ทักษิณ คุยกับประชาชน ที่ท้องสนามหลวง

นี่คือนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ได้คุยกับประชาชน ที่ท้องสนามหลวง ในคืนวันที่  15 มิ.ย.2550 

 

สวัสดีครับ พี่น้องประชาชนที่เคารพรัก เมื่อสองวันนี้ คณะคตส. ซึ่งตั้งโดยคณะปฏิวัติ โดยประกอบด้วยบุคคล ซึ่งที่ไม่ชอบผมทั้งสิ้น และบางคนก็มีการขัดแย้งกันมาโดยตลอดทางการเมือง ตั้งแต่ผมยังทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของผมและครอบครัว ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ทำมาหากินด้วยความยากลำบากกว่า 20 ปี ซึ่งปรากฏชัดว่า ทรัพย์สินเหล่านั้นเกิดจากการขายกิจการของครอบครัว ข้อหนึ่งที่คตส.กล่าวอ้าง บอกว่า หุ้นที่มีมูลค่าสูงขึ้นของชินฯ เป็นเพราะผมเป็นนายกรัฐมนตรี ความจริงมันถูกแค่เพียงครึ่งเดียว เพราะข้อเท็จจริงแล้วหุ้นทั้งตลาดหลักทรัพย์ขึ้นหมด ซึ่งเกิดจากการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาในประเทศไทย มีนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติเข้าลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดขึ้นมาจาก 1.5 ล้านล้านบาท ขึ้นมาถึง 5 ล้านล้านบาท ราคาหุ้นบริษัทต่างๆ ขึ้นมาแทบทุกบริษัท ไม่ว่าจะเป็นหุ้นที่พล.อ.เปรม เป็นที่ปรึกษา ธนาคารกรุงเทพ กลุ่มซีพี กลุ่มคุณเจริญ หรือรัฐวิสาหกิจของไทย หรือกลุ่มที่ให้การสนับสนุนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หุ้นขึ้นทั้งหมด เพราะว่าเศรษฐกิจดี ตลาดหลักทรัพย์ดี ดัชนีขึ้นจาก 200 กว่าจุด ขึ้นมาเป็น 700 กว่าจุด หุ้นกลุ่มชินฯที่ขึ้นก็ขึ้นในอัตราเฉลี่ยของทั้งตลาด ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่คตส.บอกว่าผมร่ำรวยผิดปกติ ถ้าอย่างนี้ต้องอายัดทรัพย์เจ้าของบริษัททั้งตลาดด้วยใช่หรือไม่และคตส. ก็บอกว่าเงินผมที่ขายหุ้น 7 หมื่นกว่าล้านบาท เหลือ 5 หมื่นกว่าล้านบาท มีการยักย้ายถ่ายเท เอาอะไรมาพูดครับ คำว่ายักย้ายถ่ายเท หมายถึงว่า เอาไปใส่ชื่อคนนั้นคนนี้ แต่นี่เป็นการที่ครอบครัวเก็บเงินสดได้มาเยอะก็ต้องเอาไปลงทุน(หลักการกระจายความเสี่ยง) ไม่มีใครสำหรับการลงทุน ที่เรียกว่าเอาไข่ไปไว้ในตระกร้าเดียวกัน ถ้ามีอะไรแตกก็หมด ไม่เหลือ เขาก็แบ่งเอาไปลงทุนที่ดินบ้าง เอาไปลงทุนหุ้นบ้าง ลงทุนในบริษัทต่างๆ บ้าง ลงทุนในประเทศบ้าง เอาไปลงทุนในต่างประเทศบ้าง นี่คือรูปแบบการลงทุนธรรมดา ซึ่งตรวจสอบได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็สามารถตรวจสอบได้ ทุกอย่างทำถูกต้องตามกฎหมาย แต่กลับทึกทักว่า ร่ำรวยผิดปกติ เพราะหุ้นขึ้น เอาเงินไปลงทุนก็บอกว่ายักย้ายถ่ายเท นี่คือ สิ่งที่เป็นการทั้งหมิ่นประมาท และเป็นการพิจารณาที่ขาดทั้งคุณธรรม จริยธรรม และหลักนิติธรรม          Read the rest of this entry »

ต่อตระกูลเผย ดิสเครดิต”ทักษิณ”

หลังจากได้ดูคำเปิดใจต่อสื่อทางทีวี ของ นายต่อตระกูลแล้ว ที่ทนความรู้สึกส่วนลึกไม่ไหว กับน้ำตาลูกผู้ชาย ที่ยอมเปิดเผยความจริง ที่กลุ่มอำนาจมืดพยามยามใช้ท่านทำลายชื่อเสียงต่อ พล.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร แต่อย่างไรเสีย ถือว่าท่านยังกล้าพูดให้สังคมได้รับรู้ ก็ได้แต่ภาวนาว่า หลายๆท่านคงต้องเดินออกมาบอกกับสังคมบ้างนะ ว่าสิ่งที่ท่านได้ตัดสินลงไปนั้น มันเดินคนละทางกับสังคมส่วนใหญ่ อย่าทำสิ่งขาวเป็นดำ แต่เอาน่า ก็ยังดีกว่าไม่มีใครทำอะไรเลย และอย่าให้มันสายไปกว่านี้เลย นี่เป็นรายละเอียดจากสถานีช่องเจ็ดสี เย็นวันที่ 15 มิ.ย. 2550  

พลเรือเอก บรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม สนช. กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ ไม่พอใจการแก้ไขปัญหาของผู้บริหารและคณะกรรมการของบริษัทท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท.โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซ่อมแซมแท็กซี่เวย์ที่ยังล่าช้า ซึ่งผู้บริหารทอท.และคณะกรรมการ ทอท.ควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก
ด้านนายต่อตระกูล ยมนาค หนึ่งในกรรมการ ทอท.ที่รับผิดชอบในการซ่อมแซมแท็กซี่เวย์และรันเวย์ ได้เปิดใจกับสื่อมวลชนด้วยน้ำตานองหน้า ยืนยันว่าได้เร่งรัดซ่อมแซมแท็กซี่เวย์มาโดยตลอด แต่อาจล่าช้าไปบ้างเพราะต้องดูแลอย่างรอบคอบที่สุด คาดว่าภายในสิ้นเดือนนี้จะคัดเลือกบริษัทที่ปรึกษาได้ นายต่อตระกูล เปิดเผยเป็นครั้งแรกว่า ที่ผ่านมามีบุคคลบางกลุ่มพยายามโน้มน้าวให้นำปัญหาแท็กซี่เวย์ชำรุด เป็นเหตุผลให้ต้องปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อหวังทำลายชื่อเสียงของ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ตนได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว”

คตส.อายัดทรัพย์ 5 หมื่นล้าน ปฏิบัติการรีดค่าไถ่ ‘ชินวัตร’

เห็นข้อมูลจากทางไฮทักษิณ แล้วทำให้นึกถึงหน้าต้า ของคุณแก้วสรร และคณะ คตส. ทั้งหมด ขณะแถลงการณ์ในวันจันทร์ที่ 11 มิ.ย. 2550 ว่าท่านทำลงไปอย่างกับว่าบ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแป พวกท่านมองอะไรไม่เห็น หรือ แค้นนี้ต้องชำระ หรือ ใบสั่ง ยิ่งทำยิ่งโผล่ออกมาให้เห็นเป็นระยะ ว่ามีบุคคลกลุ่มนี้ทำลายกติกาของสังคม แล้วจะไปสอนลูกสอนหลานได้อย่างไร

  

เผื่อเวปไฮทักสินจะถูกบล็อค เลยขอนำมาเผยแพร่ต่อ เพื่อให้สังคมได้รับทราบมากขึ้น

ที่มา www.hi-thaksin.net 

การอายัดทรัพย์สินของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ ครอบครัว ตลอดจนบุคคลใกล้ชิด รวม 21 บัญชี เป็นเงิน  52,884 ล้านบาท  มิได้สร้างความประหลาดใจใดๆ เลย  เพราะเป็นที่คาดการณ์แต่ต้นแล้วว่า คณะรัฐประหารจะต้องใช้มาตรการอายัดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว หลังจากก่อการปล้นอำนาจไปแล้ว           

แต่ที่น่าตกใจก็คือ การอายัดทรัพย์ครั้งนี้ มีเงื่อนงำที่ต้องนำมาแฉให้เห็นประเด็นความชั่วร้าย ของระบอบเผด็จการ ที่กำลังครอบครองประเทศไทย ก็คือ มิใช่แค่ปล้นอำนาจบริหารประเทศจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ประชาชนมอบให้เท่านั้น ขณะนี้พวกเผด็จการกำลังจะปล้นทรัพย์จากพ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว อีกด้วย          

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ครอบครัวชินวัตร ขายหุ้นทั้งหมดในบริษัทชินคอร์ปให้แก่กองทุนเทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์  มูลค่ารวม 73,271 ล้านบาท  ซึ่งเป็นการซื้อขายหุ้นอย่างเปิดเผย และซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ทุกประการ  มิใช่การซื้อขายหุ้นในตลาดมืด          

ครอบครัวชินวัตร เป็นผู้ครอบครองเงิน 73,271 ล้านบาท ตั้งแต่เดือนมกราคม 2549 หลังจากได้รับโอนเงินค่าหุ้นจากกองทุนเทมาเส็ก และเงินจำนวนดังกล่าวทุกบาททุกสตางค์ ถูกนำเข้ามาฝากไว้ในธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินของประเทศไทย อย่างเปิดเผย           

ทั้งๆ ที่ในขณะนั้น ครอบครัวชินวัตร สามารถนำเงินจำนวนนี้ ไปฝากในสถาบันการเงินต่างประเทศได้  แต่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และเพื่อนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นแก่ระบบธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจไทย ครอบครัวชินวัตร จึงเลือกที่จะใช้สถาบันการเงินในประเทศไทย เป็นแหล่งฝากเงินทั้งหมดที่ได้จากการขายหุ้นไว้          

โดยที่ไม่คาดคิดว่าวันหนึ่งข้างหน้า เจตนาดีที่มีต่อประเทศในครั้งนั้น จะกลายเป็นโทษอย่างมหันต์แก่ตนเอง  และถูกบิดเบือนสร้างเงื่อนไขเพื่อทำลายทุกคนในครอบครัว ให้ตกเป็นจำเลยของสังคมไทย และกำลังจะตกเป็นผู้กระทำความผิด คิดร้ายต่อประเทศอีกด้วย          

ทุกคนในประเทศไทย และนักธุรกิจทั่วโลก ที่ติดตามข่าวการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ระหว่างครอบครัวชินวัตร กับกองทุนเทมาเส็ก รู้ดีว่าครอบครัวชินวัตร มีรายได้ 73,271 ล้านบาท จากการขายหุ้นชินคอร์ป           

แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ทุกคนในประเทศไทย และนักธุรกิจทั่วโลก ก็ต้องตกตะลึงกับคำประกาศอายัดทรัพย์ของคณะกรรมการ คตส. ซึ่งเป็นองค์กรเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นโดยอำนาจเถื่อนของคณะรัฐประหาร เพื่อยัดเยียดความผิดให้แก่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐมนตรีในรัฐบาลที่ถูกคณะรัฐประหาร ยึดอำนาจ แถลงว่า มีเหตุที่ต้องอายัดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว ตลอดจนบุคคลใกล้ชิด รวม 21 บัญชี  เป็นเงิน 52,884 ล้านบาท เนื่องจากเชื่อได้ว่าเงินฝากทั้ง 21 บัญชีดังกล่าว เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดและการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาลชุดที่แล้ว  5 กรณี ได้แก่          

1. การทุจริตโครงการจัดซื้อที่ดิน มูลค่าตามสัญญา 772 ล้านบาท จากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย          

2. การจัดซื้อกล้ายางมูลค่าตามสัญญา 1440 ล้านบาท ของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์          

3. การทุจริตโครงการจัดซื้อจัดจ้างปรับเปลี่ยนสายพานลำเลียงกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสาร และเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 รัฐเสียหายประมาณ 1,500 ล้านบาท          

4. โครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล รัฐเสียหายประมาณ 37,790 ล้านบาท          

5. การให้เงินกู้โดยทุจริตของผู้บริหารธนาคารกรุงไทย รัฐเสียหายประมาณ 5,185 ล้านบาท          

ทั้ง 5 กรณีที่คตส. นำขึ้นมาเป็นเหตุอายัดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว ไม่มีส่วนเกี่ยวโยงกับเงิน 73,271 ล้านบาท ที่ครอบครัวชินวัตร ได้มาจากการขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่กองทุนเทมาเส็ก          

กรณีที่ 1 การจัดซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก ของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร นั้น รัฐโดยกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ต่างหาก ที่เป็นฝ่ายได้ประโยชน์ ขายที่ดินได้ราคาสูงกว่าราคากลาง  แต่ คตส. กลับสร้างเรื่องว่ารัฐ เป็นฝ่ายเสียหาย ทั้งๆ ที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการ ธปท. ยืนยันว่า ธปท. ไม่ได้รับความเสียหาย           

กรณีที่ 2 การจัดซื้อกล้ายาง จากบริษัทเจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด (ซีพี) ของกรมวิชาการเกษตร นั้น ครอบครัวชินวัตร มิได้เกี่ยวข้องด้วยเลย ทั้งไม่ได้เป็นผู้ซื้อและไม่ใช่ผู้ขาย และการสอบสวนกรณีกล้ายาง ก็เพิ่งอยู่ในขั้นของการแจ้งข้อกล่าวหาให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น ยังไม่มีการสอบสวน ไม่มีการชี้แจง และไม่มีการสรุปผลว่า มีการกระทำความผิดจริงหรือไม่ ที่สำคัญคือ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อกล้ายาง รัฐมนตรีทั้งคณะที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดร่วมกัน ไม่มีใครถูกอายัดทรัพย์สักคน แต่ครอบครัวชินวัตร ไม่มีสักคนที่เกี่ยวข้อง กลับถูกอายัด          

กรณีที่ 3 การจัดซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์ และจัดจ้างทำสายพานลำเลียงกระเป๋าผู้โดยสาร สนามบินสุวรรณภูมิ ก็ยังอยู่ในชั้นของการสอบสวนของคตส. ยังไม่มีการสรุปผลการสอบสวน ยังไม่มีการส่งฟ้อง  และยังไม่มีการพิสูจน์ว่า ครอบครัวชินวัตร ไปเกี่ยวข้องด้วยในขั้นตอนใด ผู้คนจำนวนมากที่เป็นผู้ดำเนินการ ทั้งนักการเมืองและข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ  ไม่มีใครถูกอายัดทรัพย์ แต่ครอบครัวชินวัตรกลับได้รับผลกระทบ          

กรณีที่ 4 การออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว หรือ หวยบนดิน โครงการนี้มีแต่รัฐ ที่ได้รับประโยชน์  ผู้เสียประโยชน์ ก็คือเจ้ามือหวยใต้ดินทั่วประเทศ  แต่คตส. กลับเห็นว่ารัฐได้รับความเสียหาย ทั้งๆ ที่กองสลากมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท  และครอบครัวชินวัตรเป็นผู้ได้ประโยชน์จากความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่รัฐ  ซึ่งเป็นกรณีที่อธิบายให้ตายก็ทำให้คนทั้งโลกเข้าใจไม่ได้ ว่า นายพานทองแท้ ชินวัตร ได้รับประโยชน์อันใดจากหวยบนดิน จึงต้องถูกอายัดทรัพย์  ในขณะที่รัฐมนตรีคลัง ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการกองสลาก   ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการโดยตรง ไม่มีใครถูกอายัดทรัพย์ สักคน          

กรณีที่ 5 การให้กู้เงินของธนาคารกรุงไทย เป็นการดำเนินธุรกิจของธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นบริษัทมหาชน มีคณะกรรมการกำกับดูแล และการอนุมัติสินเชื่อ หรือ การกู้เงินแต่ละครั้ง แต่ละราย จะมีคณะกรรมการของธนาคาร เป็นผู้พิจารณาอนุมัติ  วันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานบอร์ดธนาคารกรุงไทย ไม่ได้รับผลกระทบ ไม่ถูกกล่าวหา ไม่ถูกอายัดทรัพย์          

แต่ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร นักเรียนไทยในอังกฤษ ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับธนาคารกรุงไทย  และ ไม่มีอำนาจอนุมัติสินเชื่อ กลับถูกอายัดทรัพย์ เพราะธนาคารกรุงไทย ปล่อยสินเชื่อ แล้วเสียหาย 5,185 ล้านบาท           

คตส. ใช้อำนาจอะไรไม่ทราบในการอายัดทรัพย์ของน.ส.พิณทองทา ชินวัตร ที่ได้มาจากการขายหุ้นชินคอร์ป ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับธนาคากรุงไทย แม้แต่น้อย           

หากความเสียหายของธนาคารกรุงไทย เป็นเหตุให้ต้องอายัดทรัพย์ของนายกรัฐมนตรี และครอบครัว ที่คตส. นำมาเป็นเหตุอายัดทรัพย์ครอบครัวชินวัตร เป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้องแล้วล่ะก็ วันนี้ ครอบครัวนิมมานเหมินทร์ ของนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  และ ครอบครัวหลีกภัยของนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี  คงลอยนวลอยู่อย่างนี้ไม่ได้           

สมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ธนาคารกรุงไทย ปล่อยสินเชื่อแล้วเสียหายไปหลายหมื่นล้านบาท  แต่ นายศิรินทร์ นิมมานเหมินทร์  กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ในขณะนั้น กลับได้รับแต่งตั้งจากรัฐบาลนี้ ให้เป็นกรรมการบริหารบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)           

ทั้ง 5 กรณีนี้ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับครอบครัวชินวัตร แต่ คตส. ก็ยังไปลากมาเกี่ยวโยง และนำมาเป็นเหตุอายัดทรัพย์จนได้          

คำแถลงของคตส. มีการถ่ายทอดสดทั้งทางโทรทัศน์ และวิทยุ ออกอากาศไปทั่วประเทศ และทั่วโลก และตีพิมพ์เผยแพร่ทางหน้าหนังสือพิมพ์  มีการวิพากษ์วิจารณ์ขยายผลอย่างกว้างขวาง และบิดเบือนให้ครอบครัวชินวัตรได้รับความเสียหายมากขึ้นทุกวัน          

ฝั่ง คตส. และคณะรัฐประหาร  มองว่านี่คือมาตรการประจานพฤติกรรมของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ทำให้คนไทยและคนต่างประเทศ เกลียดชังพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  แต่จนถึงขณะนี้ยากที่จะหาคนเชื่อ เนื่องจากคำแถลงอ้างเหตุที่นำมาสู่การอายัดทรัพย์ ไม่มีความชอบธรรม          

แต่อีกด้านหนึ่งที่คตส. และคณะรัฐประหารไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นก็คือ คนทั้งประเทศ และนักธุรกิจทั่วโลก ได้เห็น ได้สัมผัสกับบรรทัดฐานการใช้กฎหมาย และการวินิจฉัยของคตส. และคณะรัฐประหาร ที่เป็นการเลือกปฏิบัติ และปฏิบัติด้วยความแค้นเป็นที่ตั้ง มิได้ใช้หลักนิติธรรม เป็นที่ตั้ง          

ตรงนี้ต่างหากที่เป็นเรื่องน่าตกใจ และ เป็นความเสียหายแก่ระบบกฎหมายของประเทศไทย ที่ประเมินมูลค่ามิได้ แต่เชื่อได้ว่าการอายัดทรัพย์ครอบครัวชินวัตร ในครั้งนี้ คตส. สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศไทย มากกว่าความเสียหายที่ครอบครัวชินวัตร ได้รับ อย่างแน่นอน         

เป็นที่ทราบกันดีของผู้ประกอบการธุรกิจชาวไทยและชาวต่างประเทศ ที่มาลงทุนในประเทศไทย ว่า ในกรณีที่มีการทำธุรกรรม วงเงินตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป ผู้ทำธุรกรรมต้องแจ้งวัตถุประสงค์ การเคลื่อนย้ายเงินต่อธนาคารพาณิชย์ที่ทำธุรกรรม จากนั้นธนาคารพาณิชย์จะรายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทย และ รายงานต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ทุกกรณี ไม่มีเหตุยกเว้น          

ดังนั้น การที่คตส. อ้างว่าครอบครัวชินวัตร  เคลื่อนย้ายเงินสูงถึง 21,000 ล้านบาท ออกจากบัญชีเงินฝากไปอย่างมีเงื่อนงำ และต้องตรวจสอบว่ามีการเบิกเงินจำนวนดังกล่าวไป เพื่อการใด  จึงเป็นคำแถลงที่ไม่สามารถรับฟังได้ว่า คตส.ไม่มีอคติ หรือไม่มีเจตนาที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดต่อครอบครัวชินวัตร         

เนื่องจากการเคลื่อนย้ายเงินจำนวนมากขนาดนี้ เป็นไปไม่ได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย จะไม่ทราบเรื่อง และไม่ตรวจสอบ เพียงแต่คตส. เรียกผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมาสอบถาม ก็จะทราบความจริงทั้งหมด ว่าเงินทั้งหมดที่ได้จากการขายหุ้นของครอบครัวชินวัตร  ยังคงอยู่ในประเทศไทย ไม่ได้หายไปไหน ไม่ได้ออกไปยังต่างประเทศ แต่อย่างใด  และไม่ได้นำไปใช้เป็นท่อน้ำเลี้ยงทางการเมือง ตามที่คณะรัฐประหาร ตั้งข้อกล่าวหา          

จากการตรวจสอบ พบว่า เงินจำนวน 73,271 ล้านบาทของครอบครัวชินวัตร ที่ได้จากการขายหุ้นชินคอร์ป นั้น ครอบครัวชินวัตร ได้ชี้แจงรายละเอียดให้ทราบดังนี้           

1. เงินจากการขายหุ้น SHIN ของครอบครัวชินวัตร และดามาพงศ์ จำนวน 73,271 ล้านบาท          

2. เงินที่ถูกคตส.อายัดเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 50 จำนวน 21 บัญชี มูลค่า 52,884 ล้านบาท          

3. เงินที่ คตส.อ้างว่ามีการยักย้ายถ่ายโอนไปแล้ว จำนวนประมาณ 20,387 ล้านบาท          

ข้อเท็จจริงของเงิน ณ วันที่ถูกแจ้งอายัด เงินที่ถูกอ้างว่ายักย้ายถ่ายโอนหายไป ยังคงอยู่ในบัญชี ตามรายละเอียดดังนี้                  3.1 ครอบครัวชินวัตร นำเงินไปลงทุนในบริษัท 4 บริษัท ดังนี้                                                                                                                                                                                                                                                                                        

บริษัท น.ส.พิณทองทา นายพานทองแท้
1.บ.พี ที คอร์ปอเรชั่น จำกัด 1,000  
2.บ.เวิร์ธ ซัพพลายส์ จำกัด 1,000 1,000
3.บ.ประไหมสุหรี พร้อพเพอร์ตี้ จำกัด 900 1,100
4.บ.เอสซี ออฟฟิซ พลาซ่า 1,000  
  3,900 2,100

                                                                             (ล้านบาท)

                  3.2 ครอบครัวดามาพงศ์ นำเงินไปลงทุนในบริษัท 3 บริษัท ดังนี้                                                                                                                                                                                                                                                                                         

บริษัท นายบรรณพจน์
1.บริษัท โอเอไอ แมนเนจเม้นท์ 5,000
2.บริษัท BBD Development 3,400
3.บริษัท BBD Property 2,000
  10,400

                                                                       (ล้านบาท)

                  3.3 บัญชีเงินฝาก                          

นายพานทองแท้                                                          (ล้านบาท)          

1.บัญชีเงินฝากประจำ 3 เดือน   ธ.กรุงไทย                          1,000.00         

2.บัญชีเงินฝากประจำ 6 เดือน   ธ.กรุงไทย                          1,000.00                         

น.ส.พิณทองทา         

1.บัญชีเงินฝากประจำ 6 เดือน   ธ.นครหลวงไทย                 2,000.00          

2.บัญชีเงินฝากประจำ 12 เดือน ธ.นครหลวงไทย                 2,000.00          

3.บัญชีเงินฝากประจำ 9 เดือน   ธ.ธนชาติ                            1,000.00                                                         รวม                                       7,000.00                

หมายเหตุ เงินในบัญชีข้อ 3.3 ของนายพานทองแท้ และน.ส.พิณทองทา ชินวัตร จำนวน 5 บัญชี ที่ไม่ได้ถูกอายัดใน 21 บัญชี และถูกอ้างว่าโยกย้ายถ่ายโอน ข้อเท็จจริงทางคตส.รับทราบบัญชีดังกล่าวนี้ดี จากการแจ้งของครอบครัวชินวัตรแล้ว          

 4.เงินดังกล่าวข้างต้นได้เตรียมจะนำไปลงทุนในธุรกิจต่างๆ เช่น ลงทุนในสโมสรฟุต บอลประเทศอังกฤษ ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น          

นี่คือคำชี้แจงจากครอบครัวชินวัตร ซึ่งคตส. สามารถตรวจสอบได้จาก ธนาคารแห่งประ เทศไทย ว่าเป็นความจริงตามที่ชี้แจงหรือไม่          

ไม่มีความจำเป็นใดๆ เลยที่จะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ ขุดคุ้ยการเคลื่อนไหวของเงิน ที่มีการประโคมข่าวว่าหายไปจากบัญชี  เพราะเพียงแต่สอบถามจากธนาคารแห่งประเทศไทย ทุกอย่างก็จะกระจ่างแจ้ง          

แต่มีความพยายามที่จะสร้างข่าว ปั้นเรื่องให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ ตีไข่ใส่สีให้เห็นว่าเป็น เรื่องน่าตื่นเต้น เหมือนกับการตามล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า ก็เพราะว่า ต้องการสร้างภาพให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และ ครอบครัวชินวัตร ใช้เล่ห์เพทุบาย เล่นกลซ่อนเงื่อน โยกเงินออกไปใช้ในต่างประเทศ และใช้เป็นน้ำเลี้ยงสนับสนุนกลุ่มการเมืองต่างๆ ซึ่งไม่เป็นความจริง          

การดำเนินการของคตส. และ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ในขณะนี้ จึงไม่ได้มีเจตนาที่จะค้นหาความจริง แต่มีเป้าหมายที่จะกลั่นแกล้งทำลายตระกูลชินวัตร ให้ย่อยยับด้วยอำนาจที่มีในมือขณะนี้ เท่านั้น          

ถึงแม้จะมีการเบิกจ่ายเงินไปใช้จริงๆ ก็เป็นสิทธิที่ครอบครัวชินวัตร จะทำได้ ในฐานะเจ้าของเงิน ที่ได้มาโดยสุจริต จากการขายหุ้นของตัวเอง จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องยักยอกเงินตัวเอง หรือ แอบซ่อนใครในการนำเงินของตัวเองไปใช้           จากการเปิดเผยของสมาชิกครอบครัวชินวัตร มีการตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดคตส.จึงไม่อายัดทรัพย์ทั้ง 73,217 ล้านบาท ในเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยก็รายงานคตส.ว่า เงินทั้งหมดยังอยู่ในประเทศไทย  ทำไมจึงมีการอายัดเพียง 52,884 ล้านบาท และทำให้มีเงื่อนงำอีก 21,000 ล้านบาทเศษ ว่าอาจจะล่องหนไป และต้องตามเงินจำนวนนี้กลับมาให้ได้ หากตามกลับมาไม่ได้ ตรวจสอบไม่ได้ พิสูจน์ไม่ได้ ก็ต้องยึดเป็นของรัฐ          

เป็นความบังเอิญอย่างเหลือเชื่อว่า ก่อนหน้านี้มีข่าวแพร่สะพัดในสังคมไทยแวดวงทหาร ตำรวจ และข้าราชการผู้มีอำนาจในขณะนี้ว่า มีการเจรจาต่อรองให้คุณหญิงพจมาน ชินวัตร จ่ายเงิน 20,000 ล้านบาท แล้วเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับครอบครัวชินวัตร จะยุติลง ไม่มีการติดตามตรวจสอบและล้างแค้นกันอีก ซึ่งข่าวนี้แพร่สะพัดในลักษณะของเมลล์ลูกโซ่ ไปทั่วประเทศ  มีผู้ได้รับเมลล์นี้หลายล้านคน          

ไม่มีใครยืนยันว่า เป็นข่าวจริงหรือไม่ มีการเจรจาต่อรองจริงหรือไม่ แต่การแถลงของคตส.เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา มีความใกล้เคียงกันของตัวเลขที่ต้องตรวจสอบ กับตัวเลขที่เสนอให้คุณหญิงพจมาน ชินวัตร บริจาค อย่างน่าประหลาดใจ          

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีการส่งคนกลางติดต่อประสานงานมายังผู้ใกล้ชิดครอบครัวชินวัตรแล้วว่า มีบุคคลที่สามารถยุติเรื่องอายัดทรัพย์ได้ แต่มีค่าใช้จ่ายในการทำงานเป็นตัวเลข 10 หลัก หากว่าตกลง เรื่องหนักก็จะกลายเป็นเบา และปัดเป่าให้พ้นทุกข์ได้ทันตาเห็น          

คนกลางคนนั้น อ้างว่าเป็นตัวแทนทหารใหญ่ ในคมช. และกรรมการคตส. บางคนที่เป็นเสียงข้างมากในการออกมติอายัดทรัพย์ แต่ครอบครัวชินวัตร ได้ยินข่าวนี้แล้ว ยังไม่มีอาการใดๆ ยังคงนิ่งเฉย เพราะไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องจ่ายเงินจำนวนดังกล่าว  ซึ่งไม่ต่างจากการเรียกค่าไถ่ของโจร  ในขณะที่มั่นใจว่า ไม่ได้กระทำความผิด จึงพร้อมที่จะพิสูจน์ความจริงและความถูกต้อง ตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป อีกทั้งไม่เชื่อว่า คนกลางและนายทหารใหญ่ในคมช. จะรักษาคำพูด หลังจากจ่ายเงินค่าไถ่ ให้แล้ว          

การเจรจาเรียกค่าไถ่ ให้ยุติการอายัดทรัพย์ 52,884 ล้านบาท จึงจบลงด้วยความหงุดหงิดเหลือประมาณ ของคนกลาง  นายทหารใหญ่ และกรรมการคตส.คนดัง         

ข่าวการเรียกค่าไถ่เป็นตัวเลข 10 หลักในครั้งนี้ได้ล่วงรู้ไปถึงนายทหารคนอื่นๆ แล้ว จึงเกิดอาการขัดแย้งกันอย่างหนัก ของนายทหารใหญ่ทั้งหลาย เนื่องจากต่างไม่ไว้วางใจกันเอง  เพราะเงินทองไม่เข้าใครออกใคร กระทั่งมีการประลองกำลังภายใน ขนกำลังมาเบ่งทับกันอยู่ในเวลานี้         

การอายัดทรัพย์ครอบครัวชินวัตรในครั้งนี้ แม้จะเพิ่งเริ่มต้น แต่ก็ทำให้ได้เห็นพฤติกรรมของคนจำนวนมาก ทั้งอดีตผู้พิพากษา  ข้าราชการหญิงที่ได้รับการยกย่องว่าซื่อสัตย์ มือสะอาด นักวิชาการ นักกฎหมาย  ทหารใหญ่ ทหารเล็ก และนักธุรกิจบางคน ที่ไปรับใช้อำนาจเผด็จการ ในฐานะล็อบบี้ยิสต์ คอยหาประโยชน์สองข้างทางเดินของเผด็จการ          เชื่อว่าอีกไม่นาน ความจริงก็จะปรากฏว่า เงิน 20,000 ล้านบาทเศษ ที่คตส. บอกว่าหายไปอย่างมีเงื่อนงำ ทั้งๆ ที่ความจริง ยังอยู่ในบัญชีครบถ้วนนั้น  จะเป็นระเบิดที่หล่นลงกลางวงคมช. เพราะอาการเห็นเงินแล้วตาโต ของนายทหารบางคนหรือไม่            จับตาดูกันต่อไป เกมใหม่เริ่มขึ้นแล้ว          ปล้นอำนาจ ปล้นเงิน เรียกค่าไถ่ ทหารไทยยุคนี้ ทำได้ทั้งนั้น          เผด็จการทหารไทยยุคนี้ ไม่มีใครเก่งเกินหน้าอีกแล้วครับท่าน