Thaksin to sue Thai junta over assets

Financial Time

By Roger Blitz in London and Amy Kazmin in Bangkok

Published: June 21 2007 09:20 | Last updated: June 21 2007 12:50

Thaksin Shinawatra, the deposed Thai prime minister, on Thursday said he would sue the Thai military government for the return of the Bt57bn ($1.8bn) of his assets frozen by anti-graft investigators, adding he would not receive justice if he returned to Bangkok to face corruption charges.

Mr Thaksin, who on Thursday formally made an £81.6m ($163m) bid for Manchester City, the UK football club, said in a Financial Times interview in London that he remained retired from Thai politics and there was no reason for Thai authorities to fear him.

He planned to go back to Bangkok as a private citizen, he said, “definitely, but not now”. The Manchester City deal was unveiled just hours after Thai prosecutors formally charged Mr Thaksin and his wife, Pojamarn, with improprieties in her 2003 acquisition of a piece of prime Bangkok property from a fund supervised by the Thai central bank. Seksan Bangsomboon, the state prosecutor, said Mr Thaksin was charged with “abuse of power in that he acted for personal gain, and violated anti-corruption laws”.

But Mr Thaksin, who has been in exile since the bloodless coup in September, said “the rules of the game” had been set by the military junta. “You know immediately you don’t get the justice. When you don’t have justice you have to take some time before you ensure you have justice.”While not worried about his personal safety, Mr Thaksin said he was concerned about the potential for clashes between the military and the public were he to return.

Thailand’s military-installed government has been aggressively stepping up its efforts to destroy Mr Thaksin’s political and financial support base in recent weeks, as it moves closer to a self-imposed end-of-the-year deadline for holding fresh elections and transferring power to an elected government.Mr Thaksin claimed the corruption charges levelled against him were politically motivated.

He said: “It’s my family money. They have no right to take it. We will sue them.” The assets seized were mainly in the names of his wife and children, and his wife, who remains in Thailand, would take up the legal case on the family’s behalf, he said.Mr Thaksin, who founded Thailand’s largest telecommunications empire before entering politics, said he declared more than $2bn of assets when he entered politics in 1994.

He said most of the assets he held outside Thailand were from dividends and share sales. Asked how much that was, he said: “Not much. Because I love Thailand so much, instead of selling shares outside Thailand I sell in Thailand.”The seizure of assets had caused him difficulty over the Manchester City deal, he added, “but I can handle it, because I have friends and credit with friends worldwide”.

The assets to buy the club were private, he stressed. The UK had a process for ensuring company takeover funds were clean.

Copyright The Financial Times Limited 2007 

กฎหมายติดหนวด

อยากมีอำนาจจนลืมเสียงประชาชน รีบเร่งออก กม.ฉบับนี้ เพื่อปกป้องบ้านเมือง หรือ ปกป้องตัวเอง ลองมาอ่านคำวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อ ต่อ พรบ. การรักษาความมั่นคงในราชอณาจักร ฉบับนี้ แล้วย้อนถามตัวเองว่ารับได้หรือเปล่า

มติชน  

 

ซุปเปอร์ทหาร

 

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12

สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
 

ยังไม่อยากคิดไกล ไปถึงขนาดที่ว่าการผลักดัน “พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ….. ” ออกมาให้ได้นั้นเป็นความต้องการของบุคคลหรือคณะบุคคลใดที่หวัง “รวบอำนาจ” ไว้ในมือ รวบอำนาจเพื่อที่จะเป็นเกราะกำบังตนไม่ให้ถูกเช็คบิลรวบอำนาจเพื่อที่จะเป็นเครื่องมือสำหรับสืบทอดอำนาจเพราะหากคิดไปไกลขนาดนั้นก็คงไม่ต้องพูดอะไรมากนอกจากขออวยพรให้ “ท่านทั้งหลาย” จงโชคดีเถิดอย่าเหมือนรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร รัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร และอย่าเหมือนสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เลยแค่คิดใกล้ๆ ใสๆ แบบ “รักชาติเหนืออื่นใด” ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไร อย่างที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ชี้ชวนให้คิด ก็ยังต้องบอกตรงๆ ว่าทำใจยอมรับ “ยาก”

“ยาก” เพราะรู้สึกเราจะถอยจากที่ถอยมาไกลไปอีกหลายก้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเหมาะสมในภารกิจและหน้าที่ของ “ทหาร” แห่งยุคปัจจุบัน ที่ไม่ควรถูกสร้างให้เป็น “ซุปเปอร์ฮีโร่” อีกแล้ว

แต่มันก็หวนกลับมาอีก

การยาตราทัพรถถังเข้ามายึดอำนาจรัฐที่ทำใจ “ต้องรับ” ไปอย่างแค่นๆ และเต็มกลืนในทุกวันนี้ ควรจะเป็นเรื่อง “เฉพาะกิจ” หรือชั่วคราวเท่านั้น

ต้องไม่ใช่เรื่อง “ถาวร” อย่างเด็ดขาด

เมื่อทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย ก็ควรถอยกลับกองทัพ

และถ้าจะดีที่สุด ก็คือไม่ควรคิดหรือทำปฏิวัติอีก

ซึ่งโดยส่วนตัว “คาดหวัง” ในประเด็นนี้อย่างมาก

แต่เมื่อมาเห็น “พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร” เข้าก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกๆ

เพราะ “เงื่อนไข” ในทางร้ายเริ่มจะบ่มเพาะขึ้นมาอีกแล้ว และเริ่มทำใจว่ามันคงเป็นเวรกรรมของประเทศที่ต้องวนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์อีกนาน

เป็นไปได้อย่างไรที่กฎหมายฉบับหนึ่ง จะเปิดทางให้บุคคล “บุคคลหนึ่ง” ซึ่งตาม ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้คือ “ผู้บัญชาการทหารบก” (ผบ.ทบ.) ในฐานะ “ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน” (ผอ.กอ.รมน.) จะเป็น “ซุปเปอร์แมนของชาติ”ได้ขนาดนี้

เป็น “ซุปเปอร์แมน” ของชาติที่รวบรวมอำนาจสำคัญ ไม่ว่าการออกนโยบาย การปฏิบัติ และการอำนวยความยุติธรรม เอาไว้ในตนเองอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ทั้งนี้ ถ้าดูในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ผบ.ทบ.นอกเหนือจากอำนาจกว้างขวางครอบจักรวาล เพื่อดูแลควบคุม “การกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร” แล้ว

ผอ.กอ.รมน.ยังมีอำนาจในการ “กำหนดนโยบาย” ประหนึ่งเป็นฝ่ายบริหาร

โดยในมาตรา 9 ระบุว่า ผอ.รมน.มีอำนาจ “อนุมัติแผนแม่บทหรือแผนปฏิบัติการในการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร” ให้ฝ่ายต่างๆ ปฏิบัติได้

นอกจากกำหนดนโยบายที่ว่าแล้ว ยังเป็น “ผู้ปฏิบัติ” ที่มีอำนาจบังคับบัญชาหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยแบบเต็มไม้เต็มมือด้วย

และยังมีอำนาจตามมาตรา 26 ที่สามารถ (1) จับกุม และควบคุมตัวบุคคลที่สงสัย (2) ดำเนินการปราบปรามบุคคล กลุ่มบุคคล หรือกลุ่มองค์กรที่ก่อให้ภัยต่อความมั่นคง (3) เรียกบุคคลใดมารายงานตัว (4) ตรวจค้นบุคคล ยานพาหนะ เคหสถาน สิ่งปลูกสร้าง หรือสถานที่ใดๆ ได้ (5) ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน เอกสาร หรือพยานหลักฐานได้ (6) สามารถตรวจค้นจับกุมโดยไม่ต้องขอหมายจากศาลได้ “หากมีเหตุอันควร” (7) สามารถจับกุมและควบคุมตัวบุคคลไว้ในสถานที่ที่กำหนดไว้ โดยไม่ใช่สถานีตำรวจ ที่คุมขังทัณฑสถาน หรือเรือนจำ

เห็นไหมว่า “อำนาจล้นเหลือ” เพียงใด

ยิ่งไปกว่านั้น ผอ.รมน.ยังสามารถเป็นหนึ่งใน “กระบวนการยุติธรรม” ด้วย

โดยในมาตรา 30 มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานร่วมฟังการสอบสวน หรือเรียกสำนวนการสอบสวนคดีอาญามาตรวจดูได้ หากอ้างแค่ว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่อง “มั่นคง”

และในมาตรา 31 ผอ.รมน.สามารถให้ความเห็นแก่พนักงานสอบสวนว่าไม่สมควรดำเนินคดีกับผู้ต้องหาได้ หากเห็นว่ากระทำความผิดดังกล่าวเพราะหลงผิด หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ซึ่งการสั่งไม่ให้ดำเนินคดีนั้นไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์อะไรที่ชัดเจน เพียงแต่เปิดช่องให้สามารถใช้ “วินิจฉัย” สั่งการได้ว่าควรเอาผิดหรือไม่เอาผิด

ทำให้ ผอ.รมน.มีอำนาจเหมือนบุคคลในองค์กรกระบวนการยุติธรรม กลายๆ

แถมยังป้องกันตนเอง ไว้อีกด้วยการออกคำสั่งหรือปฏิบัติการใดๆ ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

และไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งทางอาญาหรือทางวินัยอีกด้วย

อย่างนี้ไม่ถือว่ามี “อำนาจล้นฟ้า” แล้วจะให้ถือว่าอะไร

และเราจะวางใจกับ “ซุปเปอร์ทหาร” แบบเซื่องๆ ว่านี่คือความจำเป็นทางด้านความมั่นคงโดยไม่คิดอะไร ได้หรือ

logo-thai-rath.gif 

คราบเผด็จการ จากหมัดเหล็ก

ผมรู้สึกสัมผัสได้ถึง ความไม่เท่าเทียมในสังคมไทย มากขึ้น อันเนื่องมาจาก การบังคับใช้อำนาจรัฐ และขบวนการยุติธรรม ที่ผมเคยเกริ่นเอาไว้แล้วว่า หากอำนาจเหล่านี้ถูกแทรกแซงจากอำนาจอื่นและถูกบิดเบือนจนเกินขอบ เขต จะทำให้เกิดความขัดแย้งและความเสื่อมของอำนาจนั้นๆดูอย่างเรื่องของอำนาจตุลาการตอกลิ่มความหวาดระแวงจนกำลังจะเริ่มเป็นเรื่องของความขัดแย้งและจะนำไปสู่วิกฤติในที่สุด

เป็นที่ทราบดีว่า เกิดวิกฤติตุลาการแต่ละครั้งมีผลกระทบมากมาย จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามทีเถอะ ความแตกแยกในสถาบันตุลาการและการใช้อำนาจอย่างไม่เท่าเทียม จะทำให้ที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนพังครืนลงมาคนจะหันไปพึ่งศาลเตี้ยตัดสินกันด้วยกำลังและอารมณ์

ความกดดันที่กำลังเกิดขึ้นกับประชาชนส่วนหนึ่งน่าเป็นห่วง มีจดหมายส่งมาจาก จ.ปัตตานี บรรยายความรู้สึกที่มีต่อผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะการใช้วาจาข่มขู่ว่า ม็อบขนาดนี้ไม่พอมือทหาร หรือถ้าม็อบชอบใช้ความรุนแรงทหารยิ่งชอบ เพราะถนัดอยู่แล้ว เป็นต้น

ยิ่งเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับ คนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมเข้าใจดี ไม่อยากจะอธิบายอะไรไปมากกว่านี้หรืออีกฉบับร้องเรียนว่ามีวิทยุชุมชนคลื่นหนึ่ง ทั้งโฆษกและผู้โทร.เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ไปจน ถึงใช้คำพูดด่าม็อบอย่างหยาบคาย สัตว์เลื้อยคลานยั้วเยี้ยเต็ม ไปหมดไม่เห็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ออกมาแสดงบท บาทใดๆหรือฝ่ายหนึ่งถูกกระทำย่ำยีอย่างไรก็ได้ วิพากษ์วิจารณ์ ตามอำเภอใจ

แต่ในขณะเดียวกันวิทยุ-ทีวีจะไปออกข่าว หรือวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจหรือคนอีกฝ่ายไม่ได้เด็ดขาดแล้วสังคมจะอยู่ด้วยความสงบสุขได้อย่างไรผมไม่อยากเห็นการบริหารประเทศโดยการใช้กำลังอำนาจเข้าควบคุมกดขี่ เหมือนรัฐบาลทหารประเทศอื่นที่เขาทำกัน เพราะนั่นหมายถึงการถอยหลังลงคลองของระบอบประชาธิปไตยนี่ล่าสุด เสนอกฎหมายติดหนวด หรือฮิตเลอร์อะไรก็แล้วแต่ เรียกว่า พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ให้อำนาจ ผบ.ทบ. ในฐานะ ผอ.กอ.รมน. โดยตำแหน่ง สามารถใช้กำลังทางทหารและอำนาจทางด้านความมั่นคงได้ล้นฟ้า กุมอนาคตประเทศอยู่ในมือประชาธิปไตยจะถูกลิดรอนจนเหลือแต่ซาก.

หมัดเหล็ก

bm-logo.gif 

คอลัมน์ : ฉลามเขียว

“……เจ้าของบริษัททั้งหลายโปรดอ่านให้แตกฉาน
          เพราะท่านทุกคนจะต้องเจอกับมันแน่
         

มาตรา 25 ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อให้การกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคงในราชอาณาจักรยุติลงได้โดยเร็ว หรือป้องกันมิให้เกิดเหตุร้ายแรงมากขึ้น ให้ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในมีอำนาจ ออกข้อกำหนดดังต่อไปนี้         

(6) ให้เจ้าของกิจการ หรือผู้จัดการ หรือผู้รับผิดชอบในกิจการ หรือการจัดการทุจริต ซึ่งมีพนักงาน หรือลูกจ้าง หรือบุคคลอื่นที่มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจการ หรือการจัดการธุรกิจ จัดทำและเก็บประวัติ และแจ้งการย้ายเข้า การย้ายออก การเลิกจ้าง และแจ้งพฤติการณ์ของบุคคลดังกล่าวให้เจ้าพนักงานทราบ         

เจ้าของบริษัททั้งหลายเอ๋ย ท่านพร้อมหรือยัง ที่จะส่งชื่อพนักงานของท่านทุกคนไปให้ กอ.รมน.          

ระบอบประชาธิปไตย ไม่มีกฎหมายอย่างนี้