แฉความจริงเศรษฐกิจไทย

 ทีมเศรษฐกิจไทยรัฐ”แฉความจริง”

นับแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปี พ.ศ. 2550 ผ่านการลงประชามติจากประชาชน จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง ลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯให้มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมาคนไทยทุกคนต่างก็มุ่งหวังให้ “การเลือกตั้งทั่วไป” เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ประเทศกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจประเทศที่อยู่ในภาวะทรุดตัวลงอย่างไม่ควรจะเป็นให้กลับมาขยายตัวได้อีกครั้งหากไม่มีอะไรผิดพลาด

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้สัญญาว่า การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นแน่นอนในวันที่ 23 ธ.ค. 2550 หรืออีก 4 เดือนนับจากวันนี้ไปแต่ในขณะที่คนไทยกำลังฝากความหวังไว้กับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปลายปีนี้ว่า จะเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์หรือไม่

ทีมเศรษฐกิจ ขอนำเสนอผลการตรวจเช็กชีพจรเศรษฐกิจ ทั้งในระดับมหภาค และจุลภาค ซึ่งเจาะลงลึกไปถึงผลประกอบการของแต่ละภาคธุรกิจที่ล้วนอยู่ในขั้นน่าวิตกทั้งนี้ ก็เพื่อสะท้อนให้รัฐบาลได้มองเห็นปัญหา และตระหนักว่า การเข้ามาทำหน้าที่เพียงเพื่อเป็นรัฐบาลขัดตาทัพ หรือลอยตัวอยู่เหนือปัญหาอย่างที่ผ่านๆมานั้นนอกจากจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์โภชผลแก่ประเทศชาติ และคนไทยโดยรวมแล้วยังอาจสร้างปัญหา และความเสียหายแก่เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไทยอย่างไม่ควรจะเป็นอีกด้วย

ที่สำคัญ ความไม่รู้ ไม่เข้าใจ และไม่สามารถหยั่งรากลึกถึงปัญหาของชาติได้ ยังมีผลให้ความเชื่อมั่นของประชาชน ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ค.ที่ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 4 ปี และต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 ที่ระดับ 72.7

อสังหาฯ-ก่อสร้าง

ทรุดชีพจรของเศรษฐกิจไทย 6 เดือนแรกของปี ยังอยู่ในสภาพไข้หนัก เพราะนอกจากการใช้จ่ายภาคเอกชนที่ติดลบ 0.2% และการลงทุนภาคเอกชนที่ติดลบ 3.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อนแล้ว การท่องเที่ยวที่เคยเป็นรายได้หลักของไทยขยายตัวเพียง 3.9% จากความไม่มั่นใจในความปลอดภัยของประเทศขณะที่การค้าการขายเริ่มฝืดเคือง เห็นได้ชัดเจนจากยอดค้าปลีกที่ติดลบ 2% จากระยะเดียวกันของปีก่อน ยอดขายรถยนต์ติดลบ 12% ขณะที่ยอดขายจักรยานยนต์หดตัวลง 22% ยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์ลดลง 7% ในครึ่งปีแรก ขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่มเก็บได้ลดลงจากปีก่อนตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา 

บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างปูนซิเมนต์ไทย เผยผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปี พบว่า ยอดขายและกำไรลดลงอย่างน่าใจหาย กำไรสุทธิลดลง 1% จากที่เคยมีกำไร 17,028 ล้านบาท ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานลดลง 13% และยังคาดว่าผลการดำเนินงานสิ้นปีจะพลาดเป้าที่ตั้งไว้ 250,000 ล้านบาท

ด้วยผลจากปัญหาการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท และปัญหาการจำหน่ายในประเทศที่ลดลง จากผลของการก่อสร้างภาคเอกชนและภาครัฐที่เผชิญกับภาวะหดตัวอย่างรุนแรง ทำให้ยอดขายผลิตภัณฑ์หลักลดลงทุกกลุ่ม อาทิ ปูนซีเมนต์ไตรมาส 2 ลดลง 4% ขณะที่ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ยอดขายในประเทศหายไปถึง 20% โดยเฉพาะกลุ่มหลังคา, เซรามิก, สุขภัณฑ์ใช้ในบ้านเรือน ขณะที่กลุ่มกระดาษ แม้ยอดขายจะเพิ่ม แต่ผลกำไรลดลงถึง 38%

สอดคล้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังประสบปัญหา บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่มีกำไรลดลงแทบทั้งสิ้น ผลจากผู้บริโภคยังลังเลไม่กล้าตัดสินใจซื้อ ยอดการขายบ้านและคอนโดชะลอตัวลง ขณะที่ต้องแบกภาระต้นทุนการจัดการโครงการที่ยังขายไม่ได้ และค่าใช้ จ่ายการทำตลาด แข่งขันที่รุนแรงขึ้นบริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เผยผลประกอบการว่าไตรมาส 2 ปีนี้ บริษัทมีกำไรรวม 699 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 726 ล้านบาท ขณะที่ 6 เดือนแรก มีกำไรรวม 1,229 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่มีกำไร 1,438 ล้านบาท ขณะที่บริษัทแสนสิริ ไตรมาส 2 มีกำไร 46 ล้านบาท ลดลงจากที่มีกำไร 101 ล้านบาท ขณะที่ 6 เดือน มีกำไร 87 ล้านบาท ลดลงจากที่มีกำไร 236 ล้านบาท

รากหญ้าสะดุดหยุดใช้จ่าย

การชะลอตัวของเศรษฐกิจครั้งนี้ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับผู้คนระดับรากหญ้า

ธุรกิจยักษ์ใหญ่ในเครือสหพัฒน์ฯ ซึ่งขายสินค้าอุปโภคบริโภคจึงได้รับผลกระทบโดยตรง ปีนี้เครือสหพัฒน์ฯต้องใช้กลยุทธ์การตลาดที่ติดลบ (ไมนัสมาร์เก็ตติ้ง) โดยปรับลดเป้ายอดรายได้รวมของกลุ่มฯลงเป็นติดลบ 5% จากเดิมที่ตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่องมากกว่า 10% ต่อปีซึ่งไม่เคยทำมาก่อนในรอบ 60 ปีที่ดำเนินธุรกิจมา แม้แต่ปี 2540 ยังทำแค่ใช้กลยุทธ์ ซีโร่มาร์เก็ตติ้ง หรือประคองรายได้ไม่ให้ตกหรือเติบโต 0%โดยปีนี้คาดว่ายอดรายได้โดยรวมของทั้งเครือจะไม่ถึง 130,000 ล้านบาท

เพราะแค่เพียง 5 เดือนแรกของปี การใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลงอย่างมาก ยอดขายสินค้าของบริษัทในเครือฯลดลง โดยกลุ่มสินค้าอุปโภค เช่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ยอดขายตกรูดถึง 20-30% แต่ยอดขาย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่ากลับโตเพิ่มขึ้นถึง 10-15% ส่งผลให้ผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 50 บริษัทฯมียอดขายต่ำกว่าเป้าหมาย 5-6% ซึ่งเป็นผลจากยอดขายในห้างสรรพสินค้าลดลงกว่า 10-20%

ขณะที่กลุ่มบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (ซีพีเอฟ) แค่เพียงครึ่งปีแรก ผลการดำเนินงานของทั้งกลุ่มก็ติดลบถึง 111% จากที่เคยมีกำไรสุทธิถึง 1,573 ล้านบาท ส่งผลให้ผู้ถือหุ้นหมดสิทธิ์รับเงินปันผล แต่หากคิดงบการเงินเฉพาะกิจการ ไตรมาส 2 มีกำไรสุทธิ 550 ล้านบาท ลดลง 74% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,133 ล้านบาท โดยคาดรายได้ส่วนใหญ่จะมาจากกิจการที่ไปลงทุนในต่างประเทศ มิใช่การบริโภคภายในประเทศ

ส่งออกกระอักพิษบาทแข็ง

หลังจากที่ปล่อยให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่องนับจากปี 2549 เป็นต้นมา จนกระทั่งถึงกลางปี 2550 ที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นไปมากกว่า 23%

ในที่สุด ผู้ส่งออกก็ทนพิษของการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่ไหว ทำให้ต้องลดการส่งออกลง และผ่องถ่ายคำสั่งซื้อไปยังประเทศอื่นแทนดังจะเห็นได้จากตัวเลขการส่งออกในเดือน ก.ค.ที่ขยายตัวต่ำสุดในรอบ 29 เดือน หรือขยายตัวเพียง 5.9% ในมูลค่า 11,801.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯเฉพาะตลาดสหรัฐฯซึ่งเป็นตลาดหลักของประเทศไทย ลดลงถึง 13.6% ส่งผลให้การส่งออกที่รัฐบาลคุยฟุ้งว่าน่าจะขยายตัวต่อเนื่องอีกปี มีแนวโน้มว่าจะไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ 15% ในมูลค่า 149,000 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 5.1 ล้านล้านบาท (34.50 บาทต่อดอลลาร์)

นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสหลายคนเตือนรัฐบาลมาตลอดเวลาว่า ถ้าไม่ขวนขวายหามาตรการให้ค่าเงินบาทอ่อนตัว ลงในระดับที่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆในเวทีการค้าโลกได้ ที่สุดผู้ส่งออกก็จะขยาดกับการขาดทุน และชะลอการส่งออกลง ซึ่งเมื่อถึงสภาพการณ์เช่นว่า ภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคการเกษตรก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย

ขณะที่การส่งออกเป็นภาคเดียวที่ทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศยามนี้โดยหากพิจารณาสถิติของกรมโรงงาน จะพบว่า มีโรงงานที่ปิดกิจการตัวเองเพราะพ่ายพิษเศรษฐกิจไปแล้วจำนวนมากแค่เพียง 6 เดือนแรกของปี มีโรงงานที่เลิกกิจการแล้วทั้งสิ้น 1,254 ราย คิดเป็นเงินลงทุน 94,861 ล้านบาท คนงานที่ถูกเลิกจ้าง 35,614 คนผู้ประกอบการทั้งกลุ่มสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และรองเท้า ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า โรงงานขนาดเล็กได้ทยอยปิดกิจการไปแล้วจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มสิ่งทอพบว่า ตั้งแต่ต้นปีนี้ปิดกิจการแล้วเกือบ 200 ราย

หากค่าเงินบาท ยังแข็งค่าต่อไปเรื่อยๆ มีโอกาสที่จะปิดกิจการอีกมาก และแรงงานในอุตสาหกรรมนี้ประมาณ 2 ล้านคนจะได้รับความเดือดร้อน ส่งผลต่อเนื่องให้เกิดปัญหาสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

บลูชิพหุ้นไทยกำไรลด

ถ้าจะดูผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ก็จะพบว่า ในงวด 6 เดือน สิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2550 บริษัทจดทะเบียน 469 แห่ง จากทั้งสิ้น 492 แห่ง ที่นำส่งงบการเงิน มีผลกำไรสุทธิลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนถึง 47,674 ล้านบาท หรือลดลง 17%โดยมีผลกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 229,403 ล้านบาท

ในจำนวนนี้ 367 บริษัท ที่มีกำไรสุทธิ ส่วนอีก 102 บริษัทขาดทุน ขณะที่ผลการดำเนินงานโดยรวมในสิ้นไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ มีกำไรสุทธิ 114,578 ล้านบาท ลดลง 10% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน สาเหตุสำคัญมาจากต้นทุนการขายที่เพิ่มขึ้น ประกอบกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดลง ซึ่ง เป็นผลมาจากเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องรวมถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินมีการตั้ง สำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ต้องการให้สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศใหม่ (IAS 39) ที่นำมาใช้

ยอดสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์จึงขยายตัวเพียง 3.5% แต่กลับมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของลูกหนี้รายใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 63,000 ล้านบาทส่งผลไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา มีกำไรลดลง 54% ธนาคารพาณิชย์หลายธนาคารเปลี่ยนจากการโชว์ผลกำไรเป็นขาดทุน

โดยธนาคารพาณิชย์ที่ขาดทุนสูงสุดในระบบคือ กรุงศรีอยุธยา 8,806.43 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสูงถึง 1,610.22 ล้านบาท ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ขาดทุน 206 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่มีกำไร 460 ล้านบาท ขณะที่ไทยธนาคาร ขาดทุน 68 ล้านบาทขณะที่กลุ่มทรัพยากรในหมวดพลังงาน สาธารณูปโภค และเหมืองแร่ กำไรลดลง 8% กลุ่มธุรกิจการเงิน และประกันภัย กำไรลดลง 48% กลุ่มบริการ การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ กำไรลดลง 23% ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยี และการสื่อสาร กำไรลดลง 26% กลุ่มเกษตร และอุตสาหกรรมอาหาร กำไรลดลง 44% ส่วนกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กำไรลดลง 31%

งบรัฐฝืดไม่จ่ายไม่ลงทุน

หันมาดูการใช้จ่ายของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจต่างๆที่พอจะ พึ่งพาอาศัยให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้าได้ยามที่ภาคการส่งออกชะลอตัว เอกชนโดยทั่วไปชะลอการลงทุน และประชาชนขาดความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย แต่ก็ต้องผิดหวังอีกเมื่อกระทรวงการคลังพบว่า นอกจากการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2550 จะล่าช้าไปจากงบประมาณปีปกติ 3 เดือน หรือมีเวลาให้เบิกจ่ายได้เพียง 9 เดือน

เนื่องจากมีการปฏิวัติรัฐประหารแล้วงบลงทุนที่จำเป็นของบรรดารัฐวิสาหกิจใหญ่ๆหลายแห่งยังมีการเบิกจ่ายต่ำกว่าประมาณการมาก ขณะที่เหลือเวลาอีกเพียง 3 เดือนก็จะสิ้นสุดปีงบประมาณนี้แล้วในรายงานของกระทรวงการคลังที่แจ้งต่อที่ประชุม ครม.เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ระบุว่า มีรัฐวิสาหกิจถึง 11 แห่ง ที่ต้องเร่งรัดเจ้ากระทรวงให้มีการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อการลงทุนตามแผนการที่วางไว้มากขึ้น

หลังจากที่หลายแห่งถูกเจ้ากระทรวงกระตุกขาเสียเอง หรือไม่ก็ไม่มีความชัดเจนในนโยบายการลงทุน เช่น การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) สามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้เพียง 220 ล้านบาท จากยอดที่ได้รับอนุมัติทั้งสิ้น 15,553 ล้านบาท ส่วนการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) มียอดอนุมัติทั้งสิ้น 25,348 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายไปเพียง 1,355 ล้านบาท เนื่องจากการก่อสร้างล่าช้ากว่ากำหนดมาก

ขณะที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เบิกจ่ายงบลงทุนไป 4,040 ล้านบาท จากยอดที่ได้รับ 16,672 ล้านบาท เนื่องจากการก่อสร้างส่วนต่อขยายเฟส 2 ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิถูกระงับไป และให้มีการไปใช้ท่าอากาศยานดอนเมืองแทน

นอกจากนี้ การจัดซื้อจัดจ้างยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องหลายขั้นตอนเช่นเดียวกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่เบิกจ่ายงบลงทุนได้ 4,120 ล้านบาท จากยอดที่อนุมัติ 26,361 ล้านบาท เพราะรถไฟฟ้าสายสีแดงยังอยู่ในขั้นตอนการจัดหาบริษัทรับเหมาก่อสร้าง

สำหรับบางโครงการอย่างโรงงานปิโตรเคมีของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ มูลค่า 100,000 ล้านบาท ก็มีอันต้องสะดุดไป เพราะถูกเจ้ากระทรวงระงับการลงทุน โดยเหตุที่มัวไปเชื่อเอ็นจีโอที่กล่าวหาว่ามาบตาพุดมีปัญหามลภาวะเกินกว่าค่ามาตรฐานนั่นเองเราได้แต่หวังว่า ผลการตรวจวัดชีพจรเศรษฐกิจข้างต้น จะทำให้รัฐบาลมองเห็นภาพรวมของปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ และสามารถบรรเทาผลกระทบที่อาจขยายวง กว้างออกไปได้ก่อนที่จะส่งมอบคืนให้แก่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอีก 4-5 เดือนข้างหน้า

ถึงรัฐบาลจะถูกเรียกขานว่าขิงแก่ แต่ในความแก่ ย่อมไม่มีใครแก่เกินจะเรียนรู้ และแก้ไข ที่สำคัญ ถึงจะแก่ แต่ก็ต้องทำงาน ถ้าไม่ทำ หรือเอาแต่นั่งนิ่งๆ ปล่อยให้ปัญหาขยายวงกว้างออกไปกลายเป็นความเสียหาย ที่สุด เราๆท่านๆก็คงจะหลีกไม่พ้นต้องขอเงินเดือนคืน. 

เขียนใน Economics. Leave a Comment »

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: