หมัดเหล็ก “ตัวจริงชัดเจน”

“หมัดเหล็ก” ไทยรัฐ ได้เขียนไว้ตรงเป้าตรงประเด็นอย่างเคย

การตัดสินใจต่อทิศทางการเมืองของ กลุ่มไทยรักไทยเดิมหรือพรรคพลังประชาชน โดยมอบตำแหน่งผู้นำให้กับ คุณสมัคร สุนทรเวช และมีแกนนำพรรคคนสำคัญของขั้วอำนาจเก่าหลายคน

ไม่ว่าจะเป็น คุณยงยุทธ ติยะไพรัช หรือ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ร่วมเป็นแกนนำในครั้งนี้ถือเป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนไม่ต้องไปพูดเรื่องนอมินีระบอบทักษิณ หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตผู้นำกันให้เมื่อยตุ้ม

จะว่าเป็นการรื้อฟื้นอำนาจเก่าก็ไม่ผิด จะเป็นการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณก็ว่าได้แล้วถามว่าผิดอะไร ผิดกฎหมายข้อไหน หรือ รัฐธรรมนูญมาตราไหนห้ามเอาไว้หรือไม่ ก็ไม่มีคำตอบที่เป็นรูปธรรม

ตรงข้ามกลับเป็น สิทธิอันชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยด้วยซ้ำไปแน่นอนว่า ประชาชนส่วนหนึ่งก็ยังรักยังศรัทธาระบอบทักษิณ เป็นจำนวนมากซะด้วย

ตั้งคำถามพร้อมๆกันว่า ระบอบทักษิณไม่ดีตรงไหน ก็คงตอบลำบากดังที่ผมจะยกตัวอย่างจากจดหมายฉบับนี้ มาจาก จ.ลำปาง ใช้ชื่อจริง นามสกุลจริง เนื้อหามีอยู่ว่า “ลูกได้รับทุนการศึกษาของเด็กนักเรียนยากจนปีละ 3 พันบาท พอเป็นค่าเสื้อผ้า ค่าอาหาร แต่รัฐบาลนี้เข้ามา ก็งดหมด เดือดร้อนมากๆถึงจะเลือกตั้งกี่ครั้งจะเลือกแต่พรรคที่มีนโยบายของไทยรักไทย หลายเรื่องมีแต่ท่านนายกฯทักษิณ ที่มีนโยบายช่วยได้ เช่นพักหนี้ ธ.ก.ส. กองทุนหมู่บ้าน เอสเอ็มแอล เสียดายถูกรัฐบาลนี้เลิกหมดปัจจุบันเช่าที่ราชพัสดุอยู่ทำเรื่องกู้นำทรัพย์สินมาเป็นทุนก็ทำไม่ได้ ที่เขียนมานี้เป็นความในใจที่อยากจะเขียนบอกไปถึงรัฐบาลและ คมช.และคิดว่าวันใดวันหนึ่งไทยรักไทยคงกลับมาอีก”

นี่กระมังที่เป็นคำตอบว่าทำไมระบอบทักษิณจึงยังอยู่ผมเคยเกริ่นไปหลายครั้งว่า ถ้ารัฐบาลและ คมช.รู้จักคิดใหม่ทำใหม่ ให้โอกาสและความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แล้วปล่อยให้ ประชาชนส่วนใหญ่ ของประเทศ เป็นผู้เลือกเอง จะดีกว่าอย่าไปคิดแทนประชาชน

ยิ่งรัฐบาลและ คมช. คิดแต่จะหักด้ามพร้าด้วยเข่า ก็จะไม่ได้อะไรเลย มีแต่ความสูญเสียและหายนะของประเทศ ปัจจัยหลายอย่างที่ปรากฏในขณะนี้ แม้รัฐบาลและ คมช.คิดจะเอาชนะในสนามการเมือง ก็คงเป็นเรื่องยาก

ดีไม่ดีเจอสองเด้งทั้งขั้วอำนาจเก่าและประชาชนที่ไม่เอาเผด็จการ ผมห่วงแต่ว่า เมื่อรัฐบาลและ คมช.ถึงทางตันจะตัดสินใจคิดสั้นขึ้นมาอีกครั้ง นอกจากจะฆ่าตัวตายแล้วยังประหารชีวิตประเทศไทยไปพร้อมกันด้วย. 

“สมัคร” รับหัวหน้า พปช. อย่างคึกคัก

บางกอกทูเดย์-พรรคพลังประชาชนคึกคัก หมอเลี๊ยบนั่งเลขาธิการพรรค

บรรยากาศการประชุมดีเบตพรรคพลังประชาชน ที่โรงแรม เซ็นทารา แกรนด์ ในเช้าวันที่ 24ส.ค.ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากบรรดาอดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทยจำนวนมาก แต่สื่อมวลชนไม่ได้รับการอนุญาตให้เข้าร่วมสังเกตการณ์ในห้องประชุมด้วย

ซึ่งการประชุมเริ่มอย่างเป็นทางการตั้งแต่เวลา 10.00 น. โดยมี น.ส.สุภาภรณ์ เทียนแก้ว ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชาชน ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ทั้งนี้ การโหวตผู้ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคและตำแหน่งต่างๆ จำนวนทั้งสิ้น120 คน โดยตัวแทนพรรคพลังประชาชนเดิมจำนวน 40 คน และตัวแทนจากพรรคไทยรักไทยเดิม 80 คน โดยผลคะแนนออกมาปรากฏว่า นายสมัคร ได้รับ80 คะแนน ขณะที่ พ.ต.ท.กานต์ ได้รับ 33 คะแนนงดออกเสียง 2 คะแนน และไม่เข้าร่วมประชุม 5 คน

สำหรับรายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนนั้น หัวหน้าพรรค คือ นายสมัคร สุนทรเวช มีรองหัวหน้าพรรค 10 คน โดยอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทยร่วมเป็นรองหัวหน้าพรรค อาทิ นายยงยุทธ ติยะไพรัช, นายไชยา สะสมทรัพย์,นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์, น.พ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์, พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ อดีต ผบ.สส,.พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว เป็นต้น โดยมี น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นเลขาธิการพรรค รศ.ชูศักดิ์ศิรินิล และ นายนพดล ปัทมะ เป็นรองเลขาธิการพรรค และ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง เป็นโฆษกพรรค

ด้าน น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2550 พรรคพลังประชาชน ว่า ที่ประชุมได้มีมติย้ายที่ทำการพรรคพลังประชาชนจากดอนเมือง ไปใช้อาคารไอเอฟซีที ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ เพื่อสานต่ออุดมการณ์และนโยบายของพรรคไทยรักไทย หากใครจะบอกว่า พรรคพลังประชาชนเป็นเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทยนั้นก็ไม่ปฏิเสธ ซึ่งพรรคพลังประชาชนก็ยินดีที่จะสานต่อ ซึ่งขณะนี้ เราก็มีอดีต ส.ส. มาร่วมงานการเมืองกับพรรคประมาณ 270 คน ก็ถือเป็นนิมิตหมายอันดี แต่ก็ยังไม่ได้ตั้งเป้าว่า หลังการเลือกตั้งแล้ว จะได้รับเลือกให้เป็น ส.ส.
จำนวนเท่าไรพร้อมกันนี้

น.พ.สุรพงษ์ เปิดเผยว่า นอกจากการสรุปผลการประชุม และเสนอรายชื่อกรรมการบริหารพรรคใหม่เพื่อให้ กกต.รับรองแล้ว ทางพรรคได้มอบหมายฝ่ายกฎหมาย ดำเนินการเปลี่ยนแปลงสัญลักษณ์ (โลโก้) พรรค เพื่อยื่นเรื่องต่อ กกต. ด้วยด้าน

นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีในการรวมตัวกันของ 2 พรรคการเมือง คือ พรรคพลังประชาชนและพรรคไทยรักไทยเดิม

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ไม่ใช่เป็นนอมินีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยเนื่องจากนายสมัครมีความเป็นตัวของตัวเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางพจนีย์ ณ ป้อมเพชร มารดาคุณหญิง พจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ในการประชุมพรรคพลังครั้งนี้ จนถึงเวลา 11.30 น. โดยได้นั่งรถเข็นสำหรับผู้สูงวัย ซึ่งมีแกนนำ อดีต ส.ส. และเจ้าหน้าที่กลุ่มไทยรักไทย จำนวนมากเข้ามาทักทาย

ซึ่งนางพจนีย์มีสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลาทั้งนี้ นางพจนีย์ กล่าวว่า ไม่ทราบว่าคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จะกลับเมืองไทยเมื่อใด ซึ่งที่ผ่านมา ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กันบ่อยครั้งตนเองก็ได้ให้กำลังใจไป แต่ไม่ได้บอกอะไรมากเพราะโตๆ กันแล้ว และตนเองก็ไม่รู้เรื่องคดีความต่างๆ ด้วย

แฉความจริงเศรษฐกิจไทย

 ทีมเศรษฐกิจไทยรัฐ”แฉความจริง”

นับแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปี พ.ศ. 2550 ผ่านการลงประชามติจากประชาชน จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง ลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯให้มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมาคนไทยทุกคนต่างก็มุ่งหวังให้ “การเลือกตั้งทั่วไป” เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ประเทศกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจประเทศที่อยู่ในภาวะทรุดตัวลงอย่างไม่ควรจะเป็นให้กลับมาขยายตัวได้อีกครั้งหากไม่มีอะไรผิดพลาด

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้สัญญาว่า การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นแน่นอนในวันที่ 23 ธ.ค. 2550 หรืออีก 4 เดือนนับจากวันนี้ไปแต่ในขณะที่คนไทยกำลังฝากความหวังไว้กับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปลายปีนี้ว่า จะเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์หรือไม่

ทีมเศรษฐกิจ ขอนำเสนอผลการตรวจเช็กชีพจรเศรษฐกิจ ทั้งในระดับมหภาค และจุลภาค ซึ่งเจาะลงลึกไปถึงผลประกอบการของแต่ละภาคธุรกิจที่ล้วนอยู่ในขั้นน่าวิตกทั้งนี้ ก็เพื่อสะท้อนให้รัฐบาลได้มองเห็นปัญหา และตระหนักว่า การเข้ามาทำหน้าที่เพียงเพื่อเป็นรัฐบาลขัดตาทัพ หรือลอยตัวอยู่เหนือปัญหาอย่างที่ผ่านๆมานั้นนอกจากจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์โภชผลแก่ประเทศชาติ และคนไทยโดยรวมแล้วยังอาจสร้างปัญหา และความเสียหายแก่เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไทยอย่างไม่ควรจะเป็นอีกด้วย

ที่สำคัญ ความไม่รู้ ไม่เข้าใจ และไม่สามารถหยั่งรากลึกถึงปัญหาของชาติได้ ยังมีผลให้ความเชื่อมั่นของประชาชน ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ค.ที่ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 4 ปี และต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 ที่ระดับ 72.7

อสังหาฯ-ก่อสร้าง

ทรุดชีพจรของเศรษฐกิจไทย 6 เดือนแรกของปี ยังอยู่ในสภาพไข้หนัก เพราะนอกจากการใช้จ่ายภาคเอกชนที่ติดลบ 0.2% และการลงทุนภาคเอกชนที่ติดลบ 3.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อนแล้ว การท่องเที่ยวที่เคยเป็นรายได้หลักของไทยขยายตัวเพียง 3.9% จากความไม่มั่นใจในความปลอดภัยของประเทศขณะที่การค้าการขายเริ่มฝืดเคือง เห็นได้ชัดเจนจากยอดค้าปลีกที่ติดลบ 2% จากระยะเดียวกันของปีก่อน ยอดขายรถยนต์ติดลบ 12% ขณะที่ยอดขายจักรยานยนต์หดตัวลง 22% ยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์ลดลง 7% ในครึ่งปีแรก ขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่มเก็บได้ลดลงจากปีก่อนตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา 

บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างปูนซิเมนต์ไทย เผยผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปี พบว่า ยอดขายและกำไรลดลงอย่างน่าใจหาย กำไรสุทธิลดลง 1% จากที่เคยมีกำไร 17,028 ล้านบาท ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานลดลง 13% และยังคาดว่าผลการดำเนินงานสิ้นปีจะพลาดเป้าที่ตั้งไว้ 250,000 ล้านบาท

ด้วยผลจากปัญหาการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท และปัญหาการจำหน่ายในประเทศที่ลดลง จากผลของการก่อสร้างภาคเอกชนและภาครัฐที่เผชิญกับภาวะหดตัวอย่างรุนแรง ทำให้ยอดขายผลิตภัณฑ์หลักลดลงทุกกลุ่ม อาทิ ปูนซีเมนต์ไตรมาส 2 ลดลง 4% ขณะที่ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ยอดขายในประเทศหายไปถึง 20% โดยเฉพาะกลุ่มหลังคา, เซรามิก, สุขภัณฑ์ใช้ในบ้านเรือน ขณะที่กลุ่มกระดาษ แม้ยอดขายจะเพิ่ม แต่ผลกำไรลดลงถึง 38%

สอดคล้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังประสบปัญหา บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่มีกำไรลดลงแทบทั้งสิ้น ผลจากผู้บริโภคยังลังเลไม่กล้าตัดสินใจซื้อ ยอดการขายบ้านและคอนโดชะลอตัวลง ขณะที่ต้องแบกภาระต้นทุนการจัดการโครงการที่ยังขายไม่ได้ และค่าใช้ จ่ายการทำตลาด แข่งขันที่รุนแรงขึ้นบริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เผยผลประกอบการว่าไตรมาส 2 ปีนี้ บริษัทมีกำไรรวม 699 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 726 ล้านบาท ขณะที่ 6 เดือนแรก มีกำไรรวม 1,229 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่มีกำไร 1,438 ล้านบาท ขณะที่บริษัทแสนสิริ ไตรมาส 2 มีกำไร 46 ล้านบาท ลดลงจากที่มีกำไร 101 ล้านบาท ขณะที่ 6 เดือน มีกำไร 87 ล้านบาท ลดลงจากที่มีกำไร 236 ล้านบาท

รากหญ้าสะดุดหยุดใช้จ่าย

การชะลอตัวของเศรษฐกิจครั้งนี้ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับผู้คนระดับรากหญ้า

ธุรกิจยักษ์ใหญ่ในเครือสหพัฒน์ฯ ซึ่งขายสินค้าอุปโภคบริโภคจึงได้รับผลกระทบโดยตรง ปีนี้เครือสหพัฒน์ฯต้องใช้กลยุทธ์การตลาดที่ติดลบ (ไมนัสมาร์เก็ตติ้ง) โดยปรับลดเป้ายอดรายได้รวมของกลุ่มฯลงเป็นติดลบ 5% จากเดิมที่ตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่องมากกว่า 10% ต่อปีซึ่งไม่เคยทำมาก่อนในรอบ 60 ปีที่ดำเนินธุรกิจมา แม้แต่ปี 2540 ยังทำแค่ใช้กลยุทธ์ ซีโร่มาร์เก็ตติ้ง หรือประคองรายได้ไม่ให้ตกหรือเติบโต 0%โดยปีนี้คาดว่ายอดรายได้โดยรวมของทั้งเครือจะไม่ถึง 130,000 ล้านบาท

เพราะแค่เพียง 5 เดือนแรกของปี การใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลงอย่างมาก ยอดขายสินค้าของบริษัทในเครือฯลดลง โดยกลุ่มสินค้าอุปโภค เช่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ยอดขายตกรูดถึง 20-30% แต่ยอดขาย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่ากลับโตเพิ่มขึ้นถึง 10-15% ส่งผลให้ผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 50 บริษัทฯมียอดขายต่ำกว่าเป้าหมาย 5-6% ซึ่งเป็นผลจากยอดขายในห้างสรรพสินค้าลดลงกว่า 10-20%

ขณะที่กลุ่มบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (ซีพีเอฟ) แค่เพียงครึ่งปีแรก ผลการดำเนินงานของทั้งกลุ่มก็ติดลบถึง 111% จากที่เคยมีกำไรสุทธิถึง 1,573 ล้านบาท ส่งผลให้ผู้ถือหุ้นหมดสิทธิ์รับเงินปันผล แต่หากคิดงบการเงินเฉพาะกิจการ ไตรมาส 2 มีกำไรสุทธิ 550 ล้านบาท ลดลง 74% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,133 ล้านบาท โดยคาดรายได้ส่วนใหญ่จะมาจากกิจการที่ไปลงทุนในต่างประเทศ มิใช่การบริโภคภายในประเทศ

ส่งออกกระอักพิษบาทแข็ง

หลังจากที่ปล่อยให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่องนับจากปี 2549 เป็นต้นมา จนกระทั่งถึงกลางปี 2550 ที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นไปมากกว่า 23%

ในที่สุด ผู้ส่งออกก็ทนพิษของการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่ไหว ทำให้ต้องลดการส่งออกลง และผ่องถ่ายคำสั่งซื้อไปยังประเทศอื่นแทนดังจะเห็นได้จากตัวเลขการส่งออกในเดือน ก.ค.ที่ขยายตัวต่ำสุดในรอบ 29 เดือน หรือขยายตัวเพียง 5.9% ในมูลค่า 11,801.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯเฉพาะตลาดสหรัฐฯซึ่งเป็นตลาดหลักของประเทศไทย ลดลงถึง 13.6% ส่งผลให้การส่งออกที่รัฐบาลคุยฟุ้งว่าน่าจะขยายตัวต่อเนื่องอีกปี มีแนวโน้มว่าจะไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ 15% ในมูลค่า 149,000 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 5.1 ล้านล้านบาท (34.50 บาทต่อดอลลาร์)

นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสหลายคนเตือนรัฐบาลมาตลอดเวลาว่า ถ้าไม่ขวนขวายหามาตรการให้ค่าเงินบาทอ่อนตัว ลงในระดับที่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆในเวทีการค้าโลกได้ ที่สุดผู้ส่งออกก็จะขยาดกับการขาดทุน และชะลอการส่งออกลง ซึ่งเมื่อถึงสภาพการณ์เช่นว่า ภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคการเกษตรก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย

ขณะที่การส่งออกเป็นภาคเดียวที่ทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศยามนี้โดยหากพิจารณาสถิติของกรมโรงงาน จะพบว่า มีโรงงานที่ปิดกิจการตัวเองเพราะพ่ายพิษเศรษฐกิจไปแล้วจำนวนมากแค่เพียง 6 เดือนแรกของปี มีโรงงานที่เลิกกิจการแล้วทั้งสิ้น 1,254 ราย คิดเป็นเงินลงทุน 94,861 ล้านบาท คนงานที่ถูกเลิกจ้าง 35,614 คนผู้ประกอบการทั้งกลุ่มสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และรองเท้า ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า โรงงานขนาดเล็กได้ทยอยปิดกิจการไปแล้วจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มสิ่งทอพบว่า ตั้งแต่ต้นปีนี้ปิดกิจการแล้วเกือบ 200 ราย

หากค่าเงินบาท ยังแข็งค่าต่อไปเรื่อยๆ มีโอกาสที่จะปิดกิจการอีกมาก และแรงงานในอุตสาหกรรมนี้ประมาณ 2 ล้านคนจะได้รับความเดือดร้อน ส่งผลต่อเนื่องให้เกิดปัญหาสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

บลูชิพหุ้นไทยกำไรลด

ถ้าจะดูผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ก็จะพบว่า ในงวด 6 เดือน สิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2550 บริษัทจดทะเบียน 469 แห่ง จากทั้งสิ้น 492 แห่ง ที่นำส่งงบการเงิน มีผลกำไรสุทธิลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนถึง 47,674 ล้านบาท หรือลดลง 17%โดยมีผลกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 229,403 ล้านบาท

ในจำนวนนี้ 367 บริษัท ที่มีกำไรสุทธิ ส่วนอีก 102 บริษัทขาดทุน ขณะที่ผลการดำเนินงานโดยรวมในสิ้นไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ มีกำไรสุทธิ 114,578 ล้านบาท ลดลง 10% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน สาเหตุสำคัญมาจากต้นทุนการขายที่เพิ่มขึ้น ประกอบกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดลง ซึ่ง เป็นผลมาจากเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องรวมถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินมีการตั้ง สำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ต้องการให้สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศใหม่ (IAS 39) ที่นำมาใช้

ยอดสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์จึงขยายตัวเพียง 3.5% แต่กลับมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของลูกหนี้รายใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 63,000 ล้านบาทส่งผลไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา มีกำไรลดลง 54% ธนาคารพาณิชย์หลายธนาคารเปลี่ยนจากการโชว์ผลกำไรเป็นขาดทุน

โดยธนาคารพาณิชย์ที่ขาดทุนสูงสุดในระบบคือ กรุงศรีอยุธยา 8,806.43 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสูงถึง 1,610.22 ล้านบาท ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ขาดทุน 206 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่มีกำไร 460 ล้านบาท ขณะที่ไทยธนาคาร ขาดทุน 68 ล้านบาทขณะที่กลุ่มทรัพยากรในหมวดพลังงาน สาธารณูปโภค และเหมืองแร่ กำไรลดลง 8% กลุ่มธุรกิจการเงิน และประกันภัย กำไรลดลง 48% กลุ่มบริการ การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ กำไรลดลง 23% ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยี และการสื่อสาร กำไรลดลง 26% กลุ่มเกษตร และอุตสาหกรรมอาหาร กำไรลดลง 44% ส่วนกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กำไรลดลง 31%

งบรัฐฝืดไม่จ่ายไม่ลงทุน

หันมาดูการใช้จ่ายของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจต่างๆที่พอจะ พึ่งพาอาศัยให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้าได้ยามที่ภาคการส่งออกชะลอตัว เอกชนโดยทั่วไปชะลอการลงทุน และประชาชนขาดความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย แต่ก็ต้องผิดหวังอีกเมื่อกระทรวงการคลังพบว่า นอกจากการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2550 จะล่าช้าไปจากงบประมาณปีปกติ 3 เดือน หรือมีเวลาให้เบิกจ่ายได้เพียง 9 เดือน

เนื่องจากมีการปฏิวัติรัฐประหารแล้วงบลงทุนที่จำเป็นของบรรดารัฐวิสาหกิจใหญ่ๆหลายแห่งยังมีการเบิกจ่ายต่ำกว่าประมาณการมาก ขณะที่เหลือเวลาอีกเพียง 3 เดือนก็จะสิ้นสุดปีงบประมาณนี้แล้วในรายงานของกระทรวงการคลังที่แจ้งต่อที่ประชุม ครม.เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ระบุว่า มีรัฐวิสาหกิจถึง 11 แห่ง ที่ต้องเร่งรัดเจ้ากระทรวงให้มีการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อการลงทุนตามแผนการที่วางไว้มากขึ้น

หลังจากที่หลายแห่งถูกเจ้ากระทรวงกระตุกขาเสียเอง หรือไม่ก็ไม่มีความชัดเจนในนโยบายการลงทุน เช่น การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) สามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้เพียง 220 ล้านบาท จากยอดที่ได้รับอนุมัติทั้งสิ้น 15,553 ล้านบาท ส่วนการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) มียอดอนุมัติทั้งสิ้น 25,348 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายไปเพียง 1,355 ล้านบาท เนื่องจากการก่อสร้างล่าช้ากว่ากำหนดมาก

ขณะที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เบิกจ่ายงบลงทุนไป 4,040 ล้านบาท จากยอดที่ได้รับ 16,672 ล้านบาท เนื่องจากการก่อสร้างส่วนต่อขยายเฟส 2 ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิถูกระงับไป และให้มีการไปใช้ท่าอากาศยานดอนเมืองแทน

นอกจากนี้ การจัดซื้อจัดจ้างยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องหลายขั้นตอนเช่นเดียวกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่เบิกจ่ายงบลงทุนได้ 4,120 ล้านบาท จากยอดที่อนุมัติ 26,361 ล้านบาท เพราะรถไฟฟ้าสายสีแดงยังอยู่ในขั้นตอนการจัดหาบริษัทรับเหมาก่อสร้าง

สำหรับบางโครงการอย่างโรงงานปิโตรเคมีของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ มูลค่า 100,000 ล้านบาท ก็มีอันต้องสะดุดไป เพราะถูกเจ้ากระทรวงระงับการลงทุน โดยเหตุที่มัวไปเชื่อเอ็นจีโอที่กล่าวหาว่ามาบตาพุดมีปัญหามลภาวะเกินกว่าค่ามาตรฐานนั่นเองเราได้แต่หวังว่า ผลการตรวจวัดชีพจรเศรษฐกิจข้างต้น จะทำให้รัฐบาลมองเห็นภาพรวมของปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ และสามารถบรรเทาผลกระทบที่อาจขยายวง กว้างออกไปได้ก่อนที่จะส่งมอบคืนให้แก่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอีก 4-5 เดือนข้างหน้า

ถึงรัฐบาลจะถูกเรียกขานว่าขิงแก่ แต่ในความแก่ ย่อมไม่มีใครแก่เกินจะเรียนรู้ และแก้ไข ที่สำคัญ ถึงจะแก่ แต่ก็ต้องทำงาน ถ้าไม่ทำ หรือเอาแต่นั่งนิ่งๆ ปล่อยให้ปัญหาขยายวงกว้างออกไปกลายเป็นความเสียหาย ที่สุด เราๆท่านๆก็คงจะหลีกไม่พ้นต้องขอเงินเดือนคืน. 

เขียนใน Economics. Leave a Comment »

ทีโอที จี้”สพรั่ง ลาออก ภายใน 7 วัน

โพสต์ทูเดย์-ทีโอที จี้”สพรั่ง ลาออก

นายนุกูล บวรสิรินุกุล รักษาการประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และประธานคณะกรรมการบริษัท ทีโอที ลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการทีโอที ซึ่งจะส่งผลให้คณะกรรมการทั้งหมดลาออกด้วย เนื่องจากการบริหารของบอร์ดชุดนี้ ทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงภายในองค์กร ทั้งในบอร์ดและผู้บริหารระดับสูง จนทำให้พนักงานขาดความเชื่อมั่น รายได้ถดถอยถึงร้อยละ 50 นับแต่คณะกรรมการฯ ชุดนี้เข้าบริหารตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และหากภายใน 7 วัน พล.อ.สพรั่ง และกรรมการทุกคนยังไม่ลาออก พนักงานจะชุมนุมขับไล่และปิดประตูไม่ให้เข้ามาทำงานในบริษัท

นอกจากนี้ สหภาพฯ ยังส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที และส่งหนังสือแจ้งให้ พล.อ.สพรั่ง รับทราบแล้ว นายนุกูล ระบุด้วยว่า ทีโอทีอยู่ในธุรกิจโทรคมนาคมที่มีการแข่งขันสูง บอร์ดจะต้องเข้าใจธุรกิจและสร้างรายได้ แต่บอร์ดชุดนี้กลับเน้นการจับผิดคณะผู้บริหารชุดเดิม ส่วนงานใหม่ที่ควรสร้างรายได้กลับไม่อนุมัติ ทั้งการจัดซื้อจัดสร้างอุปกรณ์เพื่อให้บริการประชาชน

อีกทั้งการตัดสินใจผิดพลาดเรื่องการปลดนายสมควร บรูมินเหนทร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ จนนายสมควร ร้องศาลปกครองกลางและมีคำสั่งคุ้มครองตำแหน่งในที่สุด ถือว่าเป็นสิ่งที่บอร์ดต้องรับผิดชอบ และพนักงานทีโอขอเรียกร้องให้ตั้งบอร์ดชุดใหม่ที่มีความรู้ด้านธุรกิจ และไม่ควรแต่งตั้งมากถึง 15 คน เหมือนบอร์ดชุดปัจจุบัน เพราะอุ้ยอ้ายเกิดความเห็นขัดแย้ง

ทั้งนี้ พรุ่งนี้ (24 ส.ค.) พนักงานทีโอทีจะใส่ชุดดำประท้วงการทำงานของบอร์ดที่ไม่มีความชัดเจน โดยจะทำหนังสือทวงถามต่อที่ประชุมประชุมบอร์ดในวันพรุ่งนี้ เวลา 11.30 น

Victory over Man United 1:0

city-won-mu.jpg

IHT 

MANCHESTER, England: With three shutout wins in three games, Sven-Goran Eriksson is back and already in first place in the Premier League.Sunday’s 1-0 victory over crosstown rival Manchester United was the perfect result for Man City’s new manager, who is casting off the reputation he tarnished during his stint as England coach.

Although the win capped City’s best start to a Premier League campaign, that couldn’t necessarily be detected on the face of the notoriously ice-cool Swede.“Of course I like the situation,” Eriksson said. “It’s quite a young and new team and this was a big test today. We can stand up to the champions — that’s important.”But Eriksson’s hastily assembled new recruits had to fight hard for the result, with United controlling the match and producing more scoring opportunities. 

City defender Micah Richards and young goalkeeper Kasper Schmeichel did much to stifle United’s relentless advance.City was rattled for the opening 30 minutes, with Nani coming close twice for the visitors and setting up Patrice Evra with a backheel. But Michael Johnson’s shot that went over the crossbar from long-range was the necessary spark to inspire City. Read the rest of this entry »

เขียนใน Sport. Leave a Comment »

นปก.ยุติชุมนุมยืดเยื้อ

ประชาไท 

แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)แถลงการณ์

วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2550

เรื่อง แนวทางการเคลื่อนไหวต้านเผด็จการ 

       จากการที่ผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 อย่างไม่เป็นทางการ ปรากฎว่า ผ่านความห็นชอบจากประชาชนด้วยคะแนน 60% ต่อ 40% โดยประมาณนั้น ทาง นปก.พบว่ากระบวนการลงประชามติครั้งแรกของประเทศไทยนี้ เต็มไปด้วยความด่างพร้อย ภายใต้กฎอัยการศึกเกือบครึ่งประเทศ ไร้ความเสมอภาคในการรณรงค์ มีการใช้กลไกของรัฐทุกรูปแบบ เต็มไปด้วยการโกหกหลอกลวง ข่มขู่และกดดัน  

       ผู้ที่มีส่วนได้เสียกับผลของรัฐธรรมนูญเป็นผู้ที่รับผิดชอบในการดำเนินการลงประชามติ รวมทั้งมีเงื่อนงำน่าสงสัยในการโกงการลงประชามติอย่างกว้างขวาง เพื่อผลักดันให้ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ผ่านความเห็นชอบจากประชาชนให้จงได้ นำไปสู่การฟอกตัวเองของฝ่ายเผด็จการ นอกจากนั้นประชาชนที่ลงมติเห็นชอบรัฐธรรมนูญจำนวนไม่น้อยที่ตัดสินใจรับร่าง รธน ด้วยเหตุผลเบื่อหน่ายการบริหารงานของ รัฐบาล และ คณะรัฐประหาร คมช  และ เชื่อว่า หากมีการรับร่าง รธน ฉบับนี้ จะเป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้ปัญหาที่เกิดจากคณะบุคคลเหล่านี้หมดไป หาใช่สนับสนุนร่าง รธน คมช ในเชิงเนื้อหา เพราะมีการแจกหนังสือร่าง รธน ถึงมือประชาชนเพียง 19 วันก่อนการลงประชามติ   

       นอกจากนี้ยังมีเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ นปก. ไม่สามารถยอมรับได้ เพราะมีจุดอ่อนมากมาย อาทิเช่น รับรองการรัฐประหารว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม สร้างความอ่อนแอให้กับระบบการเมืองและการบริหารประเทศ สถาปนาอำนาจอำมาตยธิปไตย และนำไปสู่การเป็นรัฐทหาร เปิดช่องให้มีการริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนผ่านกฏหมายความมั่นคงที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบันนี้  

       ในระหว่างที่ นปก. จะได้รวบรวมหาหลักฐานที่พิสูจน์การโกงการลงประชามติครั้งนี้ได้อย่างชัดเจน ซึ่งมีการแจ้งรายงานมาจากประชาชนจำนวนมากในความไม่ชอบมาพากลของฝ่ายรัฐ แต่เพื่อความสงบสุขของบ้านเมืองและเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง เพื่อคืนอำนาจอธิปไตยกลับคืนสู่ปวงชนชาวไทย โดยปราศจาคการดำรงอยู่ของ คมช  ซึ่งเป็นความต้องการร่วมกันของ นปก และ ผู้ที่ลงมติเห็นชอบ และ ไม่เห็นชอบ ต่อ รธน ฉบับนี้ นปก. จึงขอยุติการเคลื่อนไหวขับไล่เผด็จการเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีเหตุการณ์ใดที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอีก อาทิเช่น  

1)      ปรากฏหลักฐานเงื่อนขำการบิดเบือนประชามติที่เชื่อถือได้

2)   มีความพยายามสืบทอดอำนาจของ ประธานหรือสมาชิก คมช., ครม., สสร., กมธ. หรือ สนช. (ย้ำ นายทหารของ คมช จะต้องไม่หลุดออกจากการเมืองทั้งในสนามเลือกตั้ง และ บทบาททหารที่แทรกแซงการเมือง)

3)   มีการทุจริตมิชอบในการบริหารราชการแผ่นดิน ของ คมช. รัฐบาล และองค์กรที่แต่งตั้งขึ้นโดย คมช.

4)  มีการสร้างความแตกแยกในสังคมอย่างต่อเนื่อง

5)  ออกกฏหมายใดๆที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติหรือประชาชน เช่น กฏหมายที่เป็นการริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน  กฏหมายที่นำไปสู่การเป็นรัฐทหาร ฯ

6)  แอบอ้างเบื้องสูงหรือทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

7)  พยายามเหนี่ยวรั้งเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งออกไปโดยไม่มีเหตุผล ไม่ว่าด้วยการกระทำด้วยวิธีใด

8)  มีการใช้อำนาจและกฏหมายอย่างไม่เป็นธรรมต่อประชาชน ไม่ว่าต่อประชาชนกลุ่มใด

9)  กลั่นแกล้งดำเนินคดีต่อ แกนนำ นปก. และประชาชนผู้ชุมนุมขับไล่เผด็จการโดยสงบ โดยปราศจากการไต่สวนที่เที่ยงธรรม                                                                  

       ในระหว่างนี้ นปก.จะติดตามสถานการณ์ของบ้านเมืองอย่างใกล้ชิด หากพบว่ามีการกระทำในลักษณะดังกล่าว แกนนำ นปก. จะดำเนินการเคลื่อนไหว เพื่อขับไล่เผด็จการต่อไปทันที           

จึงเรียนมาเพื่อทราบทั่วกัน           

ประกาศ ณ. วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2550      

ดร. เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ 

                           ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ 2                      

นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์            นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ        นายชินวัฒน์ หาบุญพาดนายก่อแก้ว พิกุลทอง                   นายสมบัติ บุญงามอนงค์               นายสมยศ พฤกษาเกษมสุขนายสุชาติ นาคบางไทร                  นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน

“รับร่าง”แล้วขึ้นเงินเดือน

อ่านเจอ คำสัมภาษณ์ ของนายพงศ์โพยม ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ที่กล่าวว่ามีการจ้างข้าาราชการคว่ำรัฐธรรมนูญ ในทุกที่ ไม่ทราบว่าเอกสารฉบับนี้เขาเรียกว่าจ้างหรือเปล่า ที่ได้ขอให้เก็บหลักฐานไว้เพื่อประกอบการพิจารณาการขึ้นเงินเดือน หรือเขาเรียกว่าติดสินบนข้าราชการ ให้ออกไป รับรัฐธรรมนุญ ใช่หรือไม่

  

“ขอยืนยันว่าไม่มีความกังวลในกระแสการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของคนส่วนมาก เพราะมั่นใจว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่กระทรวงฯ วางไว้ คือ ได้มากกว่า70% ด้วยศักยภาพของผู้ว่าราชการจังหวัด กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้ากิ่งอำเภอ รวมถึงพลังมวลชนในพื้นที่ที่มีอยู่ โดยจะทำความเข้าใจ และรณรงค์เชิญชวนประชาชนให้ไปใช้สิทธิกันเต็มที่ ส่วนการซื้อเสียงผ่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในจังหวัดนครพนม ยอมรับว่าไม่เฉพาะแต่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ประพฤติดังกล่าว แต่มีข้าราชการทุกฝ่ายบางส่วนที่ไม่เฉพาะแต่จังหวัดนครพนม จะมีทั่วไป แต่ถือเป็นส่วนที่น้อยมาก 

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวอีกว่า ร่างรธน.จะผ่านหรือไม่กระทรวงมหาดไทยไม่เกี่ยว เพราะเป็นเรื่องของสภาร่างรัฐธรรมนูญ และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แต่รัฐบาลทำตามหน้าที่ โดยต้องยอมรับว่ารัฐบาลต้องการให้มีการเลือกตั้ง เพราะคณะรัฐมนตรีชุดนี้อยากจะไปเต็มที่แล้ว จึงต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการลงประชามติ แต่ถ้าไม่ผ่าน ก็ไม่น่าจะเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลด้วยเช่นกัน  

นายพงศ์โพยม กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตามยืนยันว่าจะไม่เกิดปัญหาไฟฟ้าดับ ขณะนับผลคะแนนการลงประชามติ ตามที่อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทยกล่าวหาว่า จะใช้ช่วงเวลาดังกล่าวในการโกงผลคะแนน เนื่องจากตนเป็นกรรมการรับผิดชอบการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้มีการกำชับให้เตรียมความพร้อม ซึ่งมั่นใจว่าไม่น่าจะมีปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้ขอเชิญชวนประชาชนให้ออกมาใช้สิทธิลงประชามติ ในวันพรุ่งนี้ (19 ส.ค.) โดยเห็นว่า บ้านเมืองจะดีกว่านี้อีกมาก และรัฐบาลต้องการเสียงตัดสินจากประชาชนส่วนใหญ่