สื่อวิเคราะห์ 4 ขั้นตอน”สนธิ บัง”

มาดูข่าวแต่ละ่สำนักวิเคราะหการเมืองกันว่ามีความเห็นกันอย่างไร อ่านแล้ว ก็หมดแรงกับเหตุการณ์ทีเกิดขึ้น ที่ทำกันอย่างเป็นขั้นตอนเพราะอำนาจอย่างเดียว พวกเราผู้เสพสื่อในต่างแดน อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินแม่แบบของประชาธิปไตย จะเป็นอีกแรงที่จะสื่อสารข้อเท็จจริงที่ประชาชนอีกมากไม่เข้าใจ จากการปิดกั้นข้อมูลของรัฐบาล

คอลัมส์ในมติชน วันที่ 20 มิ.ย. 2550

 “สุรยุทธ์-สนธิ”ได้ทีขี่แพะไล่ อย่าย่ามใจ”ทักษิณ”จนตรอก

ดูเหมือนสถานการณ์ความร้อนแรงทางการเมืองจะลดอุณหภูมิลงอย่างน่าอัศจรรย์ แบบว่า “ผิดคาด” ในสายตาของหลายๆ คนจากเดิมคาดการณ์กันไว้ถึงขนาดต้องมีเลือดตกยางออกกันบ้างในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเพราะดีกรีของกลุ่มชุมนุมอย่าง “แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (ปราบกบฏ)” หรือ นปก. ร้อนแรงเหลือเกินโดยเฉพาะภาพบรรยากาศเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่เคลื่อนขบวนจากท้องสนามหลวงมายังกองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ที่ดูรุนแรงเรียกว่าฮาร์ดคอร์สุดสุด ยั่วยุ เปราะบางยิ่งต่อการปะทะและใช้กำลัง

แต่แล้วจุดเปลี่ยนก็เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 11 มิถุยายนที่ผ่านมา ที่ คตส.มีมติอายัดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมๆ ถึง 5 หมื่นกว่าล้านบาท

ดูเหมือนส่งสัญญาณเปิดศึก แต่ผลกลับได้อย่างคุ้มค่า ในเชิงของการ “เขียนเสือให้วัวกลัว”

เพราะหลังจากนั้น แม้ผู้ชุมนุมจะกร้าวขึ้นจากผลการถูกกระทำที่ตีกล่องดวงใจ คือ “พ.ต.ท.ทักษิณ”

แต่ในการปราศรัยต่อประชาชนเป็นครั้งแรกของ พ.ต.ท.ทักษิณที่ท้องสนามหลวงโดยเปิดจากแผ่นซีดี เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมานั้น

กลับผิดคาด เพราะแม้จะเพิ่งถูกอายัดทรัพย์ไปหมาดๆ แต่กลับไม่มีคำพูดในทางปลุกระดมหรือสั่งลุยออกจากปากของหัวหน้าใหญ่แม้แต่น้อย

มีแต่เพียงเสียงโอดครวญจากผลการพิจารณาคดีและการตรวจสอบทุจริตต่างๆ โดยเฉพาะการอายัดทรัพย์ที่เจ้าตัวโอดว่าอุตส่าห์หามาอย่างยากลำบากค่อนชีวิต ดังนั้น จึงขอประกาศสู้เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีตัวเองคืนมา

แถมเปิดทางพร้อมพูดคุย-เจรจา เพื่อหาทางออกกับรัฐบาล

อ่านอย่างไรก็ต้องบอกว่า “ถอย” ดังนั้น ในวันที่ 16 มิถุนายน ที่ นปก.ประกาศจะเคลื่อนขบวนใหญ่ก็…แป้ก

แม้แกนนำจะอ้างว่าไม่เคลื่อนเพราะไม่ต้องการให้เข้าแผน คมช.ที่จะสวมรอยสร้างสถานการณ์รุนแรง

แต่เซียนการเมืองอ่านกันว่า เป็นปฏิกิริยาโดยตรงหลังหัวหน้าใหญ่ส่งสัญญาณรอมชอมและให้รอดูเชิง

รัฐบาล โดยเฉพาะ คมช.จึงยิ้มได้หลังจากที่หน้าบูดมาหลายเดือน เพราะเริ่มส่อเค้าเข้าทางตามข้อมูลที่ได้มา ว่าม็อบเคลื่อนไหวตามคำสั่งของหัวหน้าใหญ่จริงๆ

ตอกลิ่มเข้าไปอีกด้วยการที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช.ออกมาแฉกระบวนการจัดตั้งต่างๆ เปิดตัวเลขกันเป็นรายหัว หัวละ 500 บาท มีทั้งกลุ่มแท็กซี่ มอร์เตอร์ไซค์ ไปถึงครอบครัวทหารยังโดนจ้างมา แถมปูดตัวเลขจัดตั้งกลุ่มฮาร์ดคอร์ที่มีถึง 2 พันคน

ตั้งใจเต็มๆ! ให้ประชาชนทั่วไปเห็นถึงอุดมการณ์ที่แท้จริง จากนั้นก็เพียงตีแต้มต่อมาเรื่อยๆ

ได้ทีถึงขั้นมีขู่ ที่บอกก่อนเลยว่าหากจะเดินมากองทัพบก ก็จะยอมให้เข้า แต่จะปิดไฟให้หมด สำทับอีกว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ในกองทัพบกปิดไฟหมด แต่ “หมอเหวง” (นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปก.) ตกใจไม่กล้าเข้า

ดังนั้น จึงเป็นเป็นครั้งแรกที่เหตุผล 4 ข้อ ในการยึดอำนาจเริ่มปรากฏชัดขึ้น โดยเฉพาะข้อ 2 ที่ระบุว่า การบริหารราชการแผ่นดินส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง

และชัดขึ้นอีกกับผลของการออกประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ในการแต่งตั้ง คตส.มา เชือดโดยเฉพาะ

บีบอีกด้วยการอายัดบัญชีธนาคารพาณิชย์ของเครือข่าย พ.ต.ท.ทักษิณเพิ่มอีก 7 บัญชี 8.8 พันล้านบาท

และล่าสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ก็ออกหมายเรียก พ.ต.ท.ทักษิณ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร และนางบุษบา ดามาพงศ์ ภรรยาของนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายต่างมารดาของคุณหญิงพจมาน มารับทราบข้อหาคดีปกปิดข้อมูลโครงสร้างหุ้นเอสซีแอสเซท

แม้ พล.อ.สนธิ และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี จะร้องเพลงคีย์เดียวกัน ยืนกรานปฏิเสธไม่มีการแทรกแซงหรือออกใบสั่งต่อกระบวนการที่เกิดขึ้น

แต่ปฏิเสธยากเต็มที เพราะหลังจากเล่นบทสุภาพมานาน เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา พล.อ.สุรยุทธ์ก็สวมบทบู๊ดื้อๆ ด้วยการปราศรัยออกทีวีพูล เปิดปรากฏการณ์ฉ้อราษฎ์บังหลวงของขั้วอำนาจเก่า ย้ำให้เคารพหลักนิติรัฐ รวมทั้งพูดถึงผลกรรมที่ใครทำผิดก็ต้องยอมรับ โดยเฉพาะกรณีตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิทางการเมือง กรรมการบริหารพรรค 111 คน

ที่ว่าปฏิเสธยาก…เพราะคล้อยหลังไปวันเดียว พ.ต.ท.ทักษิณก็ถูกอายัดทรัพย์

และเมื่อถอดรหัสบันได 4 ขั้น จากคำพูดของ พล.อ.สนธิ ระบุว่า

“ทุกอย่างกำลังบรรลุตามขั้นตอนที่วางไว้ 3 ขั้นตอน คือ 1.การยุบพรรคจะต้องเกิดขึ้น เพราะว่าคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง 2.คดีที่ผิดทางอาญา เรื่องการโกงกินคอร์รัปชั่นจะปรากฏ 3.พรรคจะเริ่มแตกและเริ่มวิ่งกระจัดกระจาย และในที่สุดก็สิ้นสุด จากนั้นจะนำมาสู่การลงประชามติและการเลือกตั้ง โดยการเลือกตั้งครั้งหน้า ต้องเป็นพรรคที่ทุกคนในฝ่ายบริหารจะต้องรักชาติ ศาสนา กษัตริย์ ทุกอย่างในขณะนี้เดินไปตามขั้นตอนที่วางไว้ ผลผลิตของ คตส.กำลังบรรลุเป็นขั้นๆ”

และตอนนี้ ก็เหมือนทุกอย่างเริ่มเดินไปตามแผนบันไดขั้นที่ 3 ที่ พล.อ.สนธิพูดไว้จริงๆ

ปรากฏการณ์วันนี้ เข้าตำรา “ได้ทีขี่แพะไล่” “ข้าสึกถอดใจ ต้องรุกให้หนัก”

แต่ย่ามใจไม่ได้เลยกับคนที่ชื่อทักษิณ เพราะใครก็ตามที่ต้องสู้แบบ “คนจนตรอก” นั้นน่ากลัวเสมอ…  

คอลัมส์จากข่าวสด วันที่ 20  มิ.ย. 2550

พิมพ์เขียว “คมช.” บันได 4 ขั้น การเมืองไทย พิมพ์เขียว พรรคการเมือง

คอลัมน์ หักทองขวาง

ยังไม่ทันที่การร่างรัฐธรรมนูญจะสำเร็จเสร็จสิ้น ยังไม่ทันที่จะรู้แน่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านการเห็นชอบจากประชาชนหรือไม่
พิมพ์เขียวของรัฐบาล “ใหม่” ก็ปรากฏขึ้นแล้วเป็นการปรากฏผ่านคำพูดของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ระหว่างบรรยายพิเศษในหัวข้อระหว่างเปิดการประชุมว่าด้วยความมั่นคงในโครงการเพื่อผลิตพยาบาลวิชาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้”เป็นการบรรยายพิเศษ ณ โรงแรมอมารีแอร์พอร์ต ดอนเมือง เมื่อวันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน 2550นั่นก็คือ ยืนยัน “วันที่ 19 มิถุนายนจะเห็นอะไรมากขึ้น คดีความต่างๆ จะปรากฏ”

เป็นการยืนยันก่อนอัยการสูงสุดเห็นชอบด้วยกับการฟ้องร้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและพวกในคดีการซื้อที่ดินถนนรัชดาภิเษก

เป็นการยืนยันถึงเหตุและความจำเป็นของการทำรัฐประหาร

ขณะเดียวกัน ก็เป็นการยืนยันให้เห็นถึงจังหวะก้าวและพิมพ์เขียวในทางการเมืองที่จะประจักษ์อย่างเป็นรูปธรรม

ประจักษ์ในแต่ละเปลาะ ประจักษในแต่ละปล้อง

จะมองเห็นภาพทางการเมืองได้จำเป็นต้องศึกษาจากแต่ละถ้อยคำ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน-โปรดอ่าน

ผมวางขั้นตอนไว้ในการปฏิรูปการปกครองจนถึงวันสุดท้ายจะต้องเป็นไปตามขั้นตอน คือ

(1) การยุบพรรคต้องเกิดขึ้น เพราะคนที่มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องผมรู้จักทุกคน มันเป็นความผิดทางกฎหมาย

(2) คดีเรื่องการโกงกินและการคอร์รัปชั่นจะปรากฏ

(3) พรรคจะเริ่มแตกแยกและวิ่งกระจัดกระจาย

(4) เรื่องของคดีจะสิ้นสุดและไปสู่การลงประชามติของร่างรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง

การเลือกตั้งคราวหน้าจะต้องเป็นพรรคที่ทุกคนที่อยู่ในฝ่ายบริหารจะต้องรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ประเทศไทยและสถาบัน

ขณะนี้เป็นไปตามขั้นตอนที่วางไว้ และผลผลิตของคตส.กำลังจะบรรลุเป็นขั้นๆ

พอมาถึงการเลือกตั้ง พรรคที่จะได้รับการเลือกตั้งมีพรรคใหญ่อยู่ 2-3 พรรค เขาจะได้เป็นผู้บริหารประเทศ

ซึ่งหมายถึงพรรคตรงข้ามกับพรรคทุนที่ผ่านมา

แต่ละถ้อยคำของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน สอดรับกับคำวินิจฉัยยุบพรรคของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550

สอดรับกับคำสั่งอายัดทรัพย์สิน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2550

และมองข้ามช็อตไปยังความสำเร็จของการร่างรัฐธรรมนูญและการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญในเดือนสิงหาคม 2550

รวมถึงการเลือกตั้งประมาณเดือนธันวาคม 2550 หรืออาจจะเร็วกว่า

สะท้อนให้เห็นถึงการวางแผนอย่างละเอียดเป็นขั้นเป็นตอน กระทั่งสามารถสรุปลงไปได้เลยว่า พรรคการเมืองใดที่จะได้รับเลือกตั้งและได้ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล

เป็นพรรคการเมืองใหญ่ 2-3 พรรค

เป็นพรรคการเมืองซึ่งอยู่ตรงข้ามกับพรรคทุนที่ผ่านมา ซึ่งพรรคทุนที่ว่าคงเป็นพรรคใดไปไม่ได้นอกเสียจากพรรคไทยรักไทย

จึงเด่นชัดยิ่งว่า พรรคใหญ่นั้นคือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคมหาชน

จึงเด่นชัดยิ่งว่าไม่ว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มไทยรักไทยหรือกลุ่มมัชฌิมาจะดำเนินไปอย่างคึกคักมากเพียงใด ในที่สุดก็จะกลายเป็นพรรคฝ่ายค้าน

เพราะพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคมหาชน คือตัวแทนที่ “คมช.” กำหนดไว้

คมช.อาจกำหนดในเรื่องการยุบพรรคได้ อาจกำหนดในเรื่องการอายัดทรัพย์สินได้

เพราะว่าไม่ว่าคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เพราะว่าไม่ว่าคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินหรือคสต.ล้วนเป็นการจัดตั้งขึ้นโดยคมช.

ประเด็นอยู่ที่ “คมช.” ไม่ได้ก่อตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคมหาชน

คอลัมส์ทีมการเมือง ไทยรัฐ วันที่ 20 มิ.ย.2550

จะพลาดที่ขั้นห้านี่แหละ

1. การยุบพรรคจะต้องเกิดขึ้น เพราะคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้จักทุกคน มันเป็นความผิดทางกฎหมายเห็นๆ

2. คดีที่ผิดเรื่องการโกงกินและการคอรัปชันจะปรากฏ 3. พรรคจะเริ่มแตกและวิ่งกระจัดกระจาย 4. เรื่องของคดีก็จะสิ้นสุด และไปสู่การลงประชามติของร่างรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง แผนสี่ขั้นในการวางแผนปฏิรูปการปกครองล้มล้างขั้วอำนาจเก่า ที่ได้รับการยืนยันจาก “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก และประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

 เป็นไปตามขั้นตอนที่วางไว้ ถึงขั้นกล้าประกาศเสียงดังฟังชัดด้วยความมั่นใจ ปิดทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขั้วอำนาจเก่ากลับมาแจ้งเกิดใหม่ ก็อย่างที่เห็นคดียุบพรรค วิบากกรรมไทยรักไทยเจอไป 2 เด้งเนื้อๆ ยุบพรรคพร้อมดองเค็ม ตัดสิทธิเลือกตั้ง 111 กรรมการบริหารพรรค 5 ปี ขณะที่ปล่อยผีพรรคประชาธิปัตย์ บริสุทธิ์ผุดผ่องทุกข้อกล่าวหา

ล้างบาง ขุดรากถอนโคนเครือข่าย “ทักษิณ” คดีโกงกินและการคอรัปชัน เปิดกันแบบรายวัน คตส.เดินหน้าอายัดทรัพย์สินอดีตนายกฯทักษิณและเครือข่าย 2 รอบ ปาเข้าไปเกือบ 30 บัญชี วงเงินเกือบ 6 หมื่นล้านบาท และร่ำๆจะยึดที่ดินย่านรัชดาฯมูลค่ากว่า 700 ล้านบาท กลับเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ไล่เบี้ยตามล้างตามเช็ดกันทุกบาททุกสตางค์

พรรคจะเริ่มแตกและวิ่งกระจัดกระจาย ก็เป็นอะไรที่ชัดเจนว่า กลุ่มมัชฌิมาของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ก็นำรี้พลปักหลักรอตั้งค่ายใหม่ แนวร่วมสมานฉันท์ของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ก็เตรียมเปิดขุมพลังขั้วแรงของจริง ไม่หวนคืนถิ่นไทยรักไทย เรื่องของคดีจะสิ้นสุด และนำไปสู่การลงประชามติของร่างรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง แม้ดูแนวโน้มรัฐธรรมนูญใหม่ฉบับรังเกียจนักเลือกตั้ง จะเก็บไว้ใช้กันแค่ “บุรุษคาบไปป์” น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ นายจรัญ ภักดีธนากุล และนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาของ คมช.จะไปหยิบฉบับไหนก็ได้มาใช้คุมเกมเลือกตั้ง ยิ่งเป็นความตั้งใจจะเปิดช่องให้ คมช.ไปเลือกรัฐธรรมนูญฉบับเก่าๆมาปรับปรุง กำหนดนิรโทษกรรมคณะรัฐประหาร ก็ยิ่งเข้าทางพอดี แผนสี่ขั้นล้มเครือข่าย “ทักษิณ” ของ “บิ๊กบัง” รุกคืบเข้าถึงเป้าหมาย ในสถานการณ์ที่ทหารกุมสภาพชี้เป็นชี้ตายอยู่ในมือแบบเบ็ดเสร็จ แต่ไม่รู้ว่า ตั้งใจหรือเผลอหลุด “บิ๊กบัง” เปิดโพยล่วงหน้า พอถึงการเลือกตั้ง พรรคที่จะได้รับเลือกตั้งมีพรรคใหญ่อยู่ 2-3 พรรค เขาจะได้เป็นผู้บริหารประเทศ ซึ่งหมายถึงพรรคตรงข้ามกับพรรคนายทุนที่ผ่านมา ฉะนั้นตายลูกเดียว  

ตอกย้ำไฮโลเปิดถ้วยแทง ประชาธิปัตย์ของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” พรรคชาติไทยของ “บรรหาร ศิลปอาชา” และพรรคมหาชนของ “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ 3 พรรคพันธมิตรที่จับมือกันบอยคอตเลือกตั้ง นำไปสู่การล้ม “ทักษิณ” กำลังจะได้ปูนบำเหน็จ ถึงขนาดที่ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เก็บอาการไม่อยู่ แกล้งพูดทีเล่นทีจริงให้นักข่าวเรียก 3 พรรคร่วมรัฐบาลล่วงหน้า

แต่ในมุมสะท้อนที่สะท้อนกลับอย่างแรง นายจาตุรนต์ ฉายแสง หัวหน้ากลุ่มไทยรักไทย ยกผลสำรวจโพลล่าสุดที่ออกมาว่า ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปมากเป็น อันดับหนึ่ง ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง “เพราะขณะที่ คมช.ได้กระทำการต่างๆจนเหลือแต่พรรคประชาธิปัตย์ ชาติไทย และมหาชนแล้ว ทำไมประชาชนจึงไม่นึกถึงคนของสามพรรคนี้ บางทีการที่จะเอาใครมาเป็นนายกฯด้วยวิธีบังคับคลุมถุงชน ประชาชนคงจะไม่ยอมเหมือนกัน” จะสะดุดก็ตรงแผนขั้นห้านี่แหละ. ทีมข่าวการเมือง รายงาน 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: