“ดร.โกร่ง” วิกฤติบาทแข็ง วัดกึ๋นรัฐบาลเต่า

พีทีวี

นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) กล่าวถึงกรณีการบริหารงานด้านเศรษฐกิจของคณะรัฐบาลที่ประสบความล้มเหลว อย่างเช่นในกรณีค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มว่าจะแข็งค่าขึ้นทุกวัน แต่ยังไม่มีรัฐมนตรีคนไหนจะออกมาแสดงถึงศักยภาพหรือแสดงให้ประชาชนและนักลงทุน เห็นว่าคณะรัฐบาลจะดำเนินการแก้ไขได้“เมื่อมองจากภาพรวมแล้ว หากเศรษฐกิจยังแย่แบบนี้อย่างต่อเนื่องก็คงจะกลับไปสู่ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 อีกครั้ง และหากเป็นอย่างนั้นจริงผู้ที่ต้องได้รับความเดือดร้อนก็คงต้องเป็นประชาชน โดยเฉพาะผู้ประกอบกิจการต่างอาจจะต้องปิดตัวลงไปตามๆกัน ปัญหาที่ตามมาอีกก็คงเป็นหาการว่างงาน”นายก่อแก้ว ยังกล่าวถึงการทำงานของคณะรัฐบาล โดยเฉพาะหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรงของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง ที่คิดจะดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างล่าช้าและไร้ประสิทธิภาพ ทั้งๆที่มีนักวิชาการได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่างๆนาๆแต่รัฐบาลก็ยังปากแข็งคิดว่าจะแก้ปัญหาได้ขณะเดียวกัน นพ.เหวง โตจิราการ กล่าวว่า ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อว่า เงินบาทจะแข็งค่าแตะถึง 30 บาทต่อดอลลาร์ และหากรัฐบาลยังโยนให้ภาคส่งออกเป็นผู้แก้ไขปัญหารับรองว่าประเทศไทยต้องประสบกับการหายนะอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม หากจะพูดถึงการทำงานของนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ก็เห็นได้ชัดเจนว่าไม่มีประสิทธิภาพที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ และเห็นว่าควรจะปลดออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯธปท.ได้แล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้มีการเสนอให้มีมาตรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและมาตรการอื่นที่เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทในขณะนี้ แต่ผู้ว่าฯธปท.กลับคัดค้านและไม่นำมาตรการดังกล่าวมาใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

”ความจริงแล้วมาตรการแก้ปัญหาค่าเงินบาทนั้นไม่ควรตั้งเป้าไว้ที่ 36 บาทต่อดอลลาร์ แต่ควรจะปล่อยให้เป็นไปตามศักยภาพของสถานการณ์ค่าเงินบาท” นพ.เหวง กล่าวในตอนท้าย

ไทยรัฐ

ในงานสัมมนาหัวข้อเรื่อง “วิกฤติค่าเงินบาท : ปัญหาและแนวทางแก้ไข” ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์  ได้เชิญ 2 นักเศรษฐศาสตร์ชั้นแนวหน้าของไทย คือ นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี และนายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการ ธสน. มาให้ความเห็น วานนี้ (17 ก.ค.) ปรากฏว่าได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากสื่อมวลชนและผู้เกี่ยวข้อง  

ทั้งนี้   นายวีรพงษ์กล่าวว่า ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในระบบเศรษฐกิจ เพราะเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลไปถึงผู้ผลิตสินค้า และเกษตรกรชาวไร่ชาวนาในประเทศด้วย 

“ประเทศเล็กๆที่ไม่มีทรัพยากรมากมาย ไม่มีน้ำมัน อย่างประเทศไทยนั้น การส่งออกเป็นความสำคัญยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ทางการกลับปล่อยปละละเลยอัตราแลกเปลี่ยน จึงทำให้เกิดปัญหาสะสมมาตลอด 2 ปี การที่ผมต้องออกมาพูดในครั้งนี้ หลังจากที่หยุดพูดเป็นเวลา 8 เดือน ก็เพราะเห็นว่า   หากรัฐบาลโดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรีเอง   ไม่ลงมากำกับดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง คงปล่อยให้เป็นหน้าที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเพียงลำพังคนเดียว    ไม่สามารถแก้ไขได้    เพราะค่าเงินบาทเป็นปัญหาระดับชาติ”

วิกฤติเศรษฐกิจจะเกิดเร็วๆนี้ นายวีรพงษ์กล่าวถึงการให้สัมภาษณ์ของบางคนที่ระบุว่า ค่าเงินบาทเป็นปัญหาระยะสั้น  คงจะลืมไปว่า  ระยะสั้นหลายๆระยะสั้นติดต่อกัน  ก็กลายเป็นระยะยาวได้ เมื่อระยะสั้นมีปัญหา ระยะยาวก็จะมีปัญหาเช่นกัน จึงไม่ ต้องการให้เกิดการส่งสัญญาณผิดๆ  “เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 ก.ค. ก็มีนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มหนึ่งออกมาให้ความเห็น และเสนอแนวทางแก้ไขค่าเงินบาทไปแล้ว และวันรุ่งขึ้น กกร. (คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน) ก็ออกมาเสนอแนวทางแก้ไขค่าเงินบาทรวม 7 มาตรการ ส่วนวันที่ 17 ก.ค. ทางอุตสาหกรรม 35 กลุ่ม ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ก็มีการหารือถึงเรื่องค่าเงินบาท นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า ค่าเงินบาทเป็นปัญหาระดับชาติที่ต้องรีบแก้ไข” 

อดีตรองนายกฯกล่าวด้วยว่า เงินบาทที่แข็งค่าในช่วงที่ผ่านมา ได้ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กๆ ต้องปิดตัวไปหลายรายแล้ว แต่ที่มองไม่เห็นก็เพราะทยอยปิดกิจการตั้งแต่ปีที่แล้ว แรงงานก็ตกงานมากขึ้น    และหนี้ของโรงงานก็จะกลายมาเป็นหนี้ของสถาบันการเงินในที่สุด หากยังเป็นเช่นนี้ต่อ ก็จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งที่ 2 ซึ่งครั้งแรกคิดว่า จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ แต่พอเห็นค่าเงินบาทแข็งขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 33 บาท ก็คิดว่า วิกฤติเศรษฐกิจน่าจะเกิดในเร็วๆนี้ และขณะนี้ก็มีการต่อสู่กันอย่างหนัก จึงจำเป็นต้องเสนอมาตรการที่รุนแรง แต่ ธปท.ต้องกล้าหาญที่จะเบรก หรือหยุดการแข็งค่าของเงินบาทในฉับพลัน

ให้  ธปท.ลดดอก  1-1.50% สำหรับมาตรการที่นายวีรพงษ์ เสนอต่อรัฐบาลมี 2 เรื่องใหญ่ๆด้วยกัน คือ 1. ให้ ธปท.ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 1-1.50% ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันนี้ (18 ก.ค.) เพื่อลดภาระดอกเบี้ยที่เกิดจากการออกพันธบัตรระดมเงินบาท ส่วนการแทรกแซงค่าเงินบาทที่หลายคนมองว่า ธปท.จะขาดทุน ก็ไม่จริง เพราะหาก ธปท.แทรกแซงจนทำให้ค่าเงินบาทอ่อนได้สำเร็จ ธปท.ก็จะมีกำไร และประเทศไทยไม่มีวันพังจากการซื้อดอลลาร์สหรัฐฯไว้เป็นจำนวนมากๆ เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐฯในกระเป๋า ธปท.ถือเป็นทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ที่สามารถนำไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือตราสารหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยไทยในตลาดโลกได้ เช่น ซื้อตลาดตราสารหนี้สหรัฐฯ เหมือนกับที่จีนนำทุนสำรองไปซื้อตราสารหนี้สหรัฐฯ เป็นต้น 

“การแทรกแซงค่าเงินบาทที่แข็งให้อ่อนลง ไม่ได้ทำให้เงินหมดหน้าตัก เหมือนวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 แต่วิธีการของ ธปท.ในการแทรกแซงให้ค่าเงินบาทอ่อนต้องมีความแรง และต้องใช้เงินในปริมาณที่มากเพียงพอ ขณะที่กระทรวงการคลังต้องไม่รีรอในการอนุมัติให้  ธปท.ออกพันธบัตรเพื่อดูดซับสภาพคล่อง หากวงเงินที่ ธปท.ขอออกพันธบัตรไป 400,000 ล้านบาทไม่พอ ก็ต้องอนุมัติวงเงินเพิ่มเติมให้ทันที ซึ่งประเด็นนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ อาจจะออกมาด่าไทย เพราะนักลงทุนวอลล์สตรีทไม่ได้กำไรจากกลไกตลาด แต่ก็ไม่เป็นไร” ส่วนเรื่องที่ 2 คือ รีไฟแนนซ์หนี้เงินกู้ต่างประเทศของเอกชน รัฐบาล และรัฐวิสาหกิจให้เป็นเงินบาทในประเทศ  พบว่า ในทุนสำรองที่มีอยู่ 73,000 ล้านเหรียญนั้น เป็นหนี้ของเอกชนอยู่ 60,000 ล้านเหรียญ หากดอกเบี้ยในประเทศถูกกว่าต่างประเทศ ภาคเอกชนที่มีหนี้เป็นเงินต่างประเทศก็จะรีไฟแนนซ์มาเป็นเงินกู้ในประเทศโดยไม่ต้องออกมาตรการใดๆ ขณะที่หนี้ต่างประเทศของรัฐบาล และรัฐวิสาหกิจที่มีอยู่ราว 13,000 ล้านเหรียญนั้น นายกฯต้องลงมากำกับดูแลด้วยตนเองเพื่อให้การรีไฟแนนซ์เป็นไปด้วยความราบรื่น   เพราะรัฐวิสาหกิจไม่ได้ขึ้นตรงกับกระทรวงการคลังเพียงหน่วยงานเดียว 

สำรอง  30%  บิดเบือนตลาด “ค่าเงินบาทที่มีความเหมาะสมกับเศรษฐกิจ    และทำให้ผู้ส่งออกอยู่ได้คือ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ไม่ใช่ 33 บาท ดังนั้น การลดอัตราดอกเบี้ยลงแรงๆ แบบที่ตลาดไม่ได้คาดการณ์ จะสามารถหยุดยั้งการเทขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และเงินทุนไหลเข้าได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีมาตรการใดออกมา”  สำหรับการผ่อนปรนให้นักลงทุนไทยไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ หรือส่งเสริมให้นักลงทุนไทยไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศนั้น    คงไม่มีนักลงทุนไทยรายใดกล้าไป เพราะหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปอีก ก็ยิ่งขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน “นักลงทุนรายใดที่ถือเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้หากยังถืออยู่อีกก็ขาดทุนไปแล้ว   20% และไม่มีการลงทุนที่ใดในโลกที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 20% ส่วนมาตรการสำรอง 30% และ Fully Hedge ของ ธปท.ควรยกเลิกไปอย่างยิ่ง เพราะทำให้ตลาดถูกบิดเบือน เนื่องจากเป็นมาตรการที่ไม่เท่าเทียมกัน ตลาดหุ้นไม่ต้องสำรอง แต่ตลาดตราสารหนี้ต้องสำรอง เป็นต้น”

ขณะที่นายณรงค์ชัยกล่าวว่า การลดอัตราดอกเบี้ยลง 1-1.50% อาจมีความรุนแรงมาก และส่งผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้ และการออมของประชาชน แต่ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะหากไม่ลดดอกเบี้ยมาลงแรงๆ เงินบาทก็จะแข็งขึ้นไป จนกลายเป็นวิกฤติงบดุลของบริษัท ซึ่งหมายถึงการขาดทุนของบริษัทเอกชน   ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 ที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไขเป็น 10 ปีก็ยังแก้ไม่หมด ข้อเสนอของนายวีรพงษ์ จึงเป็นข้อเสนอที่ดีที่สุด เพราะสามารถเบรกไม่ให้เงินบาทแข็งขึ้นได้ ทั้งยังทำเงินบาทอ่อนลงด้วย ส่วนผลกระทบอื่นๆค่อยๆแก้ไขทีละ ประเด็น   เพราะลักษณะการแก้ไขง่ายกว่า   ขณะที่รัฐบาลต้องเร่งให้เกิดการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์โดยเร็วด้วย.  

ทีมการเมืองไทยรัฐ ได้กล่าวไว้ให้คิดในช่วงสุดท้ายถึงพรรคประชาธิปปัตย์ทีกำลังแต่งองค์ทรงเครื่อง เข้าเป็นรัฐบาลที่ไม่ต้องใช้แรงอะไรมากมาย ไว้ว่า 

“……แน่นอนโดยจุดได้เปรียบที่พรรคประชาธิปัตย์อยู่ในฐานะไร้คู่แข่ง กลายเป็นตัวยืนจัดตั้งรัฐบาล “เทพเทือก” รีบเปิดจุดขายทีมเศรษฐกิจเพื่อโกยแต้ม ก็ถือว่าเข้าจังหวะพอดี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” น่ะ อยู่ใกล้ฝันแค่เอื้อม แต่มันก็น่าเสียวไส้แทนเหมือนกัน ในสถานการณ์วิกฤติหนักหนาสาหัสสากรรจ์ขนาดที่ซาร์เศรษฐกิจระดับ “ด็อกเตอร์โกร่ง” ต้องโดดออกมาร่วมวงทั้งๆที่ไม่มีใครเชิญ คนมีกึ๋นยังเหนื่อยที่จะยื้อวิกฤติเศรษฐกิจไทย ณ คาบนี้ นับประสาอะไรกับพวก “กึ๋นไม่ถึงขั้น” ไม่เจ๋งจริงสมราคา บางที วันที่ “อภิสิทธิ์” ถูกอุ้มขึ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี คนที่ 25 ของประเทศไทย ก็อาจเป็นสถานการณ์ที่ฝรั่งพูดกันว่า “Begining Of The end” จุดเริ่มต้นของบทอวสาน.  

เขียนใน Economics. Leave a Comment »

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: