โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง”สมัคร”เป็นนายกฯ คนที่ 25

“กระผม นายสมัคร สุนทรเวช ขอสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ไว้วางพระราชหฤทัยแต่งตั้งให้ผมทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
         ขอเรียนท่านที่เคารพที่มาร่วมในงานนี้ ขอขอบพระคุณทุกท่านที่มาร่วมในการแสดงความยินดีในงานซึ่งผมจะมารับหน้าที่ ซึ่งร่วมกับท่านทั้งหลายในบางส่วนที่ทำงานอยู่ด้วยกัน กระผมเดินทางมาในเรื่องของการเมือง ตลอดชีวิตผมค่อนชีวิตอยู่ในวงการเมืองตั้งแต่การเมืองท้องถิ่น จนมาเป็นการเมืองระดับชาติ เป็นรัฐมนตรี เป็นรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็ย้อนกลับไปทำงานท้องถิ่น และก็ตั้งใจว่าจะเกษียณอายุทางการเมืองในตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ได้รับเลือกตั้งมาแล้ว ทำหน้าที่อยู่เพียง 5 เดือน ก็เกิดการปฏิวัติยึดอำนาจ
         เมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ ได้มีโอกาสและมีผู้คนที่รวบรวมกันมา สามารถจะตั้งพรรคการเมืองซึ่งมีจิตวิญญาณทางการเมือง ซึ่งผู้คนนั้นยังมีศรัทธาอยู่ ผมก็รับทำหน้าที่ ขอประกาศให้ท่านทั้งหลายได้ทราบทั่วกันว่า ผมเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง ชื่อพรรคพลังประชาชน ผมมีสมาชิกที่ได้รับเลือกตั้งมา 233 คน แล้วก็มาจัดคณะรัฐมนตรีตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด แล้วก็จะเริ่มดำเนินการ เมื่อได้เฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตามกฎหมายแล้ว ตามหน้าที่แล้ว ก็จะทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองนี้
         ขอประกาศให้ผู้คนทั้งหลายที่อยู่ในบ้านเมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็นพวกพ้อง หรือจะเป็นพวกที่ไม่ค่อยชอบหน้ากัน ได้รู้ว่าผมเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองนี้ ผมทำงานการเมือง แน่นอนผมเคยเป็นมาแล้วทุกตำแหน่ง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ผมยืนยันกับท่านทั้งหลายว่า ผมจะทำการนี้ได้ ใครต่อใครจำนวน 24 ท่าน ที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาแล้วนั้น ก็เป็นคนไทยเหมือนกับผม มีความรักชาติ มีความผูกพันในศาสนา และมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
         ผมได้พูดเสมอ ว่าในจิตใจคนไทยนั้น ชีวิตจิตใจความผูกพันนั้น อยู่ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ และเราอยู่กันมาได้ตลอดรอดฝั่งจนถึงวันนี้ ไม่ได้นับย้อนหลังไปเพียงสิบ เพียงร้อย แต่นับได้หลายร้อยปี เรายังดำรงสถาบันนี้อยู่ และสถาบันนี้ก็จะอยู่คู่ประเทศไทยไปอีกนาน ใครก็ตามแต่ที่บังอาจในอดีต ได้เอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาทำการเหยียบย่ำผู้คนอื่น โดยการกล่าวหาว่าเขาไม่จงรักภักดี ข้อหานี้เป็นข้อหาร้ายแรง ผมแน่ใจว่าพี่น้องประชาชนคนไทยเสียงข้างมาก ที่ได้แสดงตัวเลขให้เห็น ด้วยตัวเลข 233 นั้น อย่างน้อยที่สุดไม่ได้เกี่ยวกับโรงศาล แต่เกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิด ว่าคนที่ถูกกล่าวหานั้น เขาไม่ได้ไม่จงรักภักดีอย่างที่ไปกล่าวหากัน เรื่องนี้เป็นเรื่องของชีวิตของคน ทั้งชีวิต ทั้งครอบครัว ที่โดนเกิดเหตุ
         ผมเป็นนักการเมือง ผมเห็นว่าเมื่อผมจะสามารถทำการเมืองเพื่อพิสูจน์ได้ ผมก็ทำการเมืองนี้ และบัดนี้เป็นข้อพิสูจน์ ผมขอให้ใครก็ตามแต่ที่เคยดูหมิ่นถิ่นแคลนคนด้วยการเขียนหนังสือ ด้วยการว่ากล่าว ด้วยการพูดจาถากถาง เหมือนกับผมเป็นคนที่ไม่มีความสามารถ เป็นคนที่ไม่เคยรู้เรื่องต่างๆ นั้น ผมขอยืนยันว่าท่านต้องให้เวลาผมทำงานนี้
         นายกรัฐมนตรีคนที่แล้วทำงานมา 16 เดือน ท่านก็เป็นคนธรรมดาเหมือนกับผม ท่านเชี่ยวชาญเรื่องการทหาร และไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องการอื่นเลย แต่ท่านก็ถือหางเสือดูแลบ้านเมืองนี้ได้มาปกติ ผมเป็นนักการเมือง ผมรู้ในเล่ห์กลการเมือง วิธีการเมือง การบริหารบ้านเมือง ไม่ทุกแขนง แต่คนที่มานั้นมากันทั้งคณะรัฐมนตรี ผมไม่ได้บริหารบ้านเมืองนี้คนเดียว ขอให้ท่านเชื่อใจเถอะครับว่า ผมจะทำหน้าที่ดูแลงานของบ้านเมืองนี้ งานการเมืองที่บริหารกันนั้น มันเหมือนรถยนต์นะครับ ถ้าใครเห็นรถยนต์คันใหม่ รุ่นใหม่ที่สุด จะขับนั้น ถ้าขับเป็นแล้วเพียงแต่ถามว่าพวงมาลัยมันอยู่ข้างไหน เกียร์มันเกียร์กระปุก หรือเกียรติออโตเมติก มันจะมีเครื่องละออกละเอียดตรงไหน ถ้าหน้าฝนก็ดูว่าปัดน้ำฝนอยู่ตรงไหน ปลอดภัยก็ดูเบรค ดูน้ำมันเครื่อง ดูน้ำมันเต็มถัง เปิดแท้งตรงไหน เปิดหน้าตรงไหน เปิดหลังตรงไหน เท่านั้นล่ะครับ เราออกขับ ใครโชคดีก็ขับถนนใหญ่ 8 ช่อง 9 ช่อง 10 ช่อง ขับไปไม่มีปัญหา ใครโชคไม่ดีก็อาจจะเล่นขับตอนกลางคืน ขับถนนขรุขระ ขับถนนขึ้นเนินขึ้นเขา ขับถนนซึ่งไม่เป็นปกติ
         แน่นอนครับ ผมมาเป็นหัวหน้ารัฐบาล และจะขับรถคันนี้ในเวลาที่ไม่ปกติ ผมขอวิงวอน โปรดให้ความสนับสนุนรัฐบาลที่ตั้งขึ้นใหม่ เป็นรัฐบาลผสม จะชั่วดีถี่ห่างก็เป็นคนไทยด้วยกัน มาจากพรรคการเมืองที่ตั้งใจด้วยกัน 6 พรรค จะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองนี้ให้เดินหน้าต่อไปได้
         ขอบพระคุณทุกท่านที่มาร่วมงาน ขอบพระคุณโทรทัศน์ทุกช่องที่ช่วยถ่ายทอด ไม่มีโอกาสไหนหรอกครับจะพูดกับประชาชนคนไทยได้ในเวลานี้
         ขอใช้เวลาเพียงเท่านี้ล่ะครับ ไม่รีบร้อน ไม่ลุกลน และไม่ได้ถือว่าจะต้องมีฤกษ์งามยามดี แต่จังหวะนั้นเท่านี้พอเพียงครับ ขอยืนยันว่าที่ต้องพูดอย่างนี้ เพราะสถานการณ์ที่ผ่านมานั้นบังคับให้ผมต้องพูด ผมถูกดูหมิ่นดูแคลนจากผู้คนในแวดวงหนึ่ง ซึ่งผมจะไม่ออกชื่อ ผมยอมอดทนอดกลั้น และผมจะอดกลั้นต่อไป ผมจะทำหน้าที่ดูแลบ้านเมืองนี้ด้วยความรับผิดชอบอย่างที่ได้ประกาศเมื่อสักครู่นี้ ขอท่านทั้งหลายได้โปรดให้กำลังใจด้วย ขอบพระคุณครับ”

ศาลฎีกายกคำร้อง ทุกข้อหา ไม่ยุบพลังประชาชน

ไทยรัฐ หลังจากที่หลายฝ่ายจับตาดูว่าศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง จะตัดสินอย่างไรกรณีที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ร้องให้การเพิกถอนการเลือกตั้งล่วงหน้า รวมทั้งระบุว่าพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทยนั้น ล่าสุดศาลฎีกาได้วินิจฉัยยกคำร้องทุกประเด็น 

ศาลฎีกายกคำร้อง พปช.เป็นนอมินี  

เมื่อวันที่ 18 ม.ค. เวลา 16.00 น. ที่ศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ศาลได้ออกบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยกรณีนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นฟ้อง กกต. พรรคพลังประชาชน นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน และผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 3 พรรคพลังประชาชน ให้ศาลฎีกาวินิจฉัยใน 4 ประเด็น ทั้งนี้ ศาลได้ว่าคำพิพากษาว่านายไชยวัฒน์ ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าการส่งผู้สมัครในนามพรรคพลังประชาชนเป็นโมฆะ เพราะพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทย ที่ผู้ฟ้องเห็นว่านายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นตัวแทนของอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ดังนั้น การลงนามส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งของนายสมัครจึงเป็นโมฆะ ไม่มีสิทธิส่ง ส.ส.ในนามพรรคพลังประชาชน ทั้งระบบสัดส่วนและระบบเขตนั้น ศาลเห็นว่าเรื่องนอมินีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นคดีพรรคการเมือง ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง แต่อยู่ในเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ จึงให้ยกคำร้อง 

ยกคำร้องให้เพิกถอนเลือกตั้งล่วงหน้า  ส่วนเรื่องที่ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 15-16 ธ.ค.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลฯเพิกถอนการเลือกตั้งดังกล่าว ตลอดจนเพิกถอนการนับคะแนนเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพราะมีการนำคะแนนจากการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมานับรวมกับการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธ.ค.ด้วยนั้น ศาลเห็นว่าผู้ร้องไม่มีอำนาจในการร้อง เนื่องจากมาร้องภายหลังมีการเลือกตั้งไปแล้ว 

สรุปศาลยกคำร้องทุกประเด็น ส่วนเรื่องที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า การแจกซีดีให้แก่ประชาชนเป็นการผิดกฎหมาย (เช่น กรณีซีดี-วีซีดีทักษิณ) และห้าม กกต.ประกาศรับรองผลเลือกตั้งทั่วประเทศ หรือเพิกถอนการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งของผู้สมัครพรรคพลังประชาชน คดีนี้ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ในวันที่ 28 ธ.ค. 2550 โดยได้ยื่นฟ้อง กกต.ทั้งคณะ รวมทั้งพรรคพลังประชาชน นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน และผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 3 อีก 2 คน คือ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ และประสิทธิ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ทั้งนี้ ศาลเห็นว่าไม่ใช่อำนาจของนายไชยวัฒน์ที่จะเป็นผู้ร้องเรื่องดังกล่าว แต่เป็นอำนาจของ กกต.ที่จะวินิจฉัย และไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ส่วนกรณีนายสราวุธ ทองเพ็ญ โฆษกพรรคความหวังใหม่ และอดีตผู้สมัคร ส.ส.แบบสัดส่วน ที่ขอให้ศาลวินิจฉัยว่า การจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นโมฆะ ศาลให้ยกฟ้องเช่นกัน   

“สมัคร” โล่งอกลั่นหมดมารผจญ เมื่อเวลา 18.15 น. นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ภายหลังจากทราบผลการวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งที่ได้ยกคำร้อง ในคดีที่นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคประชาธิปัตย์ ร้องให้การเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นโมฆะและข้อกล่าวหาพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินี และ กกต.ได้ประกาศรับรอง ส.ส.เกินร้อยละ 95 รวมทั้งนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคด้วยว่า “รู้สึกโล่งอก ต่อไปนี้คงหมดมาร” นายสมัคร กล่าวและว่า ขั้นตอนต่อไปพรรคพลังประชาชนในฐานะพรรคแกนนำที่ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนจากพี่น้องประชาชนมากที่สุด ก็จะได้เดินหน้ากระบวนการในการจัดตั้งรัฐบาล โดยในวันที่ 19 ม.ค.นี้ ตนจะไปร่วมในการประกาศตัว 6 พรรคร่วมรัฐบาลที่โรงแรมสุโขทัยด้วยตนเอง จากนั้นคาดว่าในวันจันทร์ที่ 21 ม.ค. ก็จะสามารถเปิดประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรก แล้ววันรุ่งขึ้นก็เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและตามด้วยขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรีต่อไป 

ชี้ทุกฝ่ายช่วยทำให้บ้านเมืองเดินหน้า “มาถึงตอนนี้ผมต้องขอขอบคุณทุกท่านทุกฝ่ายที่ได้ให้ความสนับสนุนและได้แสดงความห่วงใยกันมาตลอด และต้องขอขอบคุณทางศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง รวมทั้ง กกต.ที่ได้ช่วยกันทำให้ทุกอย่างเดินหน้าไปได้ การเมืองจะได้เริ่มต้นเดินหน้ากันต่อไปได้ และที่สำคัญบ้านเมืองของเราจะได้เริ่มต้นกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย ปัญหาต่างๆ ที่สะสมมานานจะได้มีการแก้ไขเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้กลับคืนสู่สภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” นายสมัครกล่าว

พปช.ขอบคุณศาลคืนความเป็นธรรม ด้าน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังทราบผลศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งยกคำร้องทั้งหมด ว่า พรรคพลังประชาชนต้องขอขอบคุณศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งที่ได้ให้ความยุติธรรมต่อพรรคต่อกรณีที่ถูกกล่าวหา ซึ่งเราเองมีความเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ศาลจะให้ความเป็นธรรมต่อเรา ดังนั้น จึงยิ่งมีความมั่นใจว่าการดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลจะดำเนินการต่อไป ตามที่ได้พูดคุยกันไว้กับพรรคร่วมรัฐบาล โดยในวันที่ 19 ม.ค. เวลา 14.00 น. ที่โรงแรมสุโขทัย ถนนสาทร ก็จะเชิญหัวหน้าพรรคและตัวแทนพรรคทั้ง 6 พรรค มาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการ และเมื่อ กกต.ได้ประกาศรับรอง ส.ส.เกินร้อยละ 95 แล้ว ดังนั้น ก็คาดว่าจะได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้เปิดประชุมรัฐสภาในต้นสัปดาห์หน้า จากนั้นจะเลือกประธานสภาฯและเลือกนายกฯ ซึ่งน่าจะแล้วเสร็จในสัปดาห์หน้า  

“สุรพงษ์” ชี้ยังมีเวลาหารือตั้ง ครม. ทางด้านความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชาชน นั้น  วันเดียวกัน  นพ.สุรพงษ์  สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย ทางสถานีวิทยุคลื่นเอฟเอ็ม 98 เมกะเฮิรตซ์กรณีการเลื่อนการแถลงข่าว 6 พรรค จับมือตั้งรัฐบาล เป็นวันที่ 19 ม.ค.ว่า เหตุที่เลื่อนแถลงข่าวไปนั้น เพราะ แกนนำพรรคหลายคนไปหาเสียงในการเลือกตั้งซ่อมวันที่ 20 ม.ค. ขอยืนยันว่า พรรคไม่ได้รออะไร ที่มีข่าวว่าแกนนำ พรรคไปหารือกับบางฝ่ายเรื่องการตั้งรัฐมนตรีนั้น ขอย้ำ ว่าเรื่องนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะพูดและตัดสินใจ ต้องให้มีการประชุมสภาฯเกิดขึ้นก่อน จากนั้นจะเลือกประธานสภาฯและเลือกนายกฯ  ถึงช่วงนั้นแล้วจึงจะหารือเรื่องอื่นๆ เมื่อ ถามว่า ช่วงนี้มีข่าวว่าพรรคเตรียมบุคคลที่จะเป็นนายกฯสำรองไว้แล้ว นพ.สุรพงษ์ตอบว่า ตอนนี้มีข่าวปล่อยเยอะ ยืนยันว่าแกนนำพรรคไม่เคยพูดเรื่องนี้ เมื่อถามว่า การเลือกนายกฯพรรครอคำตอบจากต่างประเทศใช่หรือไม่ นพ.สุรพงษ์ตอบว่า ไม่ใช่ปัจจัย เพราะบุคคลที่จะตัดสินใจเลือกนายกฯ คือ กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน และ พรรคร่วมรัฐบาล 

พปช.ยันคุมงานเพิ่มรายได้รัฐ-ฟื้น ศก. เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าแกนนำพรรค บางคนไปหารือกับพรรคประชาธิปัตย์เรื่องการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ นพ.สุรพงษ์ตอบว่า เรื่องนี้มันเป็นไปไม่ได้ เมื่อถามว่า มีข่าวว่าพรรคจะทาบทามคนนอกเข้ามาเป็น ครม.ครึ่งหนึ่ง นพ.สุรพงษ์ตอบว่า ขอย้ำว่าพรรคจะดูแลกระทรวง สำคัญๆ อาทิ คลัง คมนาคม พาณิชย์ และท่องเที่ยวฯ โดยจะสรรหาบุคลากรให้มาทำงานเป็นทีมนี้ให้ดีที่สุด บุคคลเหล่านั้นมาช่วยงานพรรค แต่ไม่เคยเป็นข่าว แต่ระดับวงในพรรคนั้น รู้กันอยู่ ขอย้ำว่าพรรคจะเลือกสิ่งที่ ดีที่สุดให้ประชาชนมั่นใจ เพราะ 6 เดือน จากนี้ไปต้องแก้ไขปัญหาค่าใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุนเมกะโปรเจกต์ การกระตุ้นการท่องเที่ยวและการทำให้ประชาชนมีรายได้อย่างเร่งด่วน สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยการกระตุ้นเศรษฐกิจ ฉะนั้น รายชื่อต่างๆที่เป็นข่าวในช่วงนี้อาจมาจากคนที่ไม่รู้จริง  Read the rest of this entry »

ดิ อิโคโนมิสต์ จัดอันดับไทยเสี่ยงเท่าอิรัก

โพสต์ทูเดย์

“ดิ อิโคโนมิสต์” ตีแผ่ไปทั่วโลก ว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงทางการเมืองสูงมากที่สุด เทียบอิรักและฟิลิปปินส์ ส่งผลต่างชาติเทขายหุ้น

นิตยสารทรงอิทธิพลระดับโลก ดิ อิโคโนมิสต์ ฉบับพิเศษ “The World in 2008” ตีพิมพ์บทความเรื่องภัยทางการเมืองคุกคามทั่วโลก จัดกลุ่มให้ประเทศไทยอยู่ใน กลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงทางการเมืองต่อการลงทุนมากที่สุด จากการจัดไว้ใน 5 กลุ่ม ประเทศไทย อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงมากที่สุด เป็นกลุ่มเดียวกันกับหลายประเทศในแอฟริกา เช่น ไนจีเรีย ไอวอร์รี โคสต์ กินี รวมไปถึงเวเนซุเอลา อิรัก และฟิลิปปินส์

บทความดังกล่าว รายงานอ้างถึงการสำรวจความคิดเห็นจาก ผู้บริหารธุรกิจระดับสูง โดยศูนย์วิจัยข้อมูลของ ดิ อิโคโนมิสต์ ได้ ข้อสรุปว่า เหล่าผู้บริหารระดับสูง ต่างเห็นว่าภัยทางการเมืองถือเป็นปัจจัยลบที่สำคัญต่อการลงทุนมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการก่อเหตุรุนแรง เนื่องจากการประท้วง การกีดกันการค้าการลงทุนจากต่างประเทศ ความตึงเครียดทางการเมือง และความไร้เสถียรภาพของรัฐบาล

“ขณะนี้มีสัญญาณว่าสิ่งต่างๆ กำลังเปลี่ยนแปลงไป ภัยหรือความเสี่ยงทางการเมืองเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นในสายตาของผู้บริหารธุรกิจระดับสูง” บทความระบุ

ด้านเจ้าหน้าที่การตลาดหรือมาร์เก็ตติง กล่าวว่า ประเด็นที่มีการตีพิมพ์บทความเรื่องความเสี่ยงทางการเมืองสูงมากที่สุดของประเทศไทย มีการพูดถึงในหมู่นักลงทุนในตลาดหุ้น และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ต่างชาติขายหุ้นออกมามาก เพราะกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นในประเทศ นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้น โดย 5 วันที่ตลาดหุ้นเปิดทำการ ต่างชาติขายหุ้นทิ้งเกือบ 1.3 หมื่นล้านบาท  

Asia Sentinel:Worries About Thailand’s Invisible Hand/“มือที่มองไม่เห็น” ของประเทศไทย

 Asia Sentinel by Daniel Ten Kate

The pro-Thaksin party that finished first in the December elections is not home free yetAs the People Power Party attempts to form a coalition government after its decisive victory last month in the first elections since the 2006 coup in Thailand, the Election Commission and the courts have opened the possibility that dozens of winning candidates could be disqualified, the poll results voided or the party dissolved altogether.

At this point none of those things seem likely to happen, but the party formed by loyalists of deposed Prime Minister Thaksin Shinawatra has reason to be paranoid given many politicized court decisions over the past two years.

 “The new cases against the PPP are unexpected,” said Kanin Boonsuwan, a legal expert and former constitution drafter. “The invisible hand is back.”

On Thursday, the commission endorsed 397 of the 480 winners from the Dec. 23 voting. Eighty-three are still under investigation, including 65 from the PPP, six from both the Democrat party and Pua Paendin, four from Chart Thai, and one from both Matchima Thipataya and Ruam Jai Thai Chart Pattana.

As of now that gives the PPP 168 seats, down from 233. The Democrat party would fall to 159 from 165, Chart Thai 33 from 37, Pua Paendin 19 from 25, Ruam Jai eight from nine, Matchima six from seven and Pracharoj with five.

PPP had announced earlier this week that it put together a 254-seat coalition with Ruam Jai, Matchima and Pracharoj. Both Chart Thai and Pua Paendin have also indicated they would join the coalition, but they delayed making an official announcement because the final results are not yet known and political parties have temporarily halted activities to mourn the death of Princess Galyani Vadhana, King Bhumibol Adulyadej’s older sister.

The final election results should be known relatively soon, as the commission has vowed to endorse 456 candidates — or 95% of all parliamentary seats — before January 22, when Parliament is scheduled to convene for the first time. So far the commission has disqualified three PPP candidates on allegations of vote buying, and local news reports suggest the coup group is pressuring the commissioners to red card many more.

The commission has the power to ban a candidate from politics for one year, and the evidence does not need to hold up in a court of law. Although 65 of its candidates remain under investigation, the PPP says it doesn’t expect a massive amount of red cards. “We don’t believe that the EC will issue that many,” Noppodal Pattama, secretary-general of the PPP and Thaksin’s lawyer, said in an interview Friday morning. But red cards aren’t the only obstacle facing the party.

The Supreme Court announced Thursday that it would rule on a case brought by losing Democrat candidate Chaiwat Sinsuwong on whether the PPP and its leader Samak Sundaravej are in fact nominees of Thaksin and his dissolved Thai Rak Thai party.

If the court rules against PPP, the poll results could potentially be nullified and the party could face dissolution by the Constitutional Court. Noppodal called the case against the party “frivolous and easy to defend.” “There has been a movement to prevent the PPP from forming the next government,” he added. “But it will not work. No one can obstruct the will of the people.”

Earlier in the week, Samak ruffled feathers when he claimed that a “dirty invisible hand” was attempting to block the PPP from forming a government.

The euphemism revived memories of Thaksin’s July 2006 claim that a “highly respected individual” wanted to overthrow him – he was out two months later. Both times party leaders were presumably speaking about General Prem Tinsulanonda, the 86-year-old retired general, former prime minister and chief advisor to the king who commands widespread respect due to his proximity to the throne.

Coup opponents accused Prem of masterminding the September 2006 power grab, not least because the former military chief was dressed in full uniform prior to the coup when he told soldiers to be loyal to the king instead of the government. The trouble now is that the coup may have simply traded Thaksin for Prem’s long-time nemesis Samak.

On the face of it, Prem and Samak would seem to agree on more than they disagree: Both are right-wing royalists who hate both communists and journalists and generally have no problem with military governments. While Samak verbally berates reporters, Prem simply refused to talk to them when he was prime minister, earning the nickname “The Mute.”

The troubles between the two date back to nearly 30 years ago when Prem became prime minister. Samak, whose upstart Prachakorn Thai party won 32 of 37 Bangkok seats in 1979 due to strong support from the military, refused to join the government because Prem invited him into the coalition over the telephone instead of in person.

The two have worked together in governments over the years, but were never fond of each other. Then in 1997, when the government was reeling after the financial crisis, Samak blasted Prem for proposing a national unity government that might see him return to the premiership.

“What if people think [Prem] received a royal green light to say such a thing,” Samak said at the time. Samak took aim at Prem again in February 2006 at the height of the anti-Thaksin protests, claiming that vague speeches Prem was making on ethics and morality were a political act against Thaksin.

The backlash from Prem’s buddies in the military was severe, and Samak quit his radio and television shows rather than apologize to Prem. At the time The Nation newspaper ran an editorial titled “Samak commits political suicide.” It said: “Prem’s followers in the armed forces are infuriated that such a veteran and seasoned politician-turned-television-talk-show host as Samak would dare to step on the toes of such a widely respected statesman.”

Despite the heat, Samak is now on the verge of becoming prime minister, and what’s worse for Prem, Samak’s criticism opened the door for more attacks on the head of the Privy Council, which is supposed to stay politically neutral. Clashes erupted in front of Prem’s house last year when anti-coup protestors marched there to voice their displeasure with his alleged role in the putsch.

Someone even posted this Youtube video last year accusing Prem of seeking to usurp the throne. Officials tried to ban the video but couldn’t since it wasn’t deemed insulting to Bhumibol. “Khun Samak is a royalist and right winger just like Khun Prem, so the difference between the two men is a very delicate issue,” said a senior PPP official, speaking on condition of anonymity. “Khun Samak criticizes Khun Prem for jeopardizing the throne.

Samak is also a great supporter of the monarchy, but he doesn’t agree with way Khun Prem enhances himself in promoting the monarchy.” Although Prem is supposed to steer clear of politics in his Privy Council role, it’s impossible to disregard his influence. News reports frequently mention his meetings with political party leaders. Moreover, this taped transcript between Supreme Court judges leaked last year explaining why the April 2006 election was voided reveals that tampering with court cases may be common.

This was seen repeatedly in the last year, from the ex post facto decision to ban Thaksin and other Thai Rak Thai executives for five years to the amnesty granted the coup makers in the new constitution to the Election Commission rules preventing PPP from even displaying a picture of Thaksin on the campaign trail. With the PPP scarcely disguising its alignment with Thaksin; the Supreme Court’s acceptance of a case in which it must rule on that fact is troubling, as it has everything to do with politics and nothing to do with law.

Analysts believe the social repercussions of a rash decision against the PPP could force both the commission and the courts to tread cautiously. If all goes smoothly for PPP, it will end up opening Parliament later this month with a coalition majority of more than 300 MPs. But if that doesn’t happen, the country could again be thrown into political chaos. Read the rest of this entry »

เขียนใน Political Links. Leave a Comment »