีพ” ว่า
  “…ผมเชื่อเหมือนกับนักขาย ผมว่านักขายเชื่อมั่นในตัวเองมากก่อนที่จะกล้าเข้าไปขายอะไรขณะนั้นนักขายไม่ได้คิดถึงเครื่องช่วยอย่างอื่นในการขายเลยนอกเหนือจากตัวเอง…”
  อย่างไรก็ตามเจตนารมณ์ของพีทีวี ดูเหมือนจะสอดคล้องกับความปรารถนาของคนไทยยุคใหม่หลายคน ที่ต้องการให้เกิดการ “ปฏิวัติสังคม” โดยเน้นให้เริ่มจากการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันของคนไทยทั่วไปแบบไม่รู้ตัวผ่านสื่อใกล้ตัว หรือประมาณว่า “ปฏิวัติวัฒนธรรม” เพื่อให้ง่ายต่อการรับรู้อะไรใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันและอนาคตนั่นเอง
 แต่สำหรับอนาคตสถานีพีทีวีจะเป็นเช่นใดนั้น “จักรภพ” ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งฝากไว้สั้นๆ เพียงว่า “จะอยู่ต่อไป” และต้องอยู่ได้ด้วยตนเองจากการสร้างรายได้เลี้ยงองค์กรจากค่าโฆษณาผ่านนิตยสาร “มหาประชาชน” ที่คาดว่าจะวางแผงฉบับปฐมฤกษ์กลางเดือนพฤษภาคมนี้ และรายได้จากการขายพ็อกเก็ตบุ๊คของสำนักพิมพ์เพื่อนพ้องน้องพี่ ที่เน้นสาระเนื้อหาเกี่ยวกับให้การศึกษาทางการเมือง และอุดมการณ์ด้านการปกครอง ทั้งผลงานเก่าและร่วมสมัย
  และย้ำทิ้งท้ายอีกว่า “กลุ่มสื่อพีทีวี” ไม่ใช่จะยืนอยู่ได้ด้วยทุนนักการเมืองใด แต่อยู่ได้ด้วยอุดมการณ์และความเป็นสื่อเพื่อประชาชน…และคงเป็นสื่อเดียวที่เลี้ยงข้าวกลางวันทุกมื้อสำหรับพนักงานร่วม 170 ชีวิต…ประเด็นทิ้งทายนี้เหมือนจะตอกย้ำให้รู้…ที่พีทีวีแม้ไม่มีเงินเดือนก็มีข้าวให้อิ่มท้องสู้กันสุดกำลังต่อไปกระนั้น !!

ประวัติย่อ “จักรภพ เพ็ญแข”
  “จักรภพ เพ็ญแข” เป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด เรียนหนังสือในระดับเกียรตินิยมมาตลอดทั้งในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา คุณพ่อเป็นกัปตันรุ่นแรกของการบินไทย คุณแม่เป็นครู พนักงานธนาคาร และผู้จัดการภัตตาคารมาก่อน มีพี่ชาย 2 คน พี่สาว 2 คน และน้องสาว 1 คนเขาเป็นลูกคนที่ 5 ของครอบครัว รวมพี่น้อง 6 คน
  เรียนหนังสือที่โรงเรียนสาธิตเกษตร 12 ปีเต็ม สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนในฐานะนักบรรยายและนักโต้วาที สอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยได้ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (รัฐศาสตร์การทูต) ต่อมาได้ทุนฟุลไบรท์ของสหรัฐอเมริกา ไปเรียนที่กรุงวอชิงตันดีซี ที่มหาวิทยาลัยจอห์น ฮ็อปกิ้นส์ จบเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ
  งานแรกในชีวิตคือทำงานกับเจียไต๋ หรือเครือเจริญโภคภัณฑ์ หลังจากนั้นสอบได้ที่หนึ่งของประเทศ (ในสายปริญญาตรี) เข้ารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศ ในยุคที่ พลอากาศเอกสิทธิ เศวตศิลา เป็นรัฐมนตรีว่าการฯ
  ระหว่างนั้นเริ่มทำงานออกโทรทัศน์ เป็นนักวิเคราะห์ข่าวต่างประเทศและเป็นพิธีกรรายการดังๆ หลายรายการ เช่น เวลาโลก, โลก 360 องศา, เหตุบ้านการเมือง, เสาร์สโมสร เป็นต้น และได้รับเชิญไปวิเคราะห์ข่าวเมื่อมีเหตุการณ์พิเศษแทบทุกครั้ง เช่น เหตุการณ์ถล่มตึกเวิร์ลด์เทรด (เหตุการณ์ 9-11 กันยายน 2544 ) ในสหรัฐฯ เหตุการณ์โจมตีอิรัก การประชุมเอเปคในเมืองไทย ฯลฯ จนเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ
  ลาออกมาตั้งบริษัทผลิตรายการโทรทัศน์ของตัวเอง ชื่อ บริษัท มาลาการ จำกัด ขยายงานไปจนถึงต่างประเทศ ชำนาญในงานข่าว สารคดี และเรื่องความรู้ทั้งหลาย เขียนหนังสือมาแล้ว 16 เล่ม ทุกเล่มติดอันดับหนังสือขายดี
  อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ชวนเข้าสู่วงการเมือง โดยให้เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งระดับสูงในวงราชการ ได้เข้าประชุมคณะรัฐมนตรีทุกนัด และได้ติดตามนายกรัฐมนตรีไปทุกที่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ หลังเลือกตั้ง นายกทักษิณฯ มอบตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สูงขึ้นอีก ให้ดูแลงานของ 3 กระทรวงใหญ่คือ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงศึกษาธิการ
  เป็นแกนนำสำคัญในการหาเสียงให้กับรองนายกฯ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ในตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญระดับโลก และในการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. เขตบางรัก สัมพันธวงศ์ ป้อมปราบศัตรูพ่าย และพระนคร นายกทักษิณฯ เป็นคนเลือกด้วยตัวเอง โดยให้เหตุผลว่า
  “คนมีความรู้เรื่องเศรษฐกิจและการต่างประเทศ ให้ลงไปรับใช้พี่น้องประชาชนในเขตการค้า”

ที่มา นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 5 ฉบับที่ 108 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 พฤษภาคม 2550

เขียนใน News. Leave a Comment »

กลุ่มไทยรักไทย’ดิ้นสุดฤทธิ์ แม้ถูกตัดสิทธิตั้งพรรค

thai-economic.jpg

ผลจากคำพิพากษาของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคจำนวน 111 คน เมื่อวันที่ 30พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ผู้นำอดีตพรรคไทยรักไทยยังคงยืนยันที่จะดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไป ด้วยการตั้ง”กลุ่มไทยรักไทย”ขึ้นมา ล่าสุดมีจำนวนผู้ลงนามแสดงความจำนงที่จะอยู่กับพรรคไทยรักไทยต่อไป 289 คน แยกเป็นผู้บริหารและอดีตสส.บัญชีรายชื่อ45คน อดีตสส.เขตปี2548 จำนวน188 คนและสส.เขตปี2549 จำนวน 56 คน

“ฐานเศรษฐกิจ”ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยถึงอนาคตของ”กลุ่มไทยรักไทย” ดังนี้

@ ทำไมเดินหน้าตั้ง”กลุ่มไทยรักไทย”

ในเบื้องต้นเมื่อพรรคถูกยุบลงเราจะใช้ชื่อกลุ่มไทยรักไทย และต่อไปจะพยายามตั้งพรรคไทยรักไทยขึ้นมาใหม่ เพราะชื่อเป็นที่รู้จักกว้างขวาง และมีผลงานประจักษ์เป็นชื่อที่ดีมากจึงไม่มีเหตุผลในการเปลี่ยนชื่อ ด้านอุดมการณ์จะยังคงเหมือนไทยรักไทย แต่ถ้าจดทะเบียนไม่ได้แม้ว่าปัจจุบันเราทราบอยู่ เพราะมีประกาศของคณะปฎิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) จำนวน 2 ฉบับ (ฉบับที่ 15และฉบับที่ 27) ซึ่งทางเราคงจะต้องเรียกร้องให้ยกเลิกประกาศ คปค.ทั้ง 2 ฉบับนี้ก่อน

คาดว่าวันจันทร์ที่ 4 มิถุนายนนี้ เราจะมีทีมงานเข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบฯก่อน แล้วจึงจะไปยื่นหนังสือให้กับกกต.ภายในวันเดียวกัน

การยกเลิกประกาศคปค.นั้น นายกรัฐมนตรีเคยบอกจะแก้ แต่ไม่รู้ถึงไหน เพราะห้ามไม่ให้ประชาชนตั้งพรรคหรือทำกิจกรรมทางการเมือง ปกติต้องให้มีสิทธิ ถ้าไม่ยกเลิก เรื่องการตั้งพรรคก็อาจจะมีแต่พรรคเดิม ถ้าทำอย่างนั้นบ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย

ต้องยกเลิกประกาศคปค.ก่อน และตอนนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ก็ยังไม่รับจดทะเบียนพรรคการเมือง

ส่วนถ้าตั้งได้จะใช้ชื่อไทยรักไทยได้หรือไม่อีกประเด็นหนึ่ง เข้าใจว่ากฎหมายน่าจะอนุญาตอยู่ บางคนบอกว่าต้องรอการชำระบัญชีที่ใช้เวลาถึง 6 เดือน ในเรือ่งการชำระบัญชีซึ่งไม่น่าจะนานขนาดนั้น ถ้านานก็คงจะอาศัยศาลเป็นที่พึ่ง แต่ถ้าหากว่ายกเลิกประกาศคปค.แล้ว ยังไม่ให้เราจดทะเบียนพรรคอีก ก็จะต้องร้องศาลอย่างเดียว

การที่จะถูกกีดกันหรือไม่นั้นเราก็พยายามดิ้นรน แต่ก็หวังว่าคงจะไม่ถูกกลั่นแกล้งจนไม่สามารถที่จะมีผู้สมัครรับเลือกตั้ง และสุดท้ายก็ต้องมีพรรคการเมืองลงสมัครเลือกตั้ง และหากเดิมการลงสมัครรับเลือกตั้งลงไปพรรคเดียวฝ่ายค้านไม่ลง คนก็ดูว่าไม่ถูกต้องที่มีพรรคเดียว มาตรงนี้หากกีดกันพรรคเดียวก็ไม่ถูก

@จะยึดอุดมการณ์ไทยรักไทยต่อไปหรือไม่

ยืนยันว่าแม้ว่าเราใช้กลุ่มไทยรักไทย หรือตั้งพรรคใหม่แล้วเราจะยังคงใช้อุดมการณ์เจตนารมณ์เดิมเพราะเชื่อว่านโยบายเราสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ความนิยมของประชาชนคิดว่าจะมีอยู่ระดับเดิม คนดูทีวีอาจลดความนิยมบ้าง แต่อาจเพิ่มคนเห็นใจบ้างก็คิดไม่ออกน่าจะเพิ่มมากกว่าเดิมเสียอีก คนนิยมเชิงนโยบายและผลงาน ที่เราใช้นั้น ไม่ใช่ประชานิยมที่มีความหมายที่เป็นลบ มุ่งเอาใจประชาชนอย่างเดียวไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะตามมา

แต่ไทยรักไทยทำให้ประชาชนนิยมจริง ไม่ใช่เป็นการปล่อยให้เกิดความเสียหายอย่างไรก็ช่าง เช่นเราเร่งให้เศรษฐกิจเติบโตแต่อย่างเดียว เราไม่ใช้งบขาดดุลเราพยายามให้งบสมดุล ใช้นโยบายการเงินการคลังในอดีตประชาชนในประเทศมีเงินกู้น้อย หนี้เสียน้อยมาก ผิดกับเมือ่ก่อนที่สถาบันการเงินทำให้เกิดวิกฤติที่ผ่านมา แต่พูดไม่ได้ว่าเป็นโครงการประชานิยมที่มาโจมตีกัน นโยบายประชานิยมต้องพยายามทำให้พรรคเป็นที่นิยมซึ่งทุกพรรคก็พยายามทำกันอยู่

ประชานิยมเป็นคำลบและเราไม่ยอมรับว่านโยบายไทยรักไทยเป็นนโยบายประชานิยม และไม่ควรเรียก แต่นโยบายนี้เป็นนโยบายที่ดีและแก้ปัญหาได้

@แกนนำกลุ่มจะหามาอย่างไร

ตอนนี้ต้องการให้ตั้งพรรคให้ได้ก่อน คิดว่าต่อไปคนหาได้ไม่ยาก ตอนนี้เรือ่งของประชาธิปัตย์เราไม่ติดใจ แต่ในส่วนของไทยรักไทยเราพูดสั้นๆว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

ส่วนช่วงนี้แกนนำที่จะมาทำหน้าที่เต็มตัวยังไม่ได้หา คงต้องปรึกษากันอีกระยะหนึ่ง เพราะการที่แกนนำถูกตัดสิทธิ์ 100กว่าคนยากมากในการจะทำอย่างไรต่อไป การหาคนต้องใช้ความพยายาม อาจมีคนใหม่เข้ามาร่วมบ้างก็ต้องทำขึ้นมา บางพรรคจัดตั้งขึ้นมามีคนเพียง3-5 คนก็เป็นไปได้ เราเคยเป็นพรรคขนาดใหญ่ต้องหาคนที่มีศักยภาพพอสมควร ซึ่งคนนอกยังไม่มีคนในวงกว้างขอเข้ามาร่วม แต่อดีตสภาผู้แทนราษฎร(สส.)พรรคที่ไปอยู่ที่อื่นมีขอกลับมาร่วมตั้งแต่ก่อนการตัดสินคดี วันนี้ก็มีบ้างแต่ก็ยังไม่เห็นรายละเอียด

@ยอมรับผลคดีตามกฎหมาย

แนวทางที่เราจะยื่นขออุทธรณ์ต่อศาลนั้น ตอนนี้กำลังให้คณะทำงานไปศึกษารายละเอียดจึงตอบไม่ถูก ให้เราไปดูลู่ทางความเป็นไปได้ แต่อย่างที่มีผู้ที่ออกมาบอกว่าอุทธรณ์ไม่ได้ก็เป็นความเห็นหนึ่ง และหากอุทธรณ์ไม่ได้ก็เป็นผลตามกฎหมายเรายอมรับผลตามกฎหมายอยู่แล้วว่าไม่มีพรรคไทยรักไทย เราไม่ทำลายชื่อพรรค เป็นการยอมรับส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ยอมรับแค่นี้ และจะไม่ประท้วงเรียกร้อง และขอให้ประชาชนไม่ประท้วงและให้ยอมรับในคำตัดสิน

ส่วนคนที่ไปร่วมชุมนุมกับพีทีวีเราไม่ได้ตามไปดูว่าสมาชิกทำหรือไม่ ไม่ดู ไม่มีบุคคลใดเป็นสมาชิกพรรค แต่ทางกลุ่มไทยรักไทยไม่เข้าร่วมและปัจจุบันก็ไม่มีพรรคแล้ว

@ อนาคตการเมืองไทยจะเป็นอย่างไร

การเลือกตั้งนั้นคาดว่าคงจะมีขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม เป็นไปตามกำหนดการ เพราะขั้นตอนทำช้ามากไม่ได้ ล่วงเลยเวลามากไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงมากก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว และเวลาการเลือกตั้งช้าออกไปมากจะเสียหายกับภาพพจน์ แง่เศรษฐกิจความรุนแรงยังบอกไม่ถูก บ้านเมืองเกิดจากการยึดอำนาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงง่ายขึ้น ทำให้ทุกฝ่ายต้องช่วยกันไม่ให้เกิดขึ้น

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นก็ยังมองไม่ออกไม่รู้ว่าจะมีกี่พรรคที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือจะกันไทยรักไทยไม่ให้ลงสมัคร ไม่แน่ใจเลยว่าจะมีการเลือกตั้งที่ยุติธรรม มีวิธีการหลายอย่างที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ทำให้เกิดคุณหรือโทษกับพรรคการเมือง เช่นการกีดกันไทยรักไทย ไม่ให้เสนอข่าวไทยรักไทย ให้ข้าราชการกีดกันนักการเมือง ข่มขู่นักการเมืองไทยรักไทย มีการบอกว่าผลการเลือกตั้งเป็นอย่างเดิมก็ไม่รู้ยึดอำนาจไปทำไมแสดงให้เห็นว่าเลือกตั้งก็ไม่ยุติธรรม เราคงต้องลดการพูด แล้วไปนึกถึงเรื่องที่เราต้องมาดิ้นรนตั้งพรรคก่อน

การเมืองน่าเป็นห่วงว่าประชาธิปไตยจะถอยหลังไปอีก และคงจะสับสนไม่แน่ใจ เราต้องช่วยกันเร่งทำให้ความเป็นประชาธิปไตยกลับมาโดยเร็วและประคับประคองไม่ให้ขัดแย้งแตกแยกกลายเป็นการเผชิญหน้าอีก