กรณีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ความไม่เท่าเทียมกันทางกฎหมาย ของไทยกับต่างประเทศ… กรณีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนโดย วิเชียร ศิริมงคล ในมติชน 

ผู้เขียนได้มีโอกาสเป็นทนายจำเลยของชาวต่างชาติหลายประเทศใดคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ทางการของต่างประเทศร้องขอให้รัฐบาลไทยจัดส่งตัวบุคคลที่ทางการต่างประเทศนั้นกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญาในประเทศของตนแล้วหลบหนีเข้ามาในประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่อให้รัฐบาลไทยส่งตัวบุคคลผู้นั้นกลับไปดำเนินคดีตามกฎหมายในศาลต่างประเทศ โดยคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนมีอยู่ 2 กรณี คือ1.กรณีที่รัฐบาลไทยมีสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับต่างประเทศบางประเทศ

2.กรณีที่รัฐบาลไทยไม่มีสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศที่ร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน

จากประสบการณ์ของผู้เขียน ได้มีข้อคิดเห็นในเชิงวิชาการเกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมกันทางกฎหมายของไทยกับต่างประเทศในคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดน จึงใคร่ขอฝากไว้เป็นแนวศึกษาเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้อง นักกฎหมาย ประชาชน และผู้ที่สนใจได้ช่วยกันวิเคราะห์ ศึกษา เพื่อที่จะได้หาทางแก้ไข ปรับปรุงกฎหมายและวิธีปฏิบัติตามกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนของรัฐบาลไทยในโอกาสต่อไป

ทั้งนี้ ผู้เขียนหวังเพียงว่าเพื่อให้ประเทศไทยมีศักดิ์ศรีทางกฎหมายกรณีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนเทียบเท่าอารยประเทศอื่นๆ ที่มี/ไม่มีสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศไทย

และถือเป็นโอกาสดีที่ขณะนี้กำลังมีเรื่องที่อยู่ในความสนใจของคนไทยเกี่ยวกับกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และภริยา ว่าทางการไทยจะร้องขอให้รัฐบาลอังกฤษส่งตัวบุคคลดังกล่าวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยได้หรือไม่ ทั้งนี้ โดยอาศัยสัญญาว่าด้วยส่งผู้ร้ายข้ามแดนกันในระหว่างกรุงสยามกับอังกฤษ ซึ่งได้ลงนามไว้ต่อกันเมื่อวันที่ 4 มีนาคม รัตนโกสินทร์ศก 129 (ค.ศ.1911 หรือ พ.ศ.2445) ที่กรุงเทพฯ โดยสัญญาฉบับนี้ได้มีพระราชานุญาตทั้งสองฝ่าย และได้แลกเปลี่ยนหนังสือพระราชานุญาตฝ่ายไทยและฝ่ายอังกฤษต่อกันที่กรุงลอนดอน ณ วันที่ 1 สิงหาคม รัตนโกสินทร์ศก 130

สัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกรุงสยามกับอังกฤษฉบับดังกล่าว ผู้ที่ลงนามในสัญญาฝ่ายสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามขณะนั้นคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีว่าการต่างประเทศฝ่ายสยาม และฝ่ายสมเด็จพระเจ้ากรุงเกรตบริเตนและไอร์แลนด์อันรวมกัน และอาณาจักรอังกฤษที่โพ้นทะเลทั้งหลาย และบรมราชาธิราชแห่งอินเดียขณะนั้นคือ อาเธอปิลเอสไควร์ อรรคราชทูตพิเศษ และผู้มีอำนาจเต็มฝ่ายอังกฤษประจำอยู่ ณ พระราชสำนักที่กรุงเทพฯ

วัตถุประสงค์ และเจตนารมณ์ของสัญญาดังกล่าวทำไว้เพื่อจะป้องกันไม่ให้มีผู้กระทำความผิดร้ายแรงอันเป็นโทษอยู่ในพระราชอาณาเขตทั้งสองฝ่าย คือบุคคลที่ต้องหาหรือถูกกล่าวโทษว่ากระทำความผิดอันมีโทษตามที่ระบุไว้ในสัญญารวม 31 ฐานความผิด และเป็นผู้ซึ่งหลบหนีการพิจารณาคดีจากศาลยุติธรรมของประเทศคู่สัญญาและไปอาศัย/พบตัวอยู่ในประเทศของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งสมควรที่จะต้องถูกส่งตัวให้ซึ่งกันและกัน เพื่อนำตัวบุคคลนั้นไปพิจารณาพิพากษาคดีในศาลยุติธรรมในประเทศที่ร้องขอให้ส่งตัวนั้นๆ ตามกฎหมายต่อไป

ในสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนดังกล่าวระบุความผิดอันมีโทษที่รัฐบาลไทยและอังกฤษจะส่งตัวบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดนแก่กันได้รวม 31 โทษฐานความผิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคดีที่มีโทษเกี่ยวกับการประทุษร้ายต่อชีวิตและร่างกาย, ปลอมแปลงเงินตรา, ยักยอกทรัพย์, ลักทรัพย์ ฯลฯ เป็นต้น

กรณีที่ศาลไทยได้ออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และภริยา ฐานขัดหมายศาล ตามคดีที่ถูกฟ้องร้องซึ่งมีโทษและฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2499 หมวด 2 ซึ่งเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการนั้น เมื่อได้พิจารณาโทษตามข้อตกลงตามสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนข้างต้นไม่พบว่าตรงกับโทษใดที่ทางการไทยจะร้องขอให้อังกฤษส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้

อย่างไรก็ตาม ในสัญญาดังกล่าวได้มีข้อยกเว้นไว้ว่า “ถ้าโทษอย่างอื่นๆ นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ถ้ามีความอยู่ในกฎหมายซึ่งใช้อยู่ทั้งสองฝ่ายว่าจะส่งผู้ร้ายให้กันได้นั้น ก็สุดแล้วแต่ประเทศซึ่งรับคำขอให้ส่งนั้นจะเห็นสมควรว่าจะส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้ต่อกันหรือไม่”

ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงต้องศึกษาว่าอังกฤษมีกฎหมายทำนองเดียวกับความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามที่ทางการไทยฟ้องร้องดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และภริยาหรือไม่

ซึ่งหากมี เช่นนี้ทางการไทยก็สามารถร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้โดยอาศัยข้อสัญญาข้างต้น

มีข้อยกเว้นเด็ดขาดตามสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทยกับอังกฤษอีกว่า ถ้าเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง “การเมือง” ก็ไม่ต้องส่งผู้ร้ายคนนั้นให้แก่กัน

โดยสัญญาในข้อ 5 ระบุว่า “ถ้าผู้ร้ายที่หนีมายังประเทศใด ประเทศนั้นเห็นว่าโทษที่ขอให้ส่งตัวไปชำระนั้น เป็นโทษมีลักษณะผิดต่ออำนาจของบ้านเมืองก็ดี หรือว่าผู้ร้ายนั้นนำพยานพิสูจน์ให้เห็นว่าการที่ขอให้ส่งตัวกลับไป เป็นการเพื่อจะชำระและลงโทษ อันมีลักษณะผิดต่ออำนาจของบ้านเมืองแล้ว ก็ไม่ต้องส่งผู้ร้ายคนนั้นให้แก่กัน”

จากประสบการณ์ของผู้เขียนมีความเห็นว่าการที่ทางการไทยจะร้องขอให้ทางการอังกฤษส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ และภริยา เป็นผู้ร้ายขัามแดนมาดำเนินคดีในประเทศไทยนั้น เป็นสิ่งที่ยากอย่างยิ่ง

อีกทั้งต้องใช้เวลายาวนานในการพิจารณาคดีที่ศาลในอังกฤษกว่าคดีจะถึงที่สุด เว้นแต่จะได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลอังกฤษ (นอกเหนือจากข้อตกลงในสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน) ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลดังนี้

1.กระบวนพิจารณาคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนในศาลที่ประเทศอังกฤษแตกต่างกับการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมในประเทศไทย เกี่ยวกับคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2472 ทั้งนี้เพราะอังกฤษจะปฏิบัติตามสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ทำไว้กับประเทศไทยโดยเคร่งครัด อีกทั้งให้ความคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชนไม่ว่าเชื้อชาติ สัญชาติใดเท่าเทียมกันทั้งหมด

การที่ศาลอังกฤษจะพิจารณาส่งผู้ร้ายข้ามแดนรายใดมายังประเทศไทย จะต้องพิจารณาไต่สวนพยานหลักฐานโดยละเอียดเสมอเหมือนหนึ่งว่าผู้ร้ายนั้นเป็นผู้กระทำความผิดในเมือง/ประเทศอังกฤษเอง (ตามสัญญาข้อ 8)

อีกทั้งจะต้องมีพยานหลักฐานนำสืบพิสูจน์เพียงพอให้ศาลอังกฤษเชื่อว่า ถ้าหากความผิดนั้นจำเลยได้กระทำในประเทศอังกฤษแล้ว ศาลจะมีอำนาจสั่งขังจำเลยไว้รอการพิจารณาคดีได้, จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันตามหมายจับของไทย และความผิดที่จำเลยต้องรับโทษนั้นเป็นความผิดอย่างหนึ่งซึ่งประเทศอังกฤษจะส่งตัวให้ได้ในเวลาที่พิพากษาลงโทษจำเลยนั้น

2.จากเหตุผลดั่งกล่าวข้างต้น พ.ต.ท.ทักษิณ และภริยา จะต้องจ้างทีมทนายความฝีมือดีในอังกฤษประสานงานกับทีมทนายความฝ่ายไทย ที่ให้ข้อมูล นำสืบพยานหลักฐานต่อสู้คดีในศาลที่อังกฤษในประเด็นสำคัญว่าคำร้องของส่งผู้ร้ายข้ามแดนของทางการไทยนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “การเมือง” อย่างชัดแจ้ง

และคดีที่ตนถูกฟ้องร้องในประเทศไทยไม่มีระบุไว้ในสัญญาทั้ง 31 โทษฐานความผิด ตนเองและครอบครัวเป็นผู้บริสุทธิ์ ถูกกลั่นแกล้ง ปฏิวัติรัฐประหาร และถูกอายัดทรัพย์โดยมิชอบ เป็นเหตุให้ตนเองและภริยาต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศเพื่อความปลอดภัย และยังเดินทางเข้าประเทศไทยไม่ได้เพราะอยู่ในช่วงที่มีรัฐบาลมาจากการปฏิวัติ เกรงว่าจะถูกทำร้าย กลั่นแกล้ง ฯลฯ เป็นต้น

ซึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องการถูกปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลทักษิณ เป็นข่าวแพร่หลายไปทั่วโลกและเป็นข่าวต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันและไม่อาจปฏิเสธได้ว่าต้นเหตุในการหนีไปอยู่ต่างประเทศนั้นมาจากเรื่อง “การเมือง” ซึ่งศาลในอังกฤษอาจจะรับฟังก็ได้

และแม้แต่หมายจับของศาลไทย ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2550 ก็ออกโดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (มิใช่ศาลยุติธรรม) ซึ่งพิจารณาคดีเกี่ยวกับเรื่องของนักการเมืองโดยเฉพาะ

นอกจากนั้น ตามสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทยกับอังกฤษ ยังมีข้อสัญญาในข้อ 6 ที่มีข้อความระบุห้ามอีกว่า “ผู้ร้ายที่ส่งไปให้แล้วนั้น ห้ามไม่ให้ประเทศที่รับตัวไปนั้น เอาไปกักขังหรือชำระโทษอย่างอื่นๆ นอกจากโทษที่ร้องขอรับตัวไปจนกว่าจะได้ปล่อยตัวหรือให้โอกาสแก่คนที่รับตัวไปนั้น เพื่อกลับไปยังประเทศที่ส่งตัวให้นั้นได้แล้วจึงจะชำระโทษคดีอย่างอื่นๆ ได้”

ซึ่งหมายความว่าหากอังกฤษยอมส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณและภริยากลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยทางการไทยจะดำเนินคดีได้เฉพาะโทษตามหมายจับในคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้นจะนำตัวไปพิจารณาพิพากษาในคดีอื่นๆ ไม่ได้ เว้นแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ และภริยา จะไปก่อคดีใหม่ขึ้นมาอีก

ดังนั้น จึงเป็นช่องทางให้จำเลยยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้ว่าเป็นคดีเกี่ยวกับการเมือง และศาลอังกฤษอาจพิจารณายกฟ้องและไม่ต้องส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ และภริยาเป็นผู้ร้ายข้ามแดน โดยอาศัยสัญญาข้อ 5 ดังกล่าวข้างต้นได้

นอกจากนั้น ยังมีเหตุผลประกอบอื่นๆ ที่ทางการอังกฤษจะไม่ยอมส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน เช่น ความมีฐานะทางการเงินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่สร้างรายได้และภาษีให้แก่อังกฤษเป็นจำนวนมหาศาล ฯลฯ เป็นต้น

3.เราคงจำกันได้ว่าประเทศไทยเคยได้รับบทเรียนเรื่องการร้องขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนคดี นายปิ่น จักกะพาก จากประเทศอังกฤษ และนายราเกซ สักเสนา จากประเทศแคนาดา มาแล้ว 2 คดี

ซึ่งผู้เขียนเคยนำตัวอย่างคดี, คำวินิจฉัยและคำพิพากษาของศาลในประเทศอังกฤษ มาใช้ต่อสู้คดีที่คนอังกฤษถูกทางการอังกฤษร้องขอให้รัฐบาลไทยส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนเพื่อนำไปพิจารณาพิพากษาในอังกฤษ

แต่ท้ายสุดศาลไทยก็มีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยเป็นผู้ร้ายข้ามแดนตามคำร้องขอของทางการอังกฤษ

และเพื่อเป็นอุทาหรณ์, เป็นการวิเคราะห์ในเชิงกฎหมายและวิชาการเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้ร่วมกันพิจารณาว่าในคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ และภริยา นั้น รัฐบาลไทยมีโอกาสนำตัวบุคคลทั้งสองมาดำเนินคดีในประเทศไทยโดยอาศัยสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ทำไว้กับอังกฤษได้ยากง่ายอย่างไรหรือไม่ นอกเหนือจากข้อต่อสู้เรื่อง “คดีการเมือง” ดังกล่าวข้างต้น

คดีนายปิ่น จักกะพาก นั้น คงจำกันได้ว่าทางการไทยได้ร้องขอไปยังทางการอังกฤษเพื่อให้ส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนมายังประเทศไทย โดยกล่าวหาว่านายปิ่นกระทำความผิดอาญาในประเทศไทยรวม 45 ข้อหา โดยนายปิ่นถูกจับตัวในกรุงลอนดอนเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2542 และถูกนำตัวขึ้นดำเนินคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ศาลแขวง Bow Street Magistrates” Court

นายปิ่นได้ต่อสู้คดี และได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยมีประกันศาลแขวงดังกล่าวได้ไต่สวนพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้วได้มีพิพากษาเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2544 ว่านายปิ่นมีความผิดเพียง 7 ข้อหา จึงพิพากษาให้ส่งตัวนายปิ่นเป็นผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่ทางการไทย

แต่นายปิ่นได้อุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลสูง (High Court of Justice, Queens Bench Division) โดยศาลสูงได้วินิจฉัยคดีทั้ง 7 ข้อหาโดยละเอียดว่าโจทก์มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังได้หรือไม่ว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาของรัฐบาลไทย (เสมอเหมือนหนึ่งว่าคดีนั้นได้เกิดขึ้นในอังกฤษ)

ท้ายสุดศาลสูงได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2544 โดยพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลแขวง ยกฟ้องคดีทุกข้อหาและปล่อยตัวนายปิ่นพ้นข้อหาไป

โดยศาลได้วินิจฉัยในประเด็นสำคัญว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดๆ บ่งชี้หรือสนับสนุนข้อพิสูจน์ได้ว่านายปิ่นกระทำการโดยมีเจตนาทุจริตตามข้อกล่าวหา และยังไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่คณะผู้พิพากษาจะวินิจฉัยลงโทษนายปิ่นได้

กรณีของนายปิ่นไม่เป็นความผิดตามกฎหมายอังกฤษ เพราะสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทยกับอังกฤษนั้น จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าข้อกล่าวหาในความผิดของนายปิ่นตามที่ทางการไทยกล่าวอ้างนั้น หากเกิดขึ้นในประเทศอังกฤษจะเป็นความผิดตามกฎหมายอังกฤษหรือไม่ (Double Criminality)

แต่ปรากฏว่าพยานหลักฐานของฝ่ายไทยยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าการกระทำของนายปิ่นผิดต่อกฎหมายอังกฤษด้วย ซึ่งคดีดังกล่าวได้ถึงที่สุดแล้วและรัฐบาลไทยไม่สามารถนำตัวนายปิ่นมาดำเนินคดีที่ประเทศไทยได้จนบัดนี้

เหตุที่ผู้เขียนต้องหยิบยกคดีของนายปิ่น จักกะพาก ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่ากระบวนพิจารณาคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนของอังกฤษนั้น ได้กระทำลงโดยละเอียด และให้ความคุ้มครองสิทธิของจำเลยผู้ถูกกล่าวหา โดยที่จำเลยมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่เพื่อมิให้ตนเองถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย ทั้งนี้เป็นไปตามสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่มีต่อกันและภายใต้กฎหมายของอังกฤษ อีกทั้งศาลอังกฤษยังให้ประกันตัวในระหว่างพิจารณาคดีด้วย ซึ่งแตกต่างกับการพิจารณาคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามกฎหมายไทย ที่ผู้เขียนใคร่ขอหยิบยกขึ้นเปรียบเทียบ ดังนี้

ประเทศไทยได้มีพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พุทธศักราช 2472 ตราเป็นกฎหมายขึ้นในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2472 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่ประเทศไทยมีสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับอังกฤษนานถึง 18 ปี โดยในพระราชบัญญัติดังกล่าวมีสาระสำคัญที่ควรพิจารณาดังนี้

1.พ.ร.บ.นี้ให้ใช้บังคับแก่บรรดาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนในประเทศไทยเท่าที่ไม่แย้งกับข้อความในหรังสือสัญญา อนุสัญญาหรือความตกลงกับรัฐบาลต่างประเทศ หรือในประกาศกระแสพระบรมราชโองการที่ได้ออกเกี่ยวกับหนังสือสัญญา อนุสัญญาและความตกลงนั้นๆ

2.หากประเทศใดไม่มีสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศไทยแต่ถ้ารัฐบาลไทย เห็นเป็นการสมควรก็อาจส่งตัวบุคคลผู้ต้องหาที่พิจารณาว่ากระทำความผิดอาญาในเขตอำนาจศาลของต่างประเทศ ให้แก่ประเทศนั้นๆ ได้ แต่การกระทำผิดเช่นนี้ ต้องเป็นความผิดซึ่งกฎหมายไทยกำหนดโทษจำคุกไม่น้อยกว่า 1 ปี

3.ความผิดที่จะส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนนั้น จะต้องไม่ใช่เป็นความผิดอันมีลักษณะในทางการเมือง

4.คดีส่งผู้ร้ายข้ามแดน ศาลไม่ควรอนุญาตให้จำเลยมีประกัน

5.ศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานข้อต่อสู้ฝ่ายจำเลย นอกจากในข้อต่อไปนี้ คือ

(1) จำเลยไม่ใช่ตัวบุคคลที่ถูกร้องขอให้ส่งข้ามแดน

(2) ความผิดนั้นไม่อยู่ในประเภทที่จะส่งข้ามแดนได้ หรือว่าเป็นความผิดอันมีลักษณะในทางการเมือง

(3) การที่ขอให้ส่งข้ามแดนนั้น ความจริงเพื่อประสงค์จะเอาตัวไปลงโทษสำหรับความผิดอย่างอื่นอันมีลักษณะในทางการเมือง

(4) สัญชาติของจำเลย

ผู้เขียนได้เป็นทนายจำเลยของชาวอังกฤษผู้หนึ่ง (ขอสงวนนาม) ซึ่งพำนักอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานแล้ว มีภรรยาคนไทยและมีบุตร 1 คน

พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องต่อศาลอาญา เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 คดีหมายเลขดำที่ ผ.12/2544 คดีหมายเลขแดงที่ ผ.6/2545 เรื่องส่งผู้ร้ายข้ามแดนโดยคดีนี้รัฐบาลอังกฤษได้ร้องขอให้ทางการไทยส่งจำเลยกลับไปดำเนินคดีที่อังกฤษ ในข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา

ผู้เขียนและทนายความอังกฤษได้ร่วมกันต่อสู้คดีที่ศาลอาญา โดยเสนอพยานหลักฐานว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์หากคดีตามข้อกล่าวหาเกิดขึ้นในประเทศไทย และหยิบยกข้อต่อสู้ตามสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทยกับอังกฤษ และคดีของนายปิ่น จักกะพาก ที่ถูกดำเนินคดีที่อังกฤษมาเป็นบรรทัดฐานแนวทางในการต่อสู้คดีเพราะเชื่อว่าหากคดีนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะศลจะรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาของทางการอังกฤษ ขอให้ศาลยกฟ้อง ปล่อยตัวจำเลยไป

ท้ายสุดศาลอาญาได้มีคำสั่งให้ขังจำเลยไว้เพื่อส่งตัวข้ามแดนไปยังประเทศอังกฤษ โดยศาลได้วินิจฉัยว่าส่วนที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหานั้น ตาม พ.ร.บ.การส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2472 ซึ่งบัญญัติว่า “ถ้าศาลเป็นที่พอใจว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอ ก็ให้ออกคำสั่งอนุญาตให้ขังจำเลยไว้เพื่อส่งข้ามแดนไป” นั้น หมายความว่าให้ศาลไต่สวนให้ได้ความว่าฟ้องของโจทก์ตลอดจนพยานหลักฐานที่โจทก์ไต่สวนในชั้นนี้ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2472 หรือไม่ โดยไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาจริงหรือไม่ ฯลฯ

ซึ่งจากคำวินิจฉัยของศาลอาญาดังกล่าว โดยความเคารพผู้เขียนเห็นว่าแนวปฏิบัติของศาลไทยแตกต่างไปจากแนวปฏิบัติของศาลในประเทศอังกฤษอย่างเช่นคดีของนายปิ่น จักกะพาก เพราะศาลไทยจะไม่รับฟังข้อต่อสู้ของจำเลยว่าหากคดีเกิดขึ้นในประเทศไทยตามข้อเท็จจริงที่ทางการอังกฤษกล่าวหาประกอบกับพยานหลักฐานตามข้อต่อสู้ของจำเลยนั้น จะเป็นการผิดต่อกฎหมายไทยหรือไม่เพราะศาลเห็นว่าเพียงแต่ทางการอังกฤษได้ร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนถูกต้องตามระเบียบปฏิบัติและขั้นตอนแล้วประเทศไทยก็จะต้องส่งบุคคลที่ถูกร้องขอกลับไปยังประเทศอังกฤษทุกกรณี (เว้นแต่คดีการเมืองที่นำสืบไปตามข้อต่อสู้)

ซึ่งต่อมาผู้เขียนได้อุทธรณ์คดีนี้ต่อศาลอุทธรณ์ แต่ท้ายสุดศาลอุทธรณ์ก็ได้มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลอาญา ให้ส่งตัวจำเลยเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศอังกฤษ และคดีถือว่าถึงที่สุดไม่สามารถฎีกาได้

ครั้นต่อมาเมื่อจำเลยได้ถูกส่งตัวกลับอังกฤษและถูกนำตัวขึ้นพิจารณาพิพากษาที่ศาลแขวง Bow Street Magistrates” Court ที่กรุงลอนดอน ซึ่งเป็นศาลเดียวกันที่พิจารณาคดีนายปิ่น จักกะพาก ศาลแขวงได้มีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยเพราะโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่ศาลจะรับฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดอาญาฐานฆ่าคนตายตามฟ้อง

ปัจจุบันจำเลยได้กลับมาประเทศไทย และอยู่กินกับลูกและภรรยามาจนบัดนี้

นอกจากคดีดังกล่าวข้างต้น ผู้เขียนยังได้เป็นทนายจำเลยให้กับชาวรัสเซีย, ยูเครน, เยอรมัน ที่ถูกทางการของต่างประเทศร้องขอให้รัฐบาลไทยส่งตัวจำเลยเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปพิจารณาพิพากษาคดีในต่างประเทศ เช่น ตามคดีของศาลอาญา หมายเลขคดีแดงที่ ผ.2/2546 ศาลอาญาได้มีคำวินิจฉัยว่า “ตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2472 มาตรา 15 บัญญัติว่า ถ้าศาลเป็นที่พอใจว่าคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอ ก็ให้ออกคำสั่งอนุญาตให้ขังจำเลยไว้เพื่อส่งตัวข้ามแดนต่อไป

ซึ่งมีความหมายว่าให้ศาลไต่สวนเพื่อฟังข้อมูลเบื้องต้นว่าฟ้องของโจทก์ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2472 มาตรา 12 หรือไม่ ไม่มีความจำเป็นต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามกฎหมายของประเทศที่ร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่”

และคดีของศาลอาญา หมายเลขแดงที่ ผ.13/2546 ได้มีคำวินิจฉัยว่า “ส่วนจำเลยจะกระทำความผิดจริงตามข้อกล่าวหาในฟ้องโจทก์หรือไม่นั้น ไม่มีความจำเป็นต้องวินิจฉัยเพราะตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2472 มาตรา 15 บัญญัติว่า”

ถ้าศาลเป็นที่พอใจว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอ ก็ให้ออกคำสั่งอนุญาตให้ขังจำเลยไว้เพื่อส่งข้ามแดนไป

ซึ่งมีความหมายให้ศาลไต่สวนเพื่อฟังข้อมูลเบื้องต้นว่าฟ้องของโจทก์ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2472 หรือไม่เท่านั้น

กฎหมายมิได้มีเจตนารมณ์ถึงขั้นจะต้องมีพยานหลักฐานเพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยกระทำความผิด แต่มุ่งประสงค์เพียงว่าการกระทำที่จำเลยถูกกล่าวหานั้นมีมูลความผิดหรือไม่

จากเหตุผลที่ผู้เขียนได้กล่าวข้างต้น หากสมมุติว่ามีอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศอังกฤษ ได้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดกฎหมายอาญาของอังกฤษและหลบหนีมายังประเทศไทย และทางการอังกฤษได้ร้องขอให้รัฐบาลไทยส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน และเป็นไปตามเงื่อนไขการส่งผู้ร้ายข้ามแดนตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2472 ผู้เขียนเชื่อเหลือเกินว่าทางการไทยจะต้องรีบพิจารณาและส่งตัวบุคคลดังกล่าวกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศอังกฤษอย่างแน่นอนโดยถือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นสำคัญ

แต่เหตุไฉน ในทางกลับกัน กรณีที่ทางการไทยประสงค์จะร้องขอให้ทางการอังกฤษส่งคนไทยที่อยู่ในประเทศอังกฤษ เป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาพิจารณาพิพากษาลงโทษในประเทศไทย กลับมีความยุ่งยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง และโอกาสที่จะได้ตัวกลับมานั้นช่างริบหรี่เสียเหลือเกิน

เพราะบุคคลเหล่านั้นมีสิทธิ เสรีภาพ ที่จะต่อสู้คดีได้เต็มที่ภายใต้กฎหมายของอังกฤษ และสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่มีต่อประเทศไทย

ดังนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลไทยจะกลับมาพิจารณาแก้ไข ปรับปรุง กฎหมาย และสนธิสัญญาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีส่งผู้ร้ายข้ามแดน เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานและเป็นแนวปฏิบัติที่เท่าเทียมกันกับอารยประเทศในโลกนี้เพราะประเทศไทยมิใช่เมืองขึ้นทางกฎหมายของประเทศใดในโลก

มีการตอบกลับหนึ่งครั้ง to “กรณีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน”

  1. suphakrit Says:

    ยังมีความเชื่อว่า กระบวนการยุติธรรมมี 2 มาตราฐานในประเทศไทย


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: