Asia Sentinel-Buffet Democracy

Asia Sentinel spot on as usual. Well said.

Thailand’s old political bosses are on track to bring back buffet democracy: a little for you, a little for me…

The horse-trading of cabinet portfolios that defined the short-lived governments of the 1980s and 1990s is back and bigger than ever now that Thailand’s military junta has freed up political activity and scheduled an election for December 23.While it’s much too early to determine who will emerge as the first elected prime minister since the military deposed Thaksin Shinawatra in a coup last September, this much seems clear: The Democrat party, the main opposition under Thaksin, and the People’s Power party (PPP), which is basically a proxy of Thaksin’s banned Thai Rak Thai party, will not join together in a coalition.

Since it’s highly unlikely that either the Democrats or PPP will win the 241 seats needed to form a government alone, the notorious political bosses of the 1990s will likely determine whether the Democrat party or Thaksin loyalists form the next government—likely to be subservient to an emboldened bureaucracy anyway under the military’s new constitution.

“The next election will be a circus of old-school political tactics and money politics,” said Giles Ungpakorn, a political science lecturer at Chulalongkorn University. “The coup d’etat, dissolution of Thai Rak Thai and the new constitution have all destroyed political development based on policy.”

Through a combination of cash and populist policies like cheap credit and health care, Thaksin was able to rope many of these regional bosses into Thai Rak Thai after the party was formed in 1998, firming up the party’s strong presence in several northern and northeastern provinces. But when Thaksin came under attack for the sale of his family’s firm to Singapore’s state-run Temasek Holdings in January 2006, many of these old-style bosses stood by silently, and a few turned on the telecoms billionaire altogether.

It wasn’t until after the coup, however, that many of these groups jumped ship. Most are determined to be part of the government to benefit from the spoils of power, so it’s likely that the bargaining will only intensify for the next four months before the election results determine just how much leverage each group has.

The top men who sit on the middle of the fence are very familiar faces in Thai politics. Often referred to condescendingly as “dinosaurs,” most have been political players for decades and ascribe to no ideology except power and money.

The veteran politician who may hold the key to forming the next government is Banharn Silapa-Archa, leader of the Chat Thai party. Nicknamed “The Eel” for his ability to slither into any government, Banharn hopes to leverage the 30-50 MPs he controls from his central Thailand stronghold to help form the next government.

Both the Democrat and People’s Power party claim that Banharn will join them, but he is likely to stay noncommittal until the poll results are tallied. Banharn joined up with Thaksin to form a coalition government in 2001, and subsequently saw some members defect permanently into Thaksin’s camp. Read the rest of this entry »

ร.ฟ.ท.ยามโพลเพล้ รัฐไทยไร้น้ำยา

ประชาชาติธุรกิจ ได้นำเสนอไว้เตือนให้พวกเราที่หลายๆคนอาจจะลืมไปว่า รถไฟคือหนึ่งยานต์ยนต์ที่มีบทบาทสำคัญ แต่ปัจจุบันบ้านเมืองของเรา ผู้ซึ่งมีอำนาจทั้งหลายมิได้ให้ความสนใจมากนัก แต่กลับให้ความสนใจต่อ คดีต่างๆที่ คตส. หยิบยกเฉือนเป็นรายบุคคล พวกเราอาศัยอยู่ที่นี่มีโอกาสเดินทางด้วยรถไฟ ที่สามารถจองตั๋วออนไลน์ และถ้าซื้อล่วงหน้า อาจได้ราคาที่ถูกลง ซึ่งคนที่นี่ให้ความสนใจและนิยมที่จะเดินทางด้วยรถไฟ เพราะสะดวก และประหยัดเวลา อยากฝากให้ผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลาย ที่ได้เดินทางมาแถบนี้ ลองนำไปศึกษา ดีกว่ามาเพื่อสร้างภาพหรือดิสเครดิตคู่ต่อสู้

ร.ฟ.ท. ยามโพล้เพล้ รัฐไทยไร้น้ำยา 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเริ่มกิจการรถไฟมาตั้งแต่ พ.ศ.2439 ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทยยืนหยัดรับใช้คนไทยมาแล้วถึง 111 ปีแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทยใช้หัวรถจักรดีเซลเป็นประเทศแรกในเอเชียก่อนประเทศญี่ปุ่นเสียอีก หลายทศวรรษที่ผ่านมาประเทศเพื่อนบ้านต้องมาดูงานกิจการการรถไฟแห่งประเทศไทย เนื่องมาจากเราเริ่มก่อนใครและศักยภาพของเราเหนือกว่าทุกประเทศ โรงงานรถไฟมักกะสันใหญ่โตมโหฬารบนพื้นที่ 435 ไร่ เป็นศูนย์ซ่อมที่ครบวงจรที่สุด ช่างรถไฟทำได้ทุกอย่าง ไม่แพ้ที่ใดในโลก เช่นเดียวกับที่ดินของการรถไฟฯที่มีอยู่กว่า 2 แสนไร่ทั่วประเทศ75 ปีผ่านไป ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 24 คน มีรัฐบาลที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาบริหารประเทศหลายสิบชุด มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่กำกับดูแลการรถไฟฯ หลายโหล แต่ดูเหมือนว่า ร.ฟ.ท.ไม่ได้พัฒนาไปสู่ความยิ่งใหญ่ ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นเริ่มมาหลังประเทศไทย คนญี่ปุ่นได้ใช้บริการรถไฟความเร็วสูง (ชินกันเซ็น) หรือประเทศที่เปิดประเทศ เมื่อ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา อย่างเวียดนามวันนี้ระบบรถไฟพัฒนาแซงหน้าประเทศไทยไปเรียบร้อยแล้ว กล่าวกันว่าจริงๆ แล้ว ร.ฟ.ท.ควรเป็นผู้ผลิตหัวรถจักรเองด้วยซ้ำ แต่ภาพของความเป็นจริง คือ เราทำได้แค่ซ่อมแซมและปะผุหัวรถจักรที่มีอายุใช้งาน 40-50 ปี

เหลียวดูอาณาจักรที่กำลังอัสดงของ ร.ฟ.ท. ความจริงที่น่าเจ็บปวดก็คือ การรถไฟฯในปี 2550 จมอยู่ใน กองหนี้กว่า 5 หมื่นล้าน ในกิจการที่ขาดทุนต่อเนื่องมาทุกปี ถ้าเป็นธุรกิจเอกชนก็เป็นกิจการที่ล้มละลายมานานแล้ว ขณะที่ภายในองค์กรเอง ร.ฟ.ท.มีสหภาพแรงงานที่เข้มแข็งที่สุด แต่เป็นองค์กรที่ล้มเหลวในการบริหารจัดการมากที่สุด ทุกวันนี้องค์กรแห่งนี้แบกภาระบำนาญของบุคลากร 14,000 คน ในวงเงินมากกว่า แสนล้าน ซึ่งแน่นอนว่าองค์กรที่ไม่ทำกำไรแห่งนี้ไม่มีปัญญาจ่ายบำนาญดังกล่าวได้อย่างแน่นอน ปัญหาที่ใหญ่ไปกว่านั้นก็คือ อาณาจักรแห่งนี้กำลังประสบวิกฤตสมองไหล เพราะคนดีคนเก่งก็ไม่อยากทำงานกับอาณาจักรที่กำลังล่มสลาย

เหตุปัจจัยที่ทำให้การรถไฟฯล้าหลังและย่ำเท้าอยู่ในวิกฤตมาอย่างยาวนาน อาจสะท้อนภาพสังคมไทยได้เป็นอย่างดีว่า อาณาจักรแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ทั้งสินทรัพย์และทรัพยากร แต่เมื่อใดคนไทยเข้ามาบริหารจัดการ ทุกอย่างค่อยๆ ล่มสลายลงตามกาลเวลา นักการเมืองในอดีตที่เข้ามาบริหารการรถไฟฯมักมุ่งแต่จะแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินการรถไฟฯอย่างมูมมาม จนกลายเป็นที่มาของบุฟเฟต์คาบิเนต หรือแกรนด์ดินเนอร์คาบิเนต ไม่ว่าจะเป็นสินบนจากค่าเช่าที่ดิน ของการรถไฟฯที่มีมูลค่ามหาศาล หรือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของ ร.ฟ.ท. คดีทุจริตคอร์รัปชั่นในรัฐบาลที่ผ่านมาเกิดจากการแสวงหาผลประโยชน์ในการรถไฟฯ จึงไม่น่าแปลกที่ตัวเหลือบต่างอ้วนพี แต่การรถไฟฯเหลือแต่ซาก

อาณาจักรยามโพล้เพล้ของการรถไฟฯเป็นเรื่องน่าเศร้าใจ เมื่อรัฐบาลจนปัญญาในการแก้วิกฤตการรถไฟฯ ความคิดแบบที่ง่ายที่สุดก็คือ ยุบการรถไฟฯทิ้งไปเหมือนกับแนวคิดในการยุบ ร.ส.พ. แต่เอาเข้าจริงวิธีแก้ปัญหาโดยการยุบทิ้งอาจมีโจทย์ที่ต้องตามแก้ไขมากมาย และอาจไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุด จริงๆ แล้วห้วงเวลาที่ดีที่สุดของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ผู้พิสมัยโมเดลรถไฟเล็กก็คือ การลงมือยกเครื่องการรถไฟฯให้พ้นจากวิกฤตอย่างจริงจัง ถ้าจะต้องผ่าตัดครั้งใหญ่หรือตัดชิ้นส่วนที่เน่าเสียเพื่อรักษาชีวิตก็เป็นเรื่องจำเป็น เพราะหากพ้นจากนี้ไปแล้วก็อย่าหวังว่านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งจะปฏิรูปอาณาจักรแห่งนี้

เขียนใน Economics. Leave a Comment »