“น้องเอม”ปัดแจงหุ้นชิน อ้างไม่เนรคุณบุพการี

โพสต์ ทูเดย์ – น้องเอม-พิณทองทา บุตสาวอดีตนายกฯทักษิณ เข้าแจงซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ต่อคตส.แล้ว หลังขอเลื่อนมา 3 ครั้ง ปฏิเสธให้ปากคำ อ้าง ไม่เนรคุณบุพการี

น.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรสาว พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นอาเขย และทีมทนายความ เดินทางเข้าพบคณะอนุกรรมการตรวจสอบการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ของ คตส. ที่มีนายวิโรจน์ เลาหะพันธ์ เป็นประธาน ตามกำหนดนัดเมื่อเวลา 14.00 น. โดยมีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา กรรมการ คตส. และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินมารอรับ เช่นเดียวกับทุกครั้งที่ครอบครัวชินวัตรเดินทางมาชี้แจง

ขณะที่นางสาวพิณทองทา มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แต่ปฏิเสธที่จะตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนว่าพร้อมชี้แจงข้อมูลการซื้อขายหุ้น หรือ ยื่นโนติสปฏิเสธการให้ถ้อยคำ แก่ คตส. โดย การเดินทางมาครั้งนี้ เป็นการเดินทางมาตามหมายเรียก หลังขอเลื่อนมาแล้ว 3 ครั้ง ส่วนบรรยากาศทั่วไปเป็นไปด้วยความวุ่นวายเล็กน้อยเนื่องจากมีสื่อมวลชนมาทำข่าวเป็นจำนวนมาก ส่วนการรักษาความปลอดภัย เป็นไปอย่างเข้มงวด โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน. บางซื่อเกือบ 10 นาย พร้อมกำลังทหาร และนายตำรวจที่เคยดูแลรักษาความปลอดภัยให้พ.ต.ท.ทักษิณ มาดูแลความเรียบร้อยในครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ น.ส.พิณทองทา ได้เข้าให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการฯนานประมาณ 1 ชั่วโมง โดยน.ส.พิณทองทา ได้ยื่นหนังสือซึ่งเป็นคำชี้แจงต่อคตส. ในการที่จะไม่ให้ถ้อยคำต่อคตส.แล้ว โดยอ้างเหตุผล 3 ประการ คือ ความเป็นมนุษย์และศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ตามรัฐธรรมนูญ

เนื่องจากคตส.ได้ตั้งข้อกล่าวหาบุพการี และดำเนินคดีอาญากับบุพการี รวมทั้งญาติพี่น้อง จึงเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทั่วไปที่จะไม่กระทำในสิ่งที่เกิดผลร้ายแก่บุพการีของตนเอง ไม่ว่าในทางตรงหรือทางอ้อม และแม้อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่เจตนาก็ตาม การให้ถ้อยคำไม่ว่าในฐานะใดในคดีที่เล็งเห็นได้ว่าอาจเป็นผลร้ายต่อบุพการี จึงเป็นสิ่งที่บุตรไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะอาจจะกลายเป็นผู้ประพฤติเนรคุณโดยไม่รู้ตัว แม้จะมีเจตนาให้ถ้อยคำโดยสุจริตตามความเป็นจริง ก็อาจเกิดความผิดพลาดพลั้งเผลอ เนื่องจากไม่เข้าใจกระบวนการไต่สวนเพียงพอ การให้ถ้อยคำจึงฝืนความรู้สึก และขัดต่อมโนธรรมของตนเอง

โดยเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นี้ รัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองไว้ในมาตรา 4 และ 26 ที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของปวงชนชาวไทยและดำเนินการทุกอย่างโดยอาศัยหลักนิติธรรมเป็นที่ตั้ง

เนื่องจากคตส.มีคำสั่งอายัดทรัพย์ของตนและครอบครัว จึงมีฐานะเสมือนหนึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาว่าได้กระทำผิด หรือได้ทรัพย์สินจากการกระทำความผิด ตนจึงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายมาตรา 40 (4) และป.วิ.อ.ม.234 ที่จะไม่ให้การใด ๆ อันเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง หรืออาจทำให้ตนเองได้รับโทษ จึงขอใช้สิทธิเพื่อปกป้องตนเอง

ตามหลักกฎหมาย และหลักนิติธรรม แม้ว่าในศาลตนยังมีสิทธิไม่ให้การเพื่อปกป้องตนเองได้ ในชั้นนี้นอกจากจะใช้สิทธิปกป้องตัวเองจากการให้ถ้อยคำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อตัวเองแล้ว ตนย่อมมีสิทธิไม่ให้ถ้อยคำที่อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อบุพการีได้เช่นกัน การปกป้องบุพการีย่อมสำคัญยิ่งกว่าการปกป้องตนเอง ตนเชื่อว่าไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจหรือสิทธิพิเศษแก่ บุคคลใดที่จะกระทำการใด ๆ ไม่ว่าทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้บุคคลอื่นประพฤติเนรคุณหรือทำการอันผลร้ายต่อบุพการีของตนเอง เพราะเป็นการขัดต่อคุณธรรมของความเป็นมนุษย์ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันถือเป็นการขัดต่อศีลธรรมอันดีต่อประชาชน และไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ ขอใช้สิทธิตามกฎหมายโต้แย้งว่าคำสั่งคปค.ฉบับที่ 30 คตส.และการดำเนินการต่าง ๆ ของคตส. ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 6 ที่บัญญัติชัดเจนว่า คำสั่งหรือข้อบังคับใดก็ตามที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญนี้และไม่ได้ออกโดยอาศัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เป็นอันใช้บังคับไม่ได้

ซึ่งเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2550 แล้ว ตนเห็นว่าคตส.และการดำเนินการต่าง ๆ ของคตส. ซึ่งอาศัยอำนาจตามประกาศคปค.ฉบับที่ 30 ขัดต่อรัฐธรรมนูญและไม่มีผลใช้บังคับอีกต่อไป  

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: