เศรษฐกิจไทย ยุคทหารคุมบอร์ด

thai-economic.jpg 

รัฐเดินทางลัด ไล่รื้อสัญญา-สัมปทาน ระวัง!!!แรงเหวี่ยงกลับ

หนึ่งในเป้าหมาย กวาดล้าง เรื่องสกปรก ของ คณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ( คมช. ) และรัฐบาลคือสะสางสัญญาและสัมปทานโครงการที่เชื่อว่าทำ หรือ แก้ไขเพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้กับธุรกิจที่ใกล้ชิดกับคนในรัฐบาลเดิมนับจาก คมช. ยึดอำนาจการบริหารจากรัฐบาลทักษิณเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และตั้งรัฐบาลที่มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีคู่สัญญา และสัมปทานเอกชน อย่างน้อย 4 รายที่ถูกแก้ไข หรือหยิบยกขึ้นมาทบทวนใหม่

หนึ่ง คือกรณีสถานีโทรทัศน์ ไอทีวี (ทีไอทีวีปัจจุบัน) ผิดสัญญา สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.)

สอง กรณีสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือถือของผู้ให้บริการ 3 ราย ที่ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ระบุว่า มีการแก้ไขสัญญาโดยไม่ผ่านที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งถือว่าผิดขั้นตอนตาม พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือ ดำเนินในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ

สาม กรณี กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ยกเลิกสัญญากล้ายางกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ เมล็ดพันธุ์ฯ และที่อื้อฉาวสุดๆคือ กรณี บอร์ด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) บมจ.ทอท.

ผู้บริหารสนามบินสุวรรณภูมิ ยกเลิกสัญญาบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ และดิวตี้ฟรีกับกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ฯ ด้วยเหตุผลเดียวกับ กระทรวงไอซีทีคือ เอกชนคู่สัญญาจงใจละเมิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ

1.ในช่วงเริ่มต้นของการสะสาง ฝ่ายรัฐ ทั้งในฐานะ หน่วยงานในกระทรวง หรือ คณะผู้บริหาร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสัญญา-สัมปทานดังกล่าว มีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถกวาดล้าง ในสิ่งที่เชื่อว่ามีผลประโยชน์ที่ซุกซ่อน อยู่ใต้สัญญา-สัมปทานคืนกลับมาเป็นของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังครม.มีมติให้ สถานีโทรทัศน์ ไอทีวี ยุติการแพร่ภาพตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2550 (ก่อนเปลี่ยนเป็นปรับสถานีเป็นทีไอทีวีแล้วให้แพร่ภาพต่อไปในวันเดียวกัน) หลัง บมจ. ไอทีวี ผู้ถือสัมปทานขณะนั้นไม่สามารถจ่ายค่าสัมปทานส่วนที่ค้างอยู่ 2,210 ล้านบาท (ไม่รวมดอกเบี้ย) ให้กับ สปน.เจ้าของสัมปทานได้ หากปรากฏว่ายิ่งเร่งสะสางลงไปในรายละเอียดกลับยิ่งเจอแรงต้าน จนไม่สามารถดำเนินการได้อย่างสมใจนึก เพราะเอกชนคู่สัญญาต่างบ่ายหน้าเอาศาลเป็นที่พึ่งขอความเป็นธรรมทั้งสิ้น

2 .กรณีสัมปทานบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ และดิวตี้ฟรี ในสนามบินสุวรรณภูมิ ระหว่าง กลุ่ม บริษัท คิงเพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลฯ หรือ คิงเพาเวอร์ กับ บมจ.ทอท. ที่มีอายุ 10 ปีและมูลค่า 20,000 ล้านบาท ที่เริ่มต้นอย่างครึกโครมหลัง พล.อ.สะพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผช.ผบ.ทบ.) เข้าไปเป็นประธานกรรมการ บมจ.ทอท. หรือ บอร์ด ทอท. และยังมีมือเปิดโปง อย่าง ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง (สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.) และนายต่อตระกูล ยมนาค เข้าร่วมในบอร์ด ยิ่งได้ พล.ร.อ. บรรณาวิทย์ เก่งเรียนในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาและตีความการแก้ไขปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิ ที่เดินสายตรวจสอบโครงการและสัมปทานอย่างสนุกสนานในลีลาแบบนักการเมืองเคาะกะลา และมีกระแสหนุนจากสังคมไม่น้อย เพราะรับไม่ได้กับการจัดตั้งร้านค้าในสนามบินจนเปอระของ คิงเพาเวอร์ ของ วิชัย รักศรีอักษร ประธานกรรมการ คิงเพาเวอร์ หนำซ้ำยังมีพื้นที่งอกให้ คิงเพาเวอร์ อีก 5,823 ตารางเมตร (สัญญากำหนด 20,000 ตารางเมตร) ยิ่งทำให้กระแสเช็กบิลคิงเพาเวอร์หนักหน่วงขึ้น

วาระแรกเมื่อเริ่มต้นทำงาน บอร์ดทอท. ชุด พล.อ.สพรั่ง คือ การเลิกสัญญากับคิงเพาเวอร์ กระบวนการสะสางเริ่มตั้งแต่ขอให้คิงเพาเวอร์แก้ไขปัญหาการจัดวางร้านค้าจนไปถึงปัญหาพื้นที่งอก ฯลฯ ก่อนเล่นบทโหด ด้วยการระบุว่า กลุ่มคิงเพาเวอร์ จงใจหลีกเลี่ยง พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงานฯ ด้วยการยกประเด็นเป็นโครงการที่มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท มาเป็นไม้เด็ด

ยิ่งได้คำวินิจฉัยจาก สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่มีสาระทำนองว่า สัญญา 2 ฉบับที่ คิงเพาเวอร์ ทำกับ บมจ. ทอท.นั้นเข้าข่ายเลี่ยง พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงาน ฯ บอร์ด ทอท.จึงไม่ลังเลที่จะแจ้งไปยัง คิงเพาเวอร์เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2550 ว่า สัญญา 2 ฉบับที่ บริษัททำไว้กับ ทอท.นั้น ไม่มีสัญญาผูกพันต่อกัน หรือ พูดแบบชาวบ้านคือขอยกเลิกสัญญา วันที่ 4 มิถุนายน หลังได้รับแจ้งยกเลิกสัญญาจาก บมจ.ทอท. อย่างเป็นทางการและพนักงานบริษัททยอยถูกทอท.ระงับต่อใบอนุญาตเข้าทำงาน วิชัยประธานกลุ่มคิงเพาเวอร์ จึงหันไปใช้บริการ บัณฑิต ศิริพันธ์ ทนายใหญ่เพื่อนซี้ ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ฟ้องแพ่งทอท.โดยหนึ่งในประเด็นฟ้องคือ เรียกร้องค่าเสียหาย 68,000 ล้านบาท การหันมาพึ่งศาลของ วิชัย มองได้ 2 ด้าน ด้านหนึ่งหมดหนทางเจรจากับคู่สัญญากับบมจ.ทอท.ยุคพล.อ.สพรั่ง และอีกด้านคือรุกกลับ หลังถูกรุกไล่จนหลังพิงฝาและเป็นเกมที่ พล.อ.สพรั่ง เองก็คาดไม่ถึง เพราะพล.อ.สพรั่งและบอร์ดทอท.บางคนคาดว่าวิชัยน่าจะแจ้นมาเจรจาหลังถูกยกเลิกสัญญา และการรุกกลับทำให้แรงกดดันกลับมาอยู่ที่ บอร์ดทอท.และ บมจ.ทอท.ทันทีเพราะไม่เพียง ความเสียหายเท่านั้นหากสถานการณ์ยิ่งยืดเยื้อ บมจ.ทอท. ก็ยิ่งเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องจากรายได้ที่พร่องไปหลังขอยกเลิกสัญญากับคิงเพาเวอร์และยังมีผลข้างเคียงตามมาอีกมากมายเพราะ บมจ.ทอท.เป็นกิจการในตลาดหุ้น ข้อมูลล่าสุดผลประกอบการไตรมาสสอง รายได้ส่วนที่ไม่เกี่ยวกับกิจการบินของ บมจ.ทอท.ลดลง 348.92 ล้านบาท หรือ 22.72 % และรายได้ส่วนที่หายไปจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตราบใดที่ข้อพิพาทยังไม่มีที่สิ้นสุดและยังมีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดจากค่าเสียหายหากแพ้ความคิงเพาเวอร์อีกด้วย !!!

นอกจากนี้การที่ กระทรวงไอซีที โดย บมจ.ทศท และ บมจ. กสท ประกาศแก้ไขสัญญาสัมปทานผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3 ราย คือ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น(ทรู) โดยอ้างว่าแก้ไขสัญญาสัมปทาน โดยผ่านความเห็นชอบของครม.ตามขั้นตอน พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงานฯ (ดูตารางประกอบ) เป็นข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชน อีกกรณีที่ถูกจับตา แม้ ศ.ดร.สิทธิชัย โภไคยอุดม เจ้ากระทรวงไอซีทีอ้างถึง พ.ร.บ. การให้เอกชนเข้าร่วมการงานฯ และ คำวินิจฉัยจากกฤษฎีกา เพื่อสร้างความชอบธรรมในการเข้ามาสะสางสัญญาสัมปทานมือถือ อีกทั้งยืนยันเสมอว่า “ภาคเอกชนต้องได้รับความเป็นธรรมและสามารถลงทุนต่อไปได้” และมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงานฯ ขึ้นมาพิจารณาในรายละเอียด หากในสายตาของ ผู้บริหาร บมจ.เอไอเอส และผู้ประกอบการจากค่ายอื่น รวมทั้งคนวงนอกกลับมองว่า กระทรวงไอซีที ต้องการล้างระบบทักษิณโดยพุ่งเป้าไปที่ บมจ.เอไอเอส กิจการเรือธงของกลุ่มชินคอร์ป แต่ผู้ประกอบการรายอื่นต้องพลอยรับกรรมไปด้วยความรู้สึกของเอกชนผู้ได้รับสัมปทานมือถือ และการหันหน้าพึ่งศาลของเอกชนในกรณีคิงเพาเวอร์ และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ เมล็ดพันธุ์ฯ สะท้อนให้เห็นว่าเอกชน ไม่เชื่อมั่นในกระบวนการที่รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลสุรยุทธ์ และคนในคมช.มักโอ่อย่างฟุ่มเฟือยว่า ” เข้ามาดูแลปัญหาบ้านเมือง” หากกลับถูกมองว่าเป็นภารกิจทางการเมือง เช่นกรณีการยกเลิกสัญญากับกลุ่มคิงเพาเวอร์โดยอ้าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงานฯ ของบอร์ดทอท. โดยไม่เจรจาขอผลประโยชน์เพิ่มเติมทั้งที่เป็นช่องทางที่กฎหมายเปิดเอาไว้

ภาพดังกล่าวทำให้รัฐถูกมองว่ากำลังใช้ “ทางลัด” ในการสะสางปัญหา ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณไปยังกลุ่มทุนต่างๆที่กำลังคิดร่วมสัญญากับรัฐบาลไทย คงต้องคิดหลายตลบก่อนลงนามว่า ในวันข้างหน้าตนจะตกอยู่ในสภาพเดียวกับเอกชนคู่สัญญาที่กำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้หรือไม่? ความรู้สึกแบบนี้ ไม่พักต้องถามว่าจะมีผลอย่างไร กับบรรยากาศการลงทุนและภาพลักษณ์ของประเทศ !!!

  

เสียงสะท้อนจากนักธุรกิจไทย 

ตัดมาจากข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 

พิพัฒ พะเนียงเวทย์
กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน)

ถ้าอดีตนายกฯทักษิณ จะกลับมาแก้ต่างคำสั่งอายัดทรัพย์ 52,000 ล้านบาท ตามขั้นตอนของกฎหมาย และศาล ผมก็เห็นด้วย แต่ถ้ากลับมาเพื่อสร้างแรงกดดัน หรือทำให้เกิดความไม่สงบภายในประเทศขึ้น อาตมาก็ขออนุโมทนาว่า อย่ามาเลย เพราะจะทำให้บรรยากาศ และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจย่ำแย่ลงอีก แต่ผมก็ยังเชื่อว่า รัฐบาลน่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จริงๆทุกปัญหาถ้าทุกฝ่ายเล่นกันตามกฎกติกา ถูกผิดว่ากันตามกติกา ก็ไม่มีปัญหา เหมือนดูฟุตบอล ถ้านักเตะเล่นตามกติกามารยาท คนดูก็สนุก แต่ถ้าแหกกฎ คนดูก็ไม่สนุก “ผมว่าปีนี้เป็นปีมหามงคลครบรอบ 80 ปีในหลวง เป็นปีที่ดี เป็นปีแห่งการเฉลิมฉลอง และประชาชนคนไทยทุกคน น่าจะทำอะไรดีๆเพื่อถวายในหลวงมากกว่าจะมาก่อความไม่สงบกัน”เจ้าของ “ดัชนีมาม่า” ยังประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยแถมท้ายด้วยว่า จีดีพีที่รัฐบาลคิดว่าจะโต 4% น่ะ ถือว่าสอบไม่ผ่าน ถ้าจะให้ผ่านต้องโต 5% แต่ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ เศรษฐกิจไทยยังคงขึ้นอยู่กับการเมือง ถ้าการเลือกตั้งต้องเลื่อนไป เพราะสังคมเกิดไปนิยมอดีตนายกฯทักษิณ และมีเหตุการณ์รุนแรงขึ้น ผมคิดว่า เศรษฐกิจไทยคงพังแน่ และจีดีพีก็จะต่ำกว่า 4% แหงๆ

ชูเกียรติ โอภาสวงศ์
นายกสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ

“หากสถานการณ์การเมืองยังวุ่นวาย มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น ประกอบกับปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ยังไม่จบ เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 และ 4 จะทรุดหนัก เศรษฐกิจทั้งปีมีโอกาสเติบโตต่ำกว่า 3%”ปัญหาหลักคือ การบริโภคภายใน และการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัว การท่องเที่ยวทรุดตัว ส่งผลต่อเนื่องให้ ทุกธุรกิจเติบโตไม่ดี หรือแทบจะไม่เติบโตเลย ยกเว้นภาคเกษตรที่ปีนี้เป็นปีทองของการส่งออกสินค้าหลายชนิด เช่น ข้าว มันสำปะหลัง เนื่องจากผลผลิตรวมของโลกลดลง แต่มีความต้องการเพิ่มขึ้นจากการพบปะกับนักธุรกิจต่างชาติ ส่วนใหญ่ มองการเมืองไทยวุ่นวาย และเริ่มมองไทยในทางไม่ดีมากขึ้น หากการเมืองยังวุ่นวายไม่จบ ไทยจะเสียโอกาสการลงทุนจากต่างชาติ ส่งผลให้เศรษฐกิจปีหน้าทรุดตัวไปด้วย รัฐบาลยังต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน เพราะมาตรการที่ออกมาแล้วไม่เกิดผล

อภิชาติ สังฆอารี
นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า)

“การท่องเที่ยวไทยช็อกจากเหตุการณ์ ระเบิดช่วงปีใหม่ ส่งผลให้ยอดนักท่องเที่ยวตกลงไปช่วงหนึ่ง แต่ในที่สุดกลับเข้ามาอีก แต่ที่ลดลงรุนแรงก็เพราะผู้ใหญ่ในประเทศ ไทยให้สัมภาษณ์ต่อเนื่องว่า ให้ระวังตัวตลอดเวลา เป็นผลทำให้นักท่องเที่ยวเอเชียหายไป จนถึงตอนนี้นักท่องเที่ยวเอเชียก็ยังไม่กลับมา”ยอดนักท่องเที่ยวรวมที่เดินทางผ่านผู้ ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่เป็นสมาชิกของแอตต้า ตั้งแต่ต้นปีจนถึง พ.ค.หายไป 14% จีน ลดลง 30% ญี่ปุ่นลดลง 15-20% เกาหลีลดลงบ้าง และเวียดนามหายไปเกือบหมด แต่นักท่องเที่ยวจากยุโรปและสแกนดิเนเวีย ยอดจองแพ็กเกจทัวร์ไม่ชะลอตัวลง เพียงแต่ช่วง 2 เดือนนี้อาจลดลงบ้าง ไม่ได้เกี่ยวกับการเมืองโดยตรง ยิ่งในเดือน ต.ค.-มี.ค. ปีหน้ายอดจอง 80% แล้ว“นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่สนใจเหตุการณ์การชุมนุม เพียงแต่จะต้องไม่เกิดเหตุการณ์ รุนแรงถึงเลือดตกยางออก ไม่เช่นนั้นนักท่อง เที่ยวกลุ่มนี้จะหายไป และจะหายยาวทีเดียว การท่องเที่ยวก็จบไปด้วย”

ดุสิต นนทะนาคร
รองกรรมการหอการค้าไทย

เศรษฐกิจปีนี้น่าจะเลวร้ายกว่าที่คาดไว้ เพราะปัญหาการเมืองไม่คลี่คลายยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดเศรษฐกิจให้ทรุดลง ขณะที่ปัจจัยลบเดิมๆ ยังไม่ได้รับการแก้ไข กำลังการผลิตภาคเอกชนยังทรุดลง การบริโภคภายในชะลอตัว และการส่งออกได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัว ขณะที่การลงทุนภาครัฐการลงทุนขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) ยังไม่มีความชัดเจน“รัฐบาลแทบจะไม่ได้แก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจเลย หรือคิดว่ายังไม่ถึงจุดวิกฤติก็ไม่รู้ เห็นมุ่งแต่แก้ปัญหาการเมือง เอกชนกระทุ้งไปหลายครั้งก็ไม่ได้รับการตอบสนอง จนเขาจะเกลียดพวกเราแล้ว แต่ก็ต้องทำ เพื่อให้รัฐบาลรับรู้ และเร่งแก้ปัญหาก่อนสาย ตอนนี้หลังพิงฝา แย่ที่สุดแล้ว อย่าให้แย่มากไปกว่านี้เลย”ในสถานการณ์เช่นนี้ ทางที่ดีที่สุดประชาชนควรดำรงชีวิตตามแนว ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยรู้จักอยู่รู้จักพอ ไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย และรู้จักประหยัดอดออม เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต

อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์
ประธานสมาคมธนาคารไทย

“ตอนนี้คนไทยขาดความเชื่อมั่น การบริโภคภายในประเทศลดลง มีผลทำให้เงินทุนหมุนเวียนของภาคธุรกิจลำบาก ภาคธุรกิจเกือบทั้งหมดเริ่มมีปัญหาการผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น โดยเฉพาะหนี้การค้า และเมื่อไม่มีการปล่อยเครดิตระหว่างหนี้การค้าให้กัน ทำให้การหมุนเวียนของเศรษฐกิจลดลง”ในส่วนของธนาคารพาณิชย์ การผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้มีมากขึ้น ส่งผลให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจขาลง ยอดการปล่อยสินเชื่อปรับตัวลดลง เนื่องจากไม่มีการลงทุนของภาคเอกชน ขณะที่ผู้ที่เข้าเกณฑ์จะขอใช้สินเชื่อได้มีน้อยลง มีแต่ยอดสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้การแข่งขัน ในสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารพาณิชย์ค่อนข้างรุนแรงประธานสมาคมธนาคารไทย มองว่า เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ปัจจัยการเมืองจะต้องนิ่ง ประเทศต้องสงบเรียบร้อย ทั้งการประท้วง ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวได้ไม่เกิน 4%

เศรษฐา ทวีสิน
กรรมการผู้จัดการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)

ขณะนี้ยังมองไม่เห็นว่าจะมีเงื่อนไขใดที่นำไปสู่การปฏิวัติ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ได้ร่างออกมาแล้ว ขณะเดียวกัน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ก็ยืนยันแล้วว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นปลายปีนี้ ดังนั้น รัฐบาลต้องมุ่งไปสู่การกระทำเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งขึ้นให้ได้ นอกจากนี้ ผู้บริหารบ้านเมืองคงไม่ต้องการที่จะให้มีการปฏิวัติ จึงต้องหาวิถีทางที่จะไม่ให้เกิดการปฏิวัติขึ้น“ภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังดำเนินไปได้ด้วยดี ผู้ประกอบการต่างก็พยายามช่วยเหลือตัวเองเพื่อให้ธุรกิจเดินต่อไปได้ เมื่อถึงเวลาที่มีการเลือกตั้งย่อมหมายถึงเรามีประชาธิปไตย และถือเป็นสัญญาณที่ดีที่จะพาให้ภาคธุรกิจเข้มแข็งขึ้น ในฐานะนักธุรกิจอยากให้รัฐบาลไม่ว่าจะมาจากพรรคการเมืองใด ควรทำการเมืองให้มีเสถียรภาพ ขณะที่ทีม เศรษฐกิจทุกพรรคก็คงมีนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนๆกัน”

ดนัย ดีโรจนวงศ์
กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด

ถ้าอดีตนายกฯทักษิณกลับ แล้วทำให้สถานการณ์แย่ลง ผู้คนก็จะขาดความเชื่อมั่นมากขึ้น ถึงตอนนั้นเศรษฐกิจคงจะลำบากไปอีกขั้น สำหรับผม ผมเชื่อว่าจีดีพีปีนี้คงขยายตัวไม่ถึง 4% เอาจริงๆอาจขยายตัวได้เพียง 2-3% เท่านั้น เพราะรัฐบาลไม่ได้สร้างความมั่นใจแก่ประชาชน และผู้ประกอบการอย่างเพียงพอต่อการควบคุมสถานการณ์บ้านเมือง จึงส่งผลกระทบต่อทุกภาคเศรษฐกิจ และธุรกิจขายตรงด้วย เพราะผู้บริโภคไม่มีอารมณ์ใช้จ่าย อยู่ในพะวังของความไม่มั่นใจ ไม่เชื่อมั่น ไม่อยากซื้อ และไม่อยากขาย“การใช้จ่ายเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงในไตรมาส 1 พอขึ้นไตรมาส 2 กำลังซื้อตกลง 5% ถ้าการเมืองยังเป็นอย่างนี้ ผมว่ากำลังซื้อในไตรมาสที่ 3 จะตกลงอีก แม้ว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะเร่งหาวิธีประคองตัวให้อยู่รอดได้ ก็ตาม ยังไงก็เหนื่อย ที่สำคัญ มีสัญญาณหลายอย่างบ่งบอกว่าการใช้จ่ายลดลง และการว่างงานสูงขึ้น จากตัวเลขการสั่งซื้อสินค้าของมิสทิน และใบสมัครของสาวมิสทีนที่พบว่ามีการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น 10% เทียบกับปีก่อน ส่วนใหญ่ กรอกในช่องว่างงาน จากเดิมที่กรอกในช่องเป็นอาชีพเสริม”

พล.ร.ท.ฐนิธ กิตติอำพน
นายกสภาสถาปนิกสยาม

บรรยากาศทางเศรษฐกิจดูจะสงบนิ่งมาก คงเป็นเพราะคนกลัวเรื่องการเมือง และมีความกังวลว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ร้ายแรงขึ้น จึงไม่มีใครกล้าลงทุนทำอะไร ถ้าตรวจสอบบรรยากาศการลงทุนในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ จะเห็นว่าที่พักอาศัยประเภทอพาร์ตเมนต์ บ้านเช่าต่างๆในย่านถนนสุขุมวิทเวลานี้เงียบมาก ที่ผ่านมาแม้ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ก็ยังไม่เคยเห็นว่าจะมีอพาร์ตเมนต์ขึ้นป้ายประกาศว่ามีห้องว่างเต็มไปหมดอย่างที่กำลังเป็นอยู่ เมื่อแข่งกันขึ้นป้ายว่ามีห้องว่างมากก็แข่งขันกันดัมพ์ราคาลงมามาก “เป็นเหตุการณ์ ที่เราต่างก็แปลกใจมากว่าฝรั่งหายไปไหนหมด ขณะที่เมื่อไม่ถึงปีมานี้สุขุมวิทยังเป็นย่านที่คึกคัก และเต็มไปด้วยฝรั่งอยู่ การลงทุนก่อสร้างอพาร์ตเมนต์ช่วงนี้คงต้องหยุดยาวไป จะเหลือก็แต่การลงทุนในโครงการที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ และในทำเลที่เป็นที่ต้องการจริงเท่านั้น การเมืองแบบนี้อยากให้ทำใจว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด มัวกลัวกันมากก็ไม่ต้องทำอะไรกัน”

ซิคเว่ เบรกเก้
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (TAC)

“ผมเพิ่งมาอยู่เมืองไทยได้ไม่กี่ปี ถ้าจะถามความคิดเห็นด้านการเมือง คงต้องยืมคำพูดของผู้ใหญ่หลายท่านมาเป็นคำตอบว่าอะไรผ่านมาแล้ว ก็ผ่านไปในที่สุด เหมือนที่เคยเป็นมา สิ่งที่เราเห็นวันนี้เป็นเรื่องในระยะสั้น และไม่มีผลกระทบมากมายอะไรกับปัจจัยพื้นฐานของประเทศไทย จึงอยากให้ทุกคนมีความอดทน อย่าตื่นตระหนกง่ายจนเกินไป”ในช่วงที่คนชะลอลงทุน จริงๆแล้วกลับเป็นโอกาสด้วยซ้ำ เพราะการลงทุนในวันนี้กว่าจะเริ่มเก็บเกี่ยวผลตอบแทนได้ก็ 2-3 ปีข้างหน้า ตอนนั้นการเมืองคงสงบ ในขณะที่คนอื่นไม่ลงทุน เราอาจได้ประโยชน์ และก้าวเร็วกว่าเขาก้าวหนึ่ง เราจึงตัดสินใจนำหุ้นดีแทคเข้าตลาด แม้จะเจอเหตุการณ์มากมาย รวมถึงข้อพิพาทในธุรกิจ โทรคมนาคม มีคนถามว่าทำไมเราไม่ถอย ทำไมถึงกล้าเสี่ยง บ้าบิ่นอะไรขนาดนี้ ปรากฏยอดจองหุ้นเราท่วมท้นในวันที่การเมืองเกือบวิกฤติที่สุด ด้วยความเชื่อในบริษัทและในเศรษฐกิจไทยจริงๆ”

ศุภวุฒิ สายเชื้อ
กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บล.ภัทร

สถานการณ์การเมืองขณะนี้ถือว่าพลิกผันได้ง่าย อาจจะดีขึ้นหรือแย่ลงไปเลย เป็นได้ทั้ง 2 ทาง จึงทำให้ประเมินได้ยาก เอกชนจึงต้องระมัดระวัง ส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนชะงักงัน ในส่วนของ บล.ภัทรมองว่าเศรษฐกิจปีนี้จะโตได้ที่ 3.7%“หากการเมืองยังไม่มีความชัดเจน คนยังไม่มีความมั่นใจ การบริโภคและการลงทุนซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญของเศรษฐกิจก็จะยังไม่เกิด หากมีการเลือกตั้งและเห็นหน้าตารัฐบาลและนโยบายเศรษฐกิจใหม่ว่าเป็นอย่างไร เศรษฐกิจจึงจะฟื้นตัวได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเกิดความรุนแรงถึงขั้นวิกฤตินองเลือด ต้องถามว่าเราจะทำประเทศให้กลับไปสู่สภาพปกติได้เร็วแค่ไหน เศรษฐกิจไทยที่อยู่ในอาการชะลอตัวมาแล้วถึง 2 ปี ก็จะถูกลากยาวต่อไปอีก ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านไปไหนต่อไหนกันแล้ว”.

ทีมเศรษฐกิจ  

 

เขียนใน Economics. Leave a Comment »

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: