บทเรียนพฤษภาทมิฬ

logo-thai-rath.gif  

สถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้

มีอะไรหลายอย่างที่คล้ายกับเมื่อก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในเดือนพฤษภาคม 2535 คือเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เริ่มต้นด้วยมีรัฐประหาร ยึดอํานาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2521 และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เช่นเดียวกับรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2540 และร่างกันใหม่

รัฐธรรมนูญ 2534 ของ รสช.

ไม่ ต้องออกเสียงประชามติ แต่ประกาศใช้ได้เลย และถูกต่อต้านมาตั้งแต่ในขณะที่ยังร่างไม่เสร็จ ประเด็นสําคัญที่ถูกกลุ่มพรรคการเมือง “ฝ่ายเทพ” และองค์กรประชาธิปไตยคัดค้าน คือที่ มาของสมาชิกวุฒิสภา กับที่มาของนายกรัฐ-มนตรี โดยให้ประธาน รสช. เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯแต่งตั้งส.ว. 270 คน เท่ากับ 3 ใน 4 ของ ส.ส.

แม้จะเป็น ส.ว.แต่งตั้ง แต่มีอํานาจ

เกือบเท่ากับ ส.ส. เพราะมีสิทธิ์อภิปรายไม่ไว้ วางใจรัฐบาล ความหมายจริงๆก็คือ รสช. ผู้แต่งตั้ง ส.ว. สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยไม่ ต้องง้อพรรคการเมืองหรือ ส.ส. เพราะมี ส.ว. เกินครึ่งหนึ่งของ ส.ส. อยู่ในมือ สามารถคํ้าจุน บัลลังก์หรือสืบทอดอํานาจ รสช.ได้ แต่ในขณะเดียวกัน รสช.ก็แอบสนับสนุนนักการเมืองตั้งพรรค และได้ ส.ส.มาจํานวนหนึ่ง

ประกอบกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

เปิดทางให้ “คนนอก” เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่จําเป็นที่จะต้องมาจาก ส.ส. รสช.จึงสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างสบายๆ ด้วยเสียงสนับสนุนของ ส.ว.ทั้งสภา กับ ส.ส.อีกจํานวนหนึ่ง แต่คณะผู้นํา รสช.ก็ได้ออกมาให้คํา มั่นสัญญาต่อประชาชนอย่างหนักแน่น ว่าจะไม่มีการสืบทอดอํานาจ รสช.โดยเด็ดขาด และ จะไม่รับตําแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากที่ถูก ต่อต้าน

ประชาชนส่วนใหญ่จึงเชื่อว่า

รสช.ยึดอำนาจเป็นการชั่วคราว เพียงเพื่อจะเข้าไปทำความสะอาดการเมือง แก้ไขกติกาการเมืองให้ดีขึ้น เพื่อขจัดการซื้อสิทธิ์ขายเสียง และป้องกันคอรัปชัน แต่หลังการเลือกตั้งในเดือนมีนาคม 2535 ผู้นำ รสช.คนหนึ่งกลับรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยอ้างหน้าตาเฉยว่า “เพื่อชาติ” การคัดค้านรัฐธรรมนูญจึงเปลี่ยนเป็นการขับไล่นายกฯผู้ “ตระบัดสัตย์เพื่อชาติ”

เหตุการณ์ลุกลามบานปลายกลายเป็นนองเลือด

เป็นโศกนาฏกรรมทางการเมืองครั้งสำคัญของเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง แต่สงบลง ได้ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นบทเรียนที่จะต้องจดจำไปอีกนานแสนนาน บทเรียนอย่างหนึ่งก็คือ บางคนอาจจะกระทำโดยทุกวิถีทางแม้แต่การก่อเหตุการณ์นองเลือด หรือเข่นฆ่าเพื่อนร่วมชาติ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ หรือเพื่อรักษาอำนาจ

ต้องถือว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดี

ที่คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ดึงดันเปิดทางให้ “คนนอก” เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ยังไม่ทราบว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ ในเรื่องที่มาของวุฒิสภา ซึ่งมีอำนาจเท่ากับวุฒิสภาเลือกตั้ง แต่ก็น่ายินดีที่ผู้นำ คมช.หลายคนยืนยันว่า จะ ไม่มีการสืบทอดอำนาจแน่นอน เพราะหมดยุคสมัยที่ทหารจะปกครองประเทศ หวังว่าจะรักษาคำสัญญา ไม่ทำผิดพลาดอีกเหมือนกับ รสช. 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: