ขั้วที่สาม “พรรคเพื่อแผ่นดิน”

 “ประชาชาติธุรกิจ” เผยว่า ในขณะนี้ได้มีการเจรจาระหว่างกลุ่ม นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหะวัฒนะ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายเสนาะ เทียนทอง นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ ซึ่งมี ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เป็น ผู้ประสานงานทั้งหมด ค่อนข้างจะลงตัวแล้วในการรวมตัวเพื่อตั้งพรรคใหม่

โดยเบื้องต้นคาดว่าจะใช้ชื่อพรรคเพื่อแผ่นดินไทยทั้งนี้ จะเปิดตัวแถลงเจตนารมณ์ของกลุ่มในวันอังคารที่ 11 กันยายนนี้ เน้นการทำงานเพื่อแผ่นดิน รวมทั้งการเปิดตัวคนที่จะเข้ามามีบทบาททางเมืองของพรรค อาทิ นายจิรายุทธิ์ วสุรัตน์ ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ เป็นต้น โดยวันอังคารที่ 11 กันยายน นายพินิจ นายเสนาะ นายสมศักดิ์ นายปรีชา นายสุรเกียรติ์ นายสุรนันทน์ จะมาร่วมแถลงข่าวในฐานะผู้สนับสนุนก่อนหน้านี้นายสุรเกียรติ์ได้เดินสายเจรจาแต่ละกลุ่มมาร่วม 3 เดือน มีการเจรจากันหลายรอบ และสถานการณ์พลิกเปลี่ยนไปทุกวัน สุดท้ายแต่ละกลุ่มต่างยอมถอยกันคนละก้าวเพื่อก้าวไปข้างหน้า และเพื่อรวมตัวกันใหม่ในชื่อพรรคใหม่ ทั้งนี้เป้าหมายเพื่อให้ประเทศชาติและส่วนรวม เดินหน้าต่อไปจากการวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองตอนนี้มองว่าจะต้องมีพรรค ทางเลือกที่สามเพื่อให้การเมืองฝ่าวิกฤตที่ดำเนินมาตลอด 2 ปี เมื่อพิจารณาผลการเลือกตั้งครั้งใหม่ คาดว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้ ส.ส.ประมาณ 120 คน พรรคชาติไทยประมาณ 40 คน รวมกันประมาณ 160 เสียง ซึ่งถือว่ายังไม่แข็งแกร่งเพียงพอ ขณะที่พรรคพลังประชาชนเป้าที่ตั้งไว้ 240 คน ดังนั้นหากมีพรรคที่สามคือพรรคเพื่อแผ่นดินไทย อีกประมาณ 60-70 คน เมื่อรวมกับประชาธิปัตย์และชาติไทยก็น่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ ทั้งนี้ตั้งสมมติฐานว่าประชาธิปัตย์น่าจะได้ ส.ส.มากสุด แต่ถ้า ปชป.พลิกไม่ได้เสียงมากสุด คนได้มากสุดก็เป็นแกนนำการจัด ตั้งรัฐบาล“ล่าสุดมีการเจรจากับทางกลุ่มนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แต่กลุ่มนี้ยังมีเงื่อนไขพอสมควร ยังตกลงกันไม่ได้ ยึกยักตลอดจนทำให้หลายคนไม่พอใจและเช่นเดียวกับกลุ่มรวมใจไทยก็เจรจาอยู่ แต่ถ้าไม่ตกลงก็จะผ่านไปเลยไม่มีนัยสำคัญเพราะกลุ่มนี้ไม่มี ส.ส.อยู่ในมือ ในการเจรจาส่วนใหญ่จะเน้นไปที่เรื่องชื่อพรรค การบริหารจัดการ และการแบ่งพื้นที่ว่าใครจะลงพื้นที่ไหนอย่างไร เพื่อไม่ให้พื้นที่ซ้ำซ้อนกัน”อย่างไรก็ตาม การเจรจาอยู่กรอบใหญ่ คือ 1.ทำเพื่อแผ่นดินไทย 2.ทุกคนต้องถอดหัวโขนออก อย่างน้อยให้สังคมเห็นทางเลือกที่สามเพื่อจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ 3.มีความสามัคคีทั้งๆ ที่มีเป้าหมายต่างกัน เพื่อให้ความแตกแยกจบลง ทุกคนต้องมาแชร์เจตนาเพื่อแผ่นดิน ไม่ใช่พูดอย่างเดียวว่า รักชาติ แต่ต้องกระทำด้วย เพราะฉะนั้นกลุ่มนี้ต้องไม่แข่งกันเอง รวมกันดีกว่าเพื่อจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ เป็นขั้วที่ 3 การทำครั้งนี้เพื่อไม่ให้การจัดตั้งรัฐบาลติดล็อก และยืนยันว่าไม่รวมกับพรรคพลังประชาชนอย่างแน่นอนแหล่งข่าวกล่าวต่อว่า การเจรจากลุ่มเหล่านี้เพราะมองเห็นว่าหากมีแค่ประชาธิปัตย์ ชาติไทย และพลังประชาชน การเมืองเจอทางตันแน่ และถ้าพลังประชาชนได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล เชื่อว่ากลุ่มทหารไม่เอาด้วย และอาจจะมีการรัฐประหารซ้อน แต่หากมีแค่ประชาธิปัตย์และชาติไทยก็ไม่แข็งแรงเพียงพอ จึงต้องมีกลุ่มขั้วที่ 3 อีกประมาณ 60-70 เสียงมาช่วยเสริม

“หลักการคือแต่ละกลุ่มต่างคนต่างดูแลคนของตัวเอง ประมาณการเบื้องต้นคาดว่ากลุ่มคุณพินิจ คุณสุวิทย์ จะได้ ส.ส.ในภาคอีสานประมาณ 50-60 คน กลุ่มกรุงเทพ ที่มีนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เป็นแกนนำจะได้ 5-6 คนในกรุงเทพฯ กลุ่มนายสมศักดิ์ เทพสุทิน จะได้ประมาณ 10 คน”

อนึ่งแต่เดิมกลุ่มมัชฌิมาคาดว่ามีอดีต ส.ส.ในสังกัดหลายคน แต่ ภายหลังการลงประชามติทำให้อดีต ส.ส.เหล่านี้ อาทิ นายบัวสอน ประชามอญ นายวิทยา ภูมิเหล่าแจ้ง นายมานพ จำรัสดำรงค์นิตย์ และพวกรวมประมาณกว่า 10 คน หันหัวเรือกลับเข้าไปเป็นสมาชิกพรรค พลังประชาชน ที่ฐานเสียงเก่าของไทยรักไทยยังแน่นในภาคเหนือและ ภาคอีสาน ท่อน้ำเลี้ยงจากนายเก่ายังไหลคล่องจึงไม่เสี่ยงอยู่กับกลุ่ม สมศักดิ์ที่ยังไม่รู้อนาคต

นอกจากนี้ ยังคาดว่ากลุ่ม นายเสนาะ เทียนทอง จะได้ประมาณ 20-30 คน ที่ผ่านมาแต่ละกลุ่มคุยกันนานมาก แต่หากตกลงกันได้ทิศทางของพรรคและการชี้ทิศทางการเมืองจะมาจาก 5-6 คนที่กล่าวมาข้างต้น ส่วนกรรมการบริหารก็ตามสัดส่วน หลังจากตั้งรัฐบาลได้แล้วค่อยว่ากันใหม่

สำหรับหัวหน้าพรรคที่มีกระแสข่าวว่าจะเป็นนายสุรเกียรติ์นั้น ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะนายสุรเกียรติ์ยังติดอยู่ในรายชื่อ 111 คน กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกเว้นวรรค 5 ปีจึงยังทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นทางกลุ่มจึงทาบทาม ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ มานั่งเป็นหัวหน้าพรรค

ส่วนการผลักดันให้มีการนิรโทษกรรม 111 คน ยังไม่คุยกันในเรื่องนี้ ขณะนี้มุ่งไปที่การลดการแตกแยกและการทำงานเพื่อนำพาประเทศชาติ ฝ่าวิกฤตที่ดำเนินมา 2 ปีก่อน

ข่าวต่อเนื่อง แถลงการณ์ เปิดตัวพรรค

ไทยรัฐ-(11 ก.ย.)  เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ ห้องประชุม 3 และ 4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บรรดากลุ่มการเมืองต่างๆอันได้แก่ กลุ่มมัชฌิมา ประชาราช และสมานฉันท์ ได้ทยอยเดินทางมาร่วมในงานประกาศเจตนารมณ์ “เพื่อแผ่นดิน สร้างชาติ ธำรงศาสน์ เทิดราชบัลลังก์” กันอย่างคึกคัก โดยทุกคนต่างสวมชุดสูทสีดำ เชิ้ตขาว เนกไทเหลืองติดโลโก้ที่หน้าอกสีเหลืองมีข้อความภายใต้สัญลักษณ์ธงชาติไทยว่า “เพื่อแผ่นดิน” สมาชิกของแต่ละกลุ่มได้นัดรวมตัวกันก่อนที่จะเดินเข้างานตามกลุ่มของใครกลุ่มของมัน

โดยมีแกนนำเดินนำหน้า จากนั้นบรรดาผู้ประสานงานของแต่ละกลุ่มจำนวน 18 คน ได้ทยอยกันขึ้นไปนั่งแถลงข่าวประกาศเจตนารมณ์ “เพื่อแผ่นดิน” บนเวทีร่วมกัน อาทิ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายสุวิทย์ คุณกิตติ นายเสนาะ เทียนทอง นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ นายพินิจ จารุสมบัติ นายวัฒนา อัศวเหม นายจิรายุ วสุรัตน์ พล.อ.ธงชัย เกื้อสกุล นพ.บุญ วนาสิน นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ นายสมบัติ เมทะนี นายสรจักร เกษมสุวรรณ นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน และนางลลิตา ฤกษ์สำราญ ขณะที่นายสุระ แสนคำ หรือ “เขาทราย แกแล็กซี่” อดีตนัก มวยชื่อดัง ก็มาร่วมเปิดตัวในครั้งนี้ด้วย จากนั้นได้ให้ ตัวแทนแต่ละกลุ่มแสดงจุดยืนร่วมกัน 

ยกยอเต็มที่ “สุรเกียรติ์” ผู้เสียสละ 

นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ ในฐานะผู้ดำเนินรายการบนเวที กล่าวว่า อดีต ส.ส., ส.ว. นักธุรกิจ นักวิชาการได้ประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันภายใต้สถานการณ์การเมืองที่วิกฤติและอยู่ในสภาวะทางตัน งานครั้งนี้เกิดขึ้นได้ เพราะการเสียสละของนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ที่สละห้องทำงานให้บรรดาผู้อาวุโสทางการเมืองมาหารือ ถือเป็นบุญของประเทศที่นายสุรเกียรติ์เข้ามาช่วยประสานงาน 

อยากเห็นการเมืองเดินต่อไปได้

จากนั้น นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ในฐานะผู้จัดการแนวทางเพื่อแผ่นดิน แถลงว่า ในฐานะผู้ประสานงานและผู้ที่เป็นพยานในการรับฟังจุดยืนของแต่ละกลุ่มแต่ละพรรค เห็นว่าบ้านเมืองมีความขัดแย้งมาตั้งแต่ปี 2549 จนถึงขณะนี้ก็ยังดำรงอยู่ ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สร้างความวิตกให้กับคนไทยและบั่นทอนความเชื่อมั่นในสายตาชาวโลก พวกตนปรารถนาจะเห็นประเทศเดินไปได้ จึงเสนอทางเลือกที่เอาประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้งและอยากเห็นความชัดเจนว่า รัฐบาลหลังการเลือกตั้งสามารถตั้งได้และเดิน ไปได้ ตนถือว่าผู้ที่มาร่วมประกาศเจตนารมณ์ในวันนี้ โดยเฉพาะนายเสนาะ เทียนทอง ได้เสียสละอย่างยิ่งใหญ่ วางอัตตาเสียสละเพื่อแผ่นดิน ผู้ใหญ่ทุกคนหารือกันแล้วและพร้อมจะสละตำแหน่ง ทั้งชื่อกลุ่ม ชื่อพรรค ซึ่งคำประกาศเจตนารมณ์แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 1. กลุ่มที่ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง และกลุ่มที่ไม่ถูกเพิกถอนสิทธิ

“สุรเกียรติ์” ย้ำไม่ใช่นอมินีใคร

นายสุรเกียรติ์กล่าวอีกว่า ครั้งนี้ถือเป็นการรวมจุดแข็งของแต่ละคนแต่ละกลุ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็งในนโยบายหาเสียง สำหรับจุดยืนทางการเมืองทุกคนมีความเห็นตรงกันว่าจะไม่เป็นศัตรูคู่ทะเลาะกับใคร แต่จะให้สังคมเดินไปข้างหน้า ขอย้ำว่าเรามีเจตนารมณ์ไม่ต่อท่ออำนาจเก่าและไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ คมช. ไม่ใช่การทำเพื่อใคร แต่เป็นการทำงานเพื่อแผ่น ด้านนายสุรเกียรติ์ กล่าวและว่า การเมืองขณะนี้เป็นการเมืองลักษณะพิเศษเพราะฉะนั้น การทำงานจึงจะไม่มีเจ้าภาพหลัก แต่จะเป็นการบริหารจัดการระบบใหม่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมตัดสินใจ ผู้ที่ถูกตัดสิทธิจะไม่เอาเรื่องนี้และการนิรโทษกรรมมาเป็นเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น รวมทั้งจะไม่เอาเรื่องเขต ทับซ้อนของแต่ละฝ่ายมาเป็นเงื่อนไขต่อรอง วันนี้ไม่ใช่การประกาศตั้งพรรคการเมือง แต่เป็นการทำงานเพื่อประเทศ ชาติราชบัลลังก์ คนที่ทำงานการเมืองต่อไปได้ก็จะไปสานต่อพรรคการเมืองภายใต้เจตนารมณ์เดียวกัน ส่วนคนที่ถูกตัดสิทธิก็จะทำงานให้บ้านเมืองในรูปแบบอื่น

ติงคนการเมืองอย่าคิดเล็กคิดน้อย

ด้านนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช แถลงเป็นคนต่อมาว่า ทบทวนไม่ถูกว่าเคยประกาศเจตนารมณ์มาแล้วกี่ครั้ง ถือว่าครั้งนี้เป็นลิขิต ตนภูมิใจและอบอุ่นอีกครั้งที่ได้มีเจตนารมณ์ร่วมกัน เพราะประชาชนกำลังรอความหวังกับการแก้ไขวิกฤติบ้านเมือง ขอชื่นชมพี่น้องลูกหลานที่อยู่ในแวดวงการเมืองร่วมกันที่แยกออกมาจากกลุ่มเดิม เพราะแต่ละคนล้วนยังมีสติอยู่จึงแยกแยะถึงความถูกต้องได้ แผ่นดินนี้ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าใครคิดทรยศจะมีอันเป็นไปในชาตินี้ ไม่ต้องรอชาติหน้า หวังว่าเจตนารมณ์การรวมตัวครั้งนี้ขออย่าให้แผ่นดินนี้ผิดหวังอีก ขอเชิญชวนบรรดานักการเมือง พี่น้องประชาชนและผู้มีเจตนาจะก้าวไปสู่ความรับผิดชอบต่อแผ่นดินมาร่วมกัน ยังไม่สาย คนที่ยังคิดไม่ออกว่าจะแยกตัวออกจากสิ่งที่ผิด ยังไม่สาย อย่าไปคิดเล็กคิดน้อยอะไร นอกจากนั้น ขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า ขอมอบพรรคประชาราชให้กับแผ่นดินเพื่อสานต่อแนวทางที่ตั้งไว้ เพราะไม่เคยยึดติดกับตำแหน่งใดๆ พร้อมที่จะสนับสนุน คนหนุ่มรุ่นใหม่เสมอ 

กลุ่มมัชฌิมาพร้อมไม่มีเงื่อนไข

ด้านนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมา แถลงเป็นคนถัดมาว่า ขณะนี้เป็นที่ชัดเจนว่าทุกหย่อมหญ้าเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ประชาชน ต่างได้รับความเดือดร้อน ปัญหาต่างๆจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างฉับพลันและกล้าหาญ ขณะนี้การลงทุนของประเทศกำลังประสบปัญหา ที่สำคัญที่สุด ปัญหาชายแดนภาคใต้จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างมีเอกภาพ มัชฌิมาได้หารือกับสมาชิกหลายครั้งแล้วว่าจำเป็นต้องมีรัฐบาล ต้องมีสภาฯที่เข้มแข็งในการแก้ไขปัญหาของประเทศ เราล่วงรู้ถึงปัญหาต่างๆ หากวันนี้ไม่ร่วมมือร่วมใจแก้ไขอาจต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีในการแก้ไขปัญหาตรงนี้ก็ได้ ขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยในแผ่นดินทำเพื่อให้ทุกคนมีความสุข มัชฌิมาเป็นแค่เศษเสี้ยวธุลีดิน เมื่อเทียบกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้านเมือง เพราะฉะนั้นมัชฌิมาจึงไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น  

อยากได้ “ศุภชัย” หน.เพื่อแผ่นดิน

นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ผู้จัดการกลุ่มเพื่อแผ่นดิน ให้สัมภาษณ์ถึงการทาบทามนายศุภชัย พานิชภักดิ์ มาเป็นหัวหน้าพรรคว่า ถ้าท่านมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคก็เป็นสิ่งที่ดี เป็นความเสียสละของท่าน เพราะท่านก็มีคุณสมบัติ มีความเหมาะสมหลายอย่าง อย่างไรก็ตามเมื่อนายเสนาะได้ประกาศยกพรรคให้แผ่นดินแล้วก็คงจะเหลือเพียงการเปลี่ยนชื่อและตัวหัวหน้าพรรคที่เหมาะสมต่อไป โดยมีนายสุวิทย์ที่ยังสามารถทำงานการเมืองได้ เพราะไม่ติดเรื่อง 111 คน มาดูแลงานการเมืองต่อไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตนยังไม่ได้คุยกับนาย ศุภชัยเอง แต่เท่าที่ทราบ มีคนไปคุยกับนายศุภชัยบ้างแล้ว เพราะบางครั้งการคุยกันทางการเมืองก็ต้องคุยกันแบบเงียบๆ ให้เวลาในการตัดสินใจ รอสถานการณ์ให้สุกงอมให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง การที่จะดึงคนเข้ามาร่วมงานกับเรา เขาต้องมีความเชื่อมั่นว่าเรามีศักยภาพพอ เพราะถ้ายังมีภาพของความแตกแยกอยู่ ก็คงคิดหนักว่าจะเข้ามาทำงานด้วยดีหรือไม่

“สุวิทย์” หวัง “สุวัจน์” เปลี่ยนใจ  

ด้านนายสุวิทย์ คุณกิตติ แกนนำสมานฉันท์ ให้สัมภาษณ์ว่า ขั้นตอนต่อไปต้องมาหารือกันก่อน ใครที่ไม่ติดข้อห้ามก็มาร่วมกันตั้งพรรค ซึ่งจะเปลี่ยนจากชื่อพรรคประชาราชหรือไม่ หากอะไรที่รวดเร็วก็สามารถทำได้เลย ทั้งนี้ ผู้จะมาเป็นหัวหน้าพรรคต้องเป็นคนที่ทุกคนยอมรับให้ความเชื่อถือ นายศุภชัยก็เป็นคนหนึ่งที่ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมืองมาตลอด แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวนายศุภชัยเองและสมาชิกคนอื่นๆด้วย ผู้สื่อข่าวถามว่า เหมือนเป็นการรวมตัวกันหลวมๆ จะมีการหักหลังเหมือนในอดีตเกิดขึ้นอีกหรือไม่ นายสุวิทย์กล่าวว่า ไม่มีการหักหลังใคร เพียงแต่แนวทางวิธีการอาจแตกต่างกันบ้าง ต่อข้อถามถึงกรณีนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำกลุ่มชาติพัฒนา ระบุว่ายังได้รับข้อมูลไม่ชัดเจน นายสุวิทย์กล่าวว่า พวกตนและนายสุวัจน์ได้พูดคุยกันตลอด เชื่อว่าในที่สุดถ้าคิดทำงานเพื่อบ้านเมืองเราต้องรวมกันได้ อย่าไปคิดแทนสุวัจน์ว่าจะไปฟื้นพรรคชาติพัฒนา  

มีการตอบกลับหนึ่งครั้ง to “ขั้วที่สาม “พรรคเพื่อแผ่นดิน””

  1. ท่อตัน Says:

    ขอบคุณสำหรับข่าวสารนะครับ :)


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: