“หนึ่งมุมมอง” เด็กนักเรียนไทย

คนไทยในอังกฤษนั้นมีอยู่ก็เยอะ ที่เป็นนักศึกษา หรือ คนทำมาหากิน บางคนทำธุรกิจส่วนตัว บางคนมีครอบครัวอยู่ที่นี่ แต่จะเป็นใครก็ตาม คนไทยก็คือคนไทย ทางทีมงานเลยขอนำประสปการณ์ของคนไทยที่อาศัยอยู่ที่นี่ มาตีแผ่ในบล็อกนี้ ว่าเขาเหล่านั้นมีความคิดเห็นกันอย่างไรกับหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ในด้านการใช้ชีวิตนักศึกษาต่างแดน มุมมองต่อการศึกษาไทย  การบ้านการเมือง

 เผอิญได้มีโอกาสรู้จักน้องนักศึกษาชายนามแฝงว่า AJ ศึกษาที่มหาวิทยาลัยเบอร์มิ่งแฮม ที่ต้องให้นามแฝงเพราะในอนาคต ว่าที่ ดร.หนุ่มน้อยคนนี้จะกลับไปเป็นพ่อพิมพ์ของชาติ ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เลยต้องขอสงวนนามไว้มาที่นี้ ซึ่งขณะร่วมเดินทางไปกลับ เบอร์มิ่งแฮม-ลอนดอน ด้วยกันเลยโอกาสได้แลกปลี่ยนความเห็นกันตามประสาคนไทย และแลกเปลี่ยนที่อยู่ เพราะวันนั้นรู้สึกว่าน้องเขาจะมีอาการงัวเงียกับการคร่ำเรียนอย่างหนัก ก็เลยพูดคุยเรื่องทั่วๆไป หลังจากนั้นไม่นานได้โอกาส ้พูดคุยกับ AJ อีกครั้ง พร้อมทั้งขออนุญาติ นำเรื่องราว และความคิดเห็นแบบสั้นๆระหว่างที่ศึกษาอยู่ต่างประเทศมาแบ่งปัน 

Q:             ไม่ทราบว่า AJ ทำอะไรอยู่ที่อังกฤษ      

AJ:             มาเรียนต่อปริญญาเอก อยู่ได้มาสามปีแล้วครับ 

หลังจากนั้นเลยถือโอกาสถามไถ่ภูมิหลังนิดหน่อย ซึ่ง AJ จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง (ขอสงวนนามตามคำขอ) ได้ไปเรียนต่อปริญญาโทเกี่ยวกับ Egineering ที่อเมริก ใช้เวลาประมาณ 2 ปี สำหรับการเรียน และ 2 ปี สำหรับการทำงาน                    

Q:             อ้าว แล้วทำไมมาเรียนต่อที่นี่ล่ะ 

AJ:            พอดีผมได้ทุนมาเรียนต่อพร้อมกับผมอยากเรียนรู้สำเนียงที่แตกต่างก้อเลยถือโอกาสเปลี่ยนบรรยากาศมาที่นี่ และก็คิดว่าจะพัฒนาภาษาอังกฤษด้วยครับ แต่พอมาอยู่แล้ว ผมคิดผิดถนัด เพราะคนที่นี่ (Birmingham) พูดภาษาอังกฤษสำเนียงท้องถิ่น (บรัมมี่) ซึ่งฟังยากมากตอนผมมาถึงที่นี่ใหม่ๆ ในอนาคตถ้าพัฒนาจนชินกับสำเนียงนี้ไปแล้วไปใช้ในบ้านเราผมว่าขำกลิ้งแน่ เพราะคนไทยส่วนใหญ่จะชินกับสำเนียงอเมริกันมากกว่า แต่บางคนก้ออาจชอบสำเนียง อังกฤษมากกว่าแต่ผมไม่ค่อยชื่นมเท่าไหร่ 

Q:             ไหนๆก็อาศัยและเล่าเรียนมาทั้งสองประเทศแล้ว ลองเล่าให้ฟังหน่อยสิ ว่าคิดเห็นอย่างไรบ้าง 

พอถามคำถามนี้เท่านั้นแหละ พ่อเจ้าประคุณ รีบพูดถึงหญิงไทยใจดีก่อนเลย เอาน่ะ อย่างว่าก็ยังโสดอยู่ล่ะนะ 

AJ:            หญิงไทยเรียบร้อย น่ารัก สุภาพ มีความละเอียดอ่อนและเยือกเย็นกว่าเยอะ ผู้หญิงอังกฤษมั่นใจตัวเองสูง ส่วนมากนิยมสูบบุหรี่และดื่มเก่ง ถ้าเป็นเรื่องแฟชั่น ในสายตาของผม ที่อังกฤษดีกว่าอเมริกาเยอะมาก โดยเฉพาะบุคลิกภาพและรสนิยมของผู้คนที่นี่ก็ดีกว่าด้วยครับ แต่อย่างว่าคนไทยสามารถสามารถทำเลียนแบบสินค้าและผลิตภัณฑ์ได้ในราคาที่ถูกและดีกว่าอีกด้วย   

Q:             แต่ละวันทำอะไรบ้าง เรียนวันละกี่ ชม.    

AJ:            ผมทำงานและเรียนด้วยครับ ตอนผมเรียนอยู่ที่อเมริกาผมหาเงินจากการทำงาน ได้มากกว่าที่นี่ ผมทำงานในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยได้รับค่าจ้าง 10.50 ดอลลาร์ต่อ ชม.และทำงานร้านอาหารด้วยในขณะที่ผมทำงานเป็นพนักงานต้อนรับที่อังกฤษ ผมได้วันละ 5.64 ปอนด์ต่อ ชม. และงานที่นี่ก้อหายากมากถ้าเทียบกับที่อเมริกา ผมทำงาน 3 วันต่อสัปดาห์ บางครั้ง 5 วัน ขึ้นอยู่กับวิชาที่เรียน ปกติผมเข้าเลคเชอร์ 16 ชม.ต่ออาทิตย์ และประชุมกลุ่มด้วย 

Q:             มีความคิดเห็นต่อการศึกษาในเมืองไทยอย่างไรบ้าง                       

 AJ:            เป็นปัญหาใหญ่ การเล่าเรียนของเราล้าหลังกว่า อเมริกา และ อังกฤษ มาก พวกเราถูกสอนไม่ได้ให้คิด แต่เป็นแบบท่องจำ ซึ่งต่างชาติสอนให้คิดเป็น หลังจากผมได้สัมผัสและมีโอกาสทำงานกับต่างชาติด้วยแล้ว เขาทำงานอย่างสร้างสรรค์มากกว่า พวกเราดูเป็นคนขี้อาย ไม่มั่นใจที่จะเสนอความคิดเห็นต่อหน้าสาธารณชน ถึงแม้พวกเราจะมีความคิดดี ฉลาดกว่า แต่พวกเราไม่คุ้นเคยที่จะแบ่งปันกับคนอื่่น และด้อยในเรื่องการนำเสนอ พวกเราคิดเล็ก คิดน้อย ไม่เก่งในเืร่องการเผชิญหน้า ไม่ชอบการโต้แย้ง ไม่ชอบทำให้คนอื่นรู้สึกแย่ ซึ่งทำให้คนต่างชาติมองเราว่าคนไทยอ่อนแอ แม้ตัวผมเองก็ไม่เคยทำให้ใครรู้สึกงี่เง่าถึงแม้เขาจะว่าผมก็ตาม เพราะผมรู้ว่ามันไม่ใช่ ในประสปการณ์ที่ผ่านมา ผมว่า คนอเมริกัน และ คนอังกฤษ ชอบโอ้อวด ไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น อย่างเช่นในที่ประชุมถ้าใครพูดผิด พวกนี้จะโต้โดยทันที ผมว่าการมาเรียนต่อต่างประเทศก็ดีนะครับ เราได้เรียนรู้การโต้ตอบและแลกเปลี่ยนับคนต่างชาติ เวลากลับบ้านเราจะได้ช่วยประเทศได้อีก อีกอย่างจะได้บอกคนรุ่นใหม่ๆให้คิดแบบสร้างสรรค์ และต้องมั่นใจ ในแบบวิธีที่ถูกต้อง  

Q:             ระหว่าการศึกษาต่อ ที่อเมริกา กับ อังกฤษ ถ้าต้องให้เลือก อยากจะแนะนำอะไรบ้่าง                          

 AJ:            ผมอยากแนะนำให้ไปเรียนที อเมริกา มากกว่าครับ เพราะว่า life style และอุปกรณ์การเรืยนที่นั่นดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด สามารถที่จะใช้สอยเพื่อเพิ่มพูนความรู้ได้มากมาย เช่นห้องสมุดในมหาวิทยาลัยอังกฤษนั้นเล็ก และเปิดวันละ 12 ชม. ในอเมริกาเปิดบริการ 24 ชม.ทุกวัน มีอินเตอร์เน็ตใช้ทุกที่ สามารถใช้ wireless ตรงไหนก็ได้ภายในบริเวณ มหาวิทยาลัยและรอบๆ  มีความหลากหลายเรื่องชนชาติมากกว่าและการเหยียดผิวน้อยกว่าที่นี่มาก และ หางานทำได้ง่ายกว่าเยอะ 

เพิ่มเติมนิดนึงนะพี่ การเรียนในอังกฤษก็คล้ายๆกับประเทศไทย คือท่องจำ ซึงต่างจากอเมริกา และคอร์สก็ค่อนข้างสั้น เช่น 1 ปี สำหรับ MSc ซึ่งเวลาน้อยเกินไปที่จะปรับตัวให้เข้ากับมหาวิทยาลัย และภาษาอังกฤษต้องปรับอีกเยอะ เพื่อที่จะต้องใช้ในการสื่อสารในห้องเรียน ถึงแม้ว่าจะได้คะแนน IELTS 7 มาก็ตาม แต่อังกฤษก้อมีข้อดีอยู่หลายด้านเช่นกัน ระบบรักษาความปลอดภัยของที่นี่ค่อนข้างดีการเดินทางค่อนข้างสะดวก (ในเมืองใหญ่ๆนะครับ)   

Q:             อยากจะฝากหรือแนะนำอะไรให้น้องๆที่กำลังเตรียมตัวศึกษาต่อต่างประเทศบ้างAJ:            เตรียมพร้อมเรื่องภาษาอังกฤษ การเรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆ ผูกมิตรกับเพื่อนใหม่ๆ ปรับตัวเข้ากับมหาวิทยาลัย และ อาหารการกิน มันเป็นประสปการณ์ที่ดีมากครับเมื่ออยู่ต่างประเทศ อ้อ เตรียมตัวที่จะต้องคิดถึงคนอีกมากมายหลายคนด้วยครับ พี่คิดว่าอย่างงั้นไหมครับ  

ตอบไปหัวเราะไป ตามอารมณ์ขันที่มีอยู่มากมาย  

Q:             ทำกับข้าวเองบ่อยมั๊ย                                                             

AJ:            บางครั้งครับ ไม่บ่อยเ่ท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่ทุุ่มเวลาให้กับการเรียนซะส่วนใหญ่ ทำกับข้าวใช้เวลาเยอะนะพี่ แต่ก็ทำอยู่ สองสามวันทำครั้ง ผมชอบกินดิ่มซำทุกวันเสาร์ และซื้อของใช้จากในเมืองด้วย แต่ช่วงนี้ผมยุ่งมากเลยไม่ค่อยได้ไป

Q:             มองวัยรุ่นไทยสมัยนี้อย่างไรบ้าง                                                

AJ:            ตื่นตัวมากครับ สดใส ทันสมัย ฉลาด แต่โลกมันหมุนเร็วมากผมว่าคงต้องใช้เวลาในการปรับตัว พวกเราที่ประสปการณ์มากกว่าคงต้องแนะนำ และทำความเข้าใจเขาให้มากขึ้น                 

ยิ่งสื่อไทยทำให้หลายๆอย่างแย่ลงไปอีก โดยเฉพาะรายการโทรทัศน์ ช่วยได้ยากมาก พวกเราควรจะเริ่มจากครอบครัวของเราก่อนน่ะครับ ผมมีหลานสาวตัวน้อยอยู่คนอายุ 7 ขวบ พยายามลอกเลียนแบบนักแสดงละครจากหนังหลังข่าวประเภทแย่งผู้ชายรวย หลานผมไม่รู้หรอกว่าอะผิดอะไรถูก ก็พยายามพูดจาเหมือนนักแสดงตัวนั้นเปี๊ยบเลย บางครั้งนะพี่ใช่คำไม่สุภาพและแสดงท่าทางแแบบในละครเลย โอ้โหพี่ 20 นาทีแล้ว 

จริงๆขอรบกวนเวลาน้องเขาไว้ 15 นาที เพื่อพักสมองจากการเรียน เอานะต่ออีกนิดนะ 

Q:             มีความคิดเห็นต่อการทำรัฐประหารที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง                    

AJ:            ผมไม่ชอบคณะรัฐประหาร เหลวไหล ไปลงนรกเลย ไม่เห็นทำอะไรดีขึ้นมา ผมว่าพวกนี้ไม่ใช่สุภาพรุุุษ บอกว่าจะไม่ทำ แต่ยังทำ ไม่รักษาคำพูด กระเทย เกย์               

ถ้าผมเป็นลูกเป็นหลาน ผมไปตายดีกว่า ทนไม่ได้รู้สึกละอายใจที่เห็นพ่อกระทำเยี่ยงนี้ บริหารงานก็ไม่เป็น ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคนไทยหลายๆคนไว้ใจคนพวกนี้  นี่แหละถึงบอกว่าการศึกษานั้นสำคัญมาก ต้องช่วยให้คนได้มีโอกาสทางการศึกษามากขึ้น ทีวีควรจะนำเสนอความรู้โดยอาจจะอาศัย ช่วงเวลาไม่มาก หรือรัฐบาลควรส่งเสริม e-learning ให้มากขึ้น เพื่อจะได้ช่วยให้คนไทยได้เรียนรู้มากขึ้น ปรับตัวกับสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงของโลก ตรงนี้มันจะช่วยได้เห็นสิ่งที่แตกต่าง ไม่ใช่มองกันแค่ อำนาจ กับ ความร่ำรวยเท่านั้น มีคำถามอีกมั๊ยครับ 

Q:            เย็นนี้กินข้าวกับอะไรน้อง                                                             

AJ:           ฮะฮ่า สงสัยมาม่าครับ ผมขี้เกียจ มีหมูบด มาม่า และ เห็ดอยู่   

นี่ก็เป็นการสนทนาแบบสั้นๆที่จบลงด้วย AJ ต้องไปทำมาม่าหมูสับกินเอง ก็เป็นอีกมุมและแนวคิดของนักศึกษาปริญญาเอก ที่อาจจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านได้บ้าง ก็ได้แต่หวังและอวยพรขอให้น้องประสปความสำเร็จในชีวิต และผลิตปัญญาชนที่มีคุณภาพให้เท่าเทียมประเทศอื่น อ้อ ถ้ามีเหตุการณ์การบ้านการเมือง ที่นักวิชาการต้องเลือกข้างด้วยแล้ว ก็อย่าไปสนับสนุนนายกพระราชทาน บังคับประชาชนให้รับรัฐธรรมนูญที่ร่างจากเผด็จการ เพราะมันเป็นสิ่งที่ประเทศประชาธิปไตยเขาไม่ทำกัน โชคดีนะ                    

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: