แฉแผนปล้น กม.ต่อท่ออำนาจ‘สนธิ’

โผล่ออกมาเรื่อยๆแผนของ คมช.ที่สังคมไทย ต้องช่วยกันตรวจตราว่ามันส่งผลต่อการสืบทอดอำนาจอย่างไร ดูเหมือนการทำรัฐประหารครั้งนี้มันน่าสพรึงกลัวกว่าที่คิด


“…จากกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ให้ความเห็นชอบในหลักการร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ….. ตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอให้บรรจุในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งผู้สันทัดกรณีได้ชี้ว่า เป็นการรวบอำนาจเกี่ยวกับความมั่นคง ให้รวมศูนย์ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) โดยเฉพาะการใช้อำนาจของผู้อำนวยการ กอ.รมน.ในการประกาศกฎอัยการศึกเพื่อควบคุมสถานการณ์หากมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น เท่ากับเป็นการสืบทอดอำนาจของเผด็จการ และเป็นการหาตำแหน่งไว้รองรับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่จะเกษียณอายุราชการในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ในสิ้นเดือนกันยายนนี้ โดยพล.อ.สนธิ จะเข้ามาหน้าที่ดูแลงานด้านความมั่นคงโดยตรง ในตำแหน่งที่เหนือกว่า ผอ.กอ.รมน. และผบ.ทบ. ตามที่ได้มีการตกลงกับนายกรัฐมนตรีไว้ก่อนหน้านี้
โดยเฉพาะการที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ลงความเห็นไว้ว่า จะมีการยกเลิกพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พรก.ฉุกเฉิน) เพื่อบรรจุพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรเข้าไว้แทนที่
อีกทั้งมีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการให้อำนาจ กอ.รมน.มากจนเกินไป ซึ่งอาจทำให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจระหว่าง ผบ.ทบ. ในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการ กอ.รมน.ควบด้วยอีกหนึ่งตำแหน่ง ซึ่งอาจมีการแทรกแซงอำนาจการปกครองประเทศของฝ่ายบริหาร จนกลายเป็น “รัฐทหาร” ที่จะใช้อำนาจเผด็จการเข้ามาควบคุมระบอบประชาธิปไตยอีกทอดหนึ่ง เช่นเดียวกับกรณีมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ที่ได้เข้าควบคุมการบริหารประเทศของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จนทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ ได้มีการแทรกแซงในทุกๆเรื่องที่เป็นการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี รวมถึงการจัดสรรงบประมาณ และผลประโยชน์ต่างๆให้กับกองทัพ และกระทรวงกลาโหม ที่มากจนเกินพอดี จนทำให้การใช้จ่ายงบประมาณในภาคสังคมที่ต้องจัดสรรให้กับประชาชน และการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะงักงัน ไม่สามารถดำเนินนโยบายได้อย่างเสรีเหมือนก่อนหน้านี้ที่นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง และมาจากการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย

นอกจากนี้ ได้มีการจัดตั้งสำนักงานเลขาธิการกองอำนวยการความมั่นคงภายใน หรือ สน.กอ.รมน. โดยมีเสนาธิการทหารบกเป็นเลขาธิการ กอ.รมน. ซึ่งเท่ากับเป็นการทับซ้อนอำนาจทางการทหาร ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทในการครอบงำประเทศ และเป็นการสืบทอดอำนาจโดยให้ทหารเข้ามาควบรวมอำนาจฝ่ายบริหาร ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มอำนาจให้ฝ่ายความมั่นคง เทียบเท่าอำนาจหลักในการบริหารประเทศที่มี อำนาจฝ่ายบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ ซึ่งจะเป็นอำนาจฝ่ายที่ 4 ที่เข้ามาหลอมรวมในระบอบประชาธิปไตยครึ่งเสี้ยว โดยมีรัฐทหารมาคอยควบคุมอยู่อีกชั้นหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ได้ให้อำนาจ ผอ.รมน. สั่งการโดยไม่ต้องผ่านนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งกำหนดให้เจ้าหน้าที่สังกัด กอ.รมน.ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและอาญา ในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งถือว่าขัดต่อพระราชบัญญัติการปกครองฯ เพราะเป็นการให้อำนาจที่อยู่เหนือกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่าการออกกฎหมายฉบับนี้ จะนำมาใช้สกัดกั้นความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุม กลุ่มม็อบต่างๆ ที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย โดยมีเป้าหลักๆเพื่อใช้ปราบปรามแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปก. ที่แสดงจุดยืนชัดเจนในการต่อต้านอำนาจเผด็จการทุกรูปแบบ ซึ่งนับก้างตำคอของรัฐบาล และ คมช.มาโดยตลอด

สำหรับสาระของร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร กำหนดให้ กอ.รมน. สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี และขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี กำหนดให้มีคณะกรรมการรักษาความมั่นคงภายใน ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยมีผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) เป็น ผอ.รมน.

ทั้งนี้ ให้ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตาม พ.ร.บ.นี้ ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เจ้าพนักงานไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ หากเป็นการกระทำโดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ แต่ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

ในกรณีที่มีความจำเป็น เพื่อให้การกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคงในราชอาณาจักรยุติลงโดยเร็ว หรือป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายแรงมากขึ้น ให้ ผอ.รมน.มีอำนาจออกข้อกำหนดต่างๆได้ อาทิ ห้ามบุคคลใดนำอาวุธที่กำหนดในกฎกระทรวงออกนอกเคหสถาน ห้ามใช้หรือกำหนดเงื่อนไขการใช้เส้นทางคมนาคม หรือยานพาหนะ ห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ห้ามมิให้บุคคลใดออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนด เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน หรือเป็นบุคคลซึ่งได้รับการยกเว้น ให้บุคคลใดนำอาวุธที่กำหนดมามอบไว้เป็นการชั่วคราวตามความจำเป็น ออกคำสั่งให้ใช้กำลังทหาร เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ ระงับเหตุการณ์ร้ายแรง หรือควบคุมสถานการณ์ให้เกิดความสงบโดยด่วน เป็นต้น

นอกจากนี้ กฎหมายยังให้อำนาจ ผอ.รมน. ออกประกาศให้เจ้าพนักงานมีอำนาจในการจับกุม และควบคุมตัวบุคคล ที่สงสัยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคง หรือเป็นผู้ใช้ ผู้โฆษณา ผู้สนับสนุน ปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าว เท่าที่มีเหตุจำเป็น โดยต้องร้องขอต่อศาล และจับกุมควบคุมตัวได้ไม่เกิน 7 วัน และต้องควบคุมตัวไว้ในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานีตำรวจ ทัณฑสถาน หรือ เรือนจำ กรณีจำเป็นขอขยายเวลาควบคุมตัวต่อได้อีกคราวละ 7 วัน แต่รวมทั้งหมดต้องไม่เกินกว่า 30 วัน

กอ.รมน.มีอำนาจในการปราบปรามบุคคล กลุ่มบุคคล หรือกลุ่มองค์กร ที่ก่อให้เกิดการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคงฯ ออกหนังสือสอบถาม หรือออกคำสั่งเรียกบุคคลใดมารายงานตัว หรือมาให้ถ้อยคำหรือส่งมอบเอกสารหรือหลักฐานใด ตรวจค้นบุคคล ยานพาหนะ เคหะสถาน หรือสถานที่ใดๆตามความจำเป็น เมื่อมีเหตุสงสัยตามสมควรว่า มีทรัพย์สินซึ่งมีไว้เป็นความผิด หรือได้มาจากการกระทำความผิด หรือได้ใช้ หรือจะใช้ในการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคงสามารถออกคำสั่งให้เจ้าพนักงานเข้าไปในเคหะสถาน หรือสถานที่ใดๆ เพื่อตรวจค้น บุคคลต้องสงสัยที่หลบซ่อนหรือทรัพย์สินที่มีไว้หรือใช้กระทำผิด เมื่อมีเหตุอันเชื่อได้ว่า หากไม่รีบดำเนินการ บุคคลนั้นจะหลบหนี หรือจะโยกย้าย ซุกซ่อน ทำลายหรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินนั้น และสามารถยึดหรืออายัดทรัพย์สิน เอกสาร หรือพยานหลักฐาน ที่เกี่ยวกับการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคง

โดยเมื่อพบว่าการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคง มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากยิ่งขึ้น หรือ การกระทำนั้นเกิดจากการก่อการร้ายที่มีความรุนแรง หรือการก่อการร้ายสากล ให้ ผอ.รมน.รายงานสถานการณ์ต่อนายกรัฐมนตรี และให้นายกรัฐมนตรีมอบภารกิจในการแก้ไขสถานการณ์ ให้กับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องโดยทันที

กรณีพนักงานสอบสวนเห็นว่า ผู้ต้องหาคนใดได้กระทำความผิด เพราะหลงผิด หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือมีเหตุที่ไม่สมควรดำเนินคดีให้ ผอ.รมน. สั่งกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ต้องหาปฏิบัติแทนการถูกฟ้องดำเนินคดี โดยให้ผู้ต้องหาเข้ารับการอบรมเป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน และต้องมารายงานต่อเจ้าพนักงานเป็นครั้งคราว แต่จะกำหนดให้มารายงานตัวเกิน 1 ปีไม่ได้ ทั้งนี้ ผู้ใดฝ่าฝืนข้อกำหนด ประกาศ หรือคำสั่ง หรือขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงาน ตาม ม. 25 และ 26 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พีทีวีนิวส์
19 มิถุนายน 2550
 

มีการตอบกลับหนึ่งครั้ง to “แฉแผนปล้น กม.ต่อท่ออำนาจ‘สนธิ’”

  1. ท่อตัน Says:

    ขอบคุณสำหรับข่าวสารน่ะครับ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: