คอนซุมเมอร์วิกฤติ

สภาวะผู้บริโภคคงเป็นที่รู้กันอยู่ หันกลับมาผู้ผลิตบ้างว่า ขิงแก่ ได้ส่งผลอย่างไรกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างไรบ้าง

ฐานเศรษฐกิจ 

“….บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา แห่ง เครือสหกรุ๊ป ที่ออกมาตอกย้ำความเชื่อของตนอีกครั้ง ว่า “วิกฤติครั้งนี้รุนแรงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ” หลังยิงสลุตถล่มรัฐบาลขิงแก่แบบเต็มๆ มาแล้วรอบหนึ่งเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

เครื่องมือที่เจ้าสัวใหญ่แห่งสหพัฒน์ฯใช้วัดระดับความรุนแรงระหว่าง เศรษฐกิจรอบนี้กับวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คือยอดขายสินค้าใน เครือสหกรุ๊ป ซึ่งมีมากกว่า 200 บริษัท ที่ถดถอยลงถ้วนหน้า อาทิ เครื่องสำอาง เสื้อผ้า ยอดขาย สร้างสถิติ(ตกต่ำ) ใหม่ในรอบ 20 ปีโดยยอดขายหายไป 20-30 %

เจ้าสัวบุณยสิทธิ์ เชื่อว่า ยอดขาย(ของสหพัฒน์ฯ) ตก เกี่ยวพันกับกำลังซื้อ ของรากหญ้าที่หดหายไปอย่างน่าใจหาย เพราะค่าบาทที่แข็งโป็กระดับ 34 บาทต่อหนึ่งเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯส่งผลให้สินค้าเกษตรส่งออกยากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้เกษตรกรจึงซี้แหง๋ พลอยให้สินค้าของเครือสหกรุ๊ปต้องอยู่เฝ้าชั้น หรือ เฝ้าร้านนานกว่าปกติ

ความจริงไม่เพียงค่ายสหกรุ๊ปเท่านั้นที่อึดอัดกับสถานการณ์แบบที่ว่า อะไรก็ไม่อะไรสักทีของสถานการณ์บ้านเมืองและเศรษฐกิจ หากผู้ค้าสินค้าคอมซุมเมอร์โปรดักส์รายอื่น ก็ปาดเหงื่อกันถ้วนหน้าหลังเห็นยอดขายรอบครึ่งปีที่เพิ่งปิดบัญชีไปหมาดๆ คนในวงการคอนซูมเมอร์ประมาณว่า 2 ไตรมาสที่ผ่านมายอดขายรวมของสินค้าหมวดของกินของใช้ ทั้งระบบหดหายไป 15 % โดยประมาณ ซึ่งถือว่ามากเพราะ คอนซูมเมอร์โปรดักส์นั้นถือเป็นสินค้าจำเป็น มีภูมิต้านทานวิกฤติที่ผู้บริโภคต้องกินต้องใช้

สัปดาห์ก่อนผู้บริหาร บริษัท ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ยักษ์ใหญ่วงการค้าปลีกของไทย ออกมาบ่นทำนองเดียวกันยอดขายทั้งกลุ่มครึ่งปีแรกเท่ากับ 13,000 ล้านบาท ไม่ลดจากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า แต่ว่าไม่เพิ่มซึ่งถือเป็นเรื่อง “ไม่ปกติ”เพราะที่ผ่านมา ยอดขายของ กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลนั้น โตขึ้นทุกปีเพิ่งมาแป็กเอาปีนี้เอง

ชีพจรกำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนลง ทำให้เศรษฐกิจไทยเหมือนถูกขนาบ ด้านหนึ่งคือกำลังซื้อ อีกด้านคือ ภาคส่งออกที่ กำลังเผชิญกับวิกฤติกลับด้านจาก 10 ปีที่แล้ว ที่ว่าวิกฤติกลับด้านนั้น เพราะวิกฤติเศรษฐกิจรอที่แล้วหรือ ปี 2540 นักธุรกิจ ผวาว่าค่าบาทที่ดิ่งหัวลงจาก 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ลงไปทดสอบแนวรับที่ 50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จะเพิ่มยอดหนี้ในบัญชีธนาคารต่างประเทศ จนหมดปัญญาชำระคืน แต่มารอบนี้ปี 2550 คนทำธุรกิจกลับกังวลว่า บาทที่แข็งค่า หรือแพงขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐจะฉุดความสามารถการแข่งขันของไทยลงอย่างสิ้นเชิง

พักเรื่องวิกฤติไว้ก่อนเพราะประเด็นนี้มีประเด็นถกกันได้เป็นวันๆ โดยเฉพาะ วิกฤติเศรษฐกิจจะ หวน คืนกลับมาอีกหรือไม่ ? หันมาดูภาคค้าปลีกกับ ผู้ค้าคอนซูเมอร์โปรดักส์ ธุรกิจที่อยู่ด่านหน้าเมื่อคลื่นกำลังซื้อถดถอยมาเยือน ว่าพวกเขาทำอะไรกันบ้างในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจถูกระบุว่า สาหัสยิ่งกว่าเมื่อคราวเกิด”ต้มยำกุ้ง”

กลุ่มเซ็นทรัลบอกว่า “จะทำกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง และเน้นย้ำด้านบริการ” เพื่อดันยอดขายครึ่งปีหลัง ให้เป็นไปตามเป้าหลัง ครึ่งปีแรกยอดขายอยู่ในอาการ “ทรง”

ส่วนบริษัท พีแอนด์จี (ประเทศไทย) ยืนกรานในทิศทาง ” การมีนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง” มาที่บริษัท ยูนีลิเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง ยักษ์คอนซูมเมอร์ต่างชาติรายนี้มีปํญหาว่าสินค้าบางรายการ ยอดขายไม่โตอย่างที่คิด อาทิ ไอศครีม ผงซักฟอก จึงชูกลยุทธ์”เพิ่มของรางวัล”มากขึ้น  

สำหรับค่ายดีทแฮล์ม หันไปเล่นกับช่องทางจัดจำหน่ายด้วยการกระจายสินค้าให้ครอบคลุมร้านค้ารายย่อยมากขึ้น เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคในช่วงความ เชื่อมั่นถดถอย ราคาน้ำมันแพง)นั้นหันมาซื้อสินค้ากับร้านใกล้บ้านมากกว่าเดินไปจับจ่ายในโมเดิร์นเทรด

กรณีข้างต้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งของภาคธุรกิจที่ขยับจังหวะธุรกิจของตนใหม่ ให้สอดคล้องกับ สภาวะกำลังซื้อขาลง แม้ไม่สามารถการันตีว่าจะกอบกู้ยอดขายที่หายไปจากเป้าในช่วงครึ่งปีแรกได้หรือไม่ แต่การขยับทำให้ตัวเองไม่เป็นเป้านิ่ง และสถานการณ์ที่กำลังซื้อหนืดสุดๆเช่นนี้ ใครเป็นเป้านิ่ง ตายลูกเดียว.  

เขียนใน Economics. Leave a Comment »

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: