ผลการลงประชามติ “รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ภายใต้รัฐบาลทหาร”

แถลงผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการเมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 20 สิงหาคม

การออกเสียงประชามติครั้งนี้มีผู้มีสิทธิลงคะแนน 45,092,955 คน ผู้มาใช้สิทธิกว่า 25,978,954 คิดเป็นร้อยละ 57.61  

เห็นชอบ 14,727,306 เสียง คิดเป็นร้อยละ 56.69

ไม่เห็นชอบ 10,747,441 เสียง คิดเป็นร้อยละ 41.37

บัตรเสีย 504,120 ใบ คิดเป็นร้อยละ 1.94 และมีการคืนบัตร 87 ใบ 

         

ผลคะแนนปรากฏว่าพื้นที่ภาคใต้มีผู้มาใช้สิทธิเห็นชอบมากที่สุด 3, 214, 506 เสียง คิดเป็นร้อยละ 88.30 รองลงมา คือภาคกลาง 5, 714, 973 เสียง คิดเป็นร้อยละ 66.53 ภาคเหนือ 2, 747, 645 เสียง คิดเป็นร้อยละ 54.47 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3, 050, 182 เสียง คิดเป็นร้อยละ 37.20            จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิมากที่สุดคือ จ.ลำพูน 237, 265 คน คิดเป็นร้อยละ 75.35 และ จ.สุรินทร์ มีผู้มาใช้สิทธิน้อยสุด 481, 180 เสียง คิดเป็นร้อยละ 49.66 จ.ปัตตานีมีจำนวนบัตรเสียสูงสุด13, 465 ใบ คิดเป็นร้อยละ 6.05 และบัตรเสียน้อยสุดคือกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีจำนวนบัตรเสีย 25, 530 ใบคิดเป็นร้อยละ 1.12 

          ขณะที่จังหวัดที่มีผู้เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญมากที่สุด คือ จ.ชุมพร 197, 717 เสียง คิดเป็นร้อยละ 93.20 และ จ.นครพนม เห็นชอบน้อยจำนวน 60, 372 เสียงคิดเป็นร้อยละ 22.41

มติชนวิเคราะห์

ผลการลงคะแนนซึ่งมีผู้ไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญสูงถึง 24 จังหวัด แบ่งเป็นภาคเหนือ 7 จังหวัด(จากทั้งหมด15 จังหวัด) และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 17 จังหวัด(จากทั้งหมด 19 จังหวัด)

อาจทำให้เป้าหมายของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)ที่ต้องการกวาดล้างอดีตพรรคไทยรักไทยให้ตกจากเวทีการเมืองในการเลือกตั้งทั่วไปไม่สามารถบรรลุผลได้โดยง่าย

แม้ก่อนหน้านี้พรรคไทยรักไทยเผชิญมรสุมทางการเมืองอย่างหนักตั้งแต่

1.ถูกคณะตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค 111 คน เป็นเวลานาน 5 ปี 2.คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.)อายัดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคและครอบครัว 7.3 ล้านบาทเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงมิให้สนับสนุนอดีต ส.ส.กลุ่มไทยรักไทย

3.การแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 ห้ามการใช้ชื่อที่เหมือนหรือคล้ายกับพรรคการเมืองที่ถูกยุบเป็นเวลานาน 5 ปีซึ่งหมายความว่ากลุ่มไทยรักไทยไม่สามารถใช้สัญลักษณ์พรรคไทยรักไทยในการหาเสียงในการเลือกตั้งต่อไปได้ที่สำคัญในการรณรงค์เพื่อให้ประชาชนไปลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

รัฐบาลและ คมช.ได้ใช้กลไกและสื่อของรัฐอย่างเต็มที่เพื่อสกัดความเคลื่อนไหวในการล้มร่างรัฐธรรมนูญและเน้นเป็นพิเศษในพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคไทยรักไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือแต่ผลก็ยังออกมาว่า

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญเกือบ 62.80% เห็นชอบเพียง  37.20% 

ขณะที่ภาคเหนือ คะแนนเห็นชอบชนะอย่างเฉียดฉิว  54.47% ต่อ 45.53%ปรากฎการณ์ดังกล่าว 

นอกจากสะท้อนให้เห็นว่า เครือข่ายพ.ต.ท.ทักษิณ และกลุ่มไทยรักไทยยังคงทำงานอย่างได้ผลแล้ว ยังเป็นตัวบ่งชี้ว่า รัฐบาลและ คมช.ทำงานล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะเป็นการบริหาราชการแผ่นดิน การตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งในส่วนของอดีตนายกรัฐมนตรีตรงกันข้ามกับมีข่าวความแตกแยกกันในกลุ่มเครือข่าย คมช.และการเคาะกะลาในการตรวจสอบโครงการต่างๆที่ทำขึ้นมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรในภาคตะวันนออกเฉียงเหนือซึ่ง มีส.ส.ได้ 136 คนนั้น การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 พรรคไทยรักไทยสามารถกวาด ส.ส.ได้ถึง 126 คน ที่เเหลือเป็นของพรรคชาติไทย 6 คน ประชาธิปัตย์ 2 คนและมหาชน 2 คน 

ผลการลงประชามติในครั้งนี้ซึ่งไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญถึง 17 จังหวัด(มีจำนวน ส.ส. รวมกันถึง 109  คน ) แม้จะมิได้หมายความว่า ในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้น อดีต ส.ส.ไทยรักไทยซึ่งรวมตัวกันในนามพรรคพลังประชาชน(พปช.)จะกวาดที่นั่งได้ทั้งหมด 109 ที่นั่ง แต่จากผลคะแนนไม่เห็นชอบที่สูงเกือบหรือกว่า 70% ในหลายจัหงวัด เช่น กาฬสินธุ์ นครพนม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู  อุดรธานี

เชื่อกว่า อดีต ส.ส.ไทยรักไทยที่ลงสนามในนาม พปช.จะกวาดเก้าอี้รวมกันเกือบ 100 ที่นั่งประเด็นที่น่าสนใจคือ ในหลายจัหงวัดซึ่งเป็นฐานคะแนนเสียงของอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทยซึ่งแยกตัวออกไปก่อนและหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ไปรวมตัวกันเป็นกลุ่มการเมืองอื่น เช่น หนองคายซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของกลุ่มนายพินิจ จารุสมบัติ คะแนนไม่เห็นชอบสูงถึง 74.76% ขอนแก่นฐานเสียงสำคัญของนายสุวิทย์ คุณกิตติ คะแนนไม่เห็นชอบสูงถึง 66.51% นครพนมฐานเสียงสำคัญของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ คะแนนไม่เห็นชอบสูงที่สุดถึง 77.59%

ผู้คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองให้ความเห็นว่า การที่พื้นที่ซึ่งเป็นฐานเสียงของนักการเมืองใหญ่เหล่านี้ ลงคะแนนไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้น่าสงสัยในพฤติกรรมของนักการเมืองเหล่านี้ว่า อาจยังคงมีสายสัมพันธ์อยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงต้องการแสดงศักยภาพให้ พ.ต.ท.ทักษิณเห็นว่า ยังมีอำนาจต่อรองสูง

พูดง่ายๆคือการโชว์ผลงานให้พ.ต.ท.ทักษิณเห็นเพื่อหวังผลว่า อาจได้รับท่อน้ำเสียงจาก พ.ต.ท.ทักษิณในการเลือกตั้งครั้งหน้า’

ผู้คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองกล่าาวขณะที่นครราชสีมาซึ่งเป็นฐานเสียงใหญ่ของ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ คะแนนเห็นชอบชนะอย่างสูสี 59.16 %ต่อ 40.84 %ชี้ให้เห็นว่า นายสุวัจน์อาจต้องการแยกตัวออกจากเครือข่ายของพ.ต.ท.ทักษิณอย่างเด็ดขาด

สำหรับบุรีรัมย์ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของนายเนวิน ชิดชอบซึ่งใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณอย่างมากในช่วงวิกฤตการเมืองในปี 2549  คะแนนเห็นชอบชนะอย่างสูสี 55.20% ต่อ 44.80% อาจเป็นเพราะ คมช.ใช้กลไกต่างๆสกัดอย่างเต็มที่ แต่นายเนวินก็ยังสามารถโชว์ศักยภาพให้เห็นพื้นที่อิสานใต้ที่คะแนนไม่เห็นชอบชนะอย่างขาดลอย เช่น สุรินทร์ ศรีสะเกษสำหรับพื้นที่ภาคเหนือนั้น

ในการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 พรรคไทยรักไทยสามารถกวาดที่นั่งได้ถึง 71 ที่นั่งจาก 76 ที่นั่ง  แม้คะแนนไม่เห็นชอบอาจไม่ทิ้งห่างเท่ากับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ในพื้นที่ 7 จังหวัดดังกล่าวก็มีจำนวน ส.ส.ถึง 35 ที่นั่ง แม้ในการเลือกตั้งที่มีขึ้นจะสามารถกวาด ส.ส.ได้ทั้งหมด แต่คงไม่น้อยกว่า 20 ที่นั่ง เมื่อรวมกับจำนวน ส.ส.ที่ได้จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว น่าจะได้ถึง 100 ที่นั่งขึ้นไปอย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า ในจังหวัดสุโขทัยและอีกหลายจังหวัดซึ่งเป็นฐานเสียงของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน หัวหน้ากลุ่มมัชฌิมาซึ่งประกาศตัวอย่างชัดเจนว่า แยกกลุ่มมาจากกลุ่มไทยรักไทย คะแนนเห็นชอบทิ้งห่างไม่เห็นชอบอย่างมาก

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ยอมรับว่า ถ้าการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นยังใช้ระบบแบ่งเขตเบอร์เดียวเหมือนกับการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2548 โอกาสที่อดีต ส.ส.กลุ่มไทยรักไทยจะได้เสียงถึง 130 ที่นั่งเป็นไปได้สูง แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นระบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ เขตละ 3 คน ทำให้ ส.ส.จากพรรคอื่นที่มีคะแนนเสียงอยู่บ้างมีโอกาสที่จะสอดแทรกเข้าไปได้‘คะแนนลงประชามติที่ออกมาเป็นเรื่องน่ากลัวอย่างมาก ที่แม้ตัวพ.ต.ท.ทักษิณจะไม่อยู่ แต่ถ้ายังคงมีท่อน้ำเลี้ยงแล้วก็สามารถทำได้ทุกอย่าง

นายสุเทพกล่าวอย่างไรก็ตามการเปลี่ยนวิธีการเลือกตั้งเป็นแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ก็ทำให้อดีต ส.ส.กลุ่มไทยรักไทยสามารถสอดแทรกในเขตพื้นที่ที่คู่แข่งไม่แข็งแกร่งจริงได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นโอกาสที่จะทำให้อดีต ส.ส.กลุ่มไทยรักไทยได้ที่นั่งในเขตที่ลงคะแนนเห็นชอบ ก็มีมากเช่นเดียวกัน เมื่อรวมกับเขตพื้นที่ที่อดีต ส.ส.กลุ่มไทยรักไทยมีความแข็งแกร่งแล้ว โอกาสที่กลุ่มไทยรักไทยจะได้ ส.ส.เขตถึง 130 ที่นั่งจากทั้หงมด 400 เขตก็มีอยู่สูงนอกจากนั้นเมื่อรวมกับ จำนวนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ที่เปลี่ยนเป็นระบบ 8 บัญชี 80 คนแล้ว ถ้าคิดจากคะแนนไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญเป็นฐานแล้ว โอกาสที่อดีตส.ส.กลุ่มไทยรักไทยจะได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อถึง 20 คนก็เป็นไปได้สูง

เมื่อรวมแล้ว  อดีต ส.ส.กลุ่มไทยรักไทยอาจได้ ส.ส.ทั้งสองแบบสูงภถึง 150 ที่นั่งจากส.ส. 480 ที่นั่ง อาจเป็นพรรคที่ได้จำนวน ส.ส.สูงที่สุดเมื่อเทียบกับพรรคการเมืองที่ลงสนามเลือกตั้งทั้งหมดไม่ว่า จะเป็น ประชาธิปัตย์ ชาติไทย  กลุ่มมัชฌิมาซึ่งควบกับกลุ่มรวมใจไทย และกลุ่มสมานฉันท์
 
จากนี้ไปจึงน่าจับตาดูว่า รัฐบาลและ คมช.จะดำเนินการอย่างไรเพื่อสกัดมิให้กลุ่มไทยรักไทยสามารถยึดเก้าอี้ในสภาผู้แทนราษฎรได้เป็นอันดับหนึ่งซึ่งหมายความว่า การต่อสู้ทางการเมืองจะเป็นไปอย่างรุนแรงจนคาดเดาได้ยากจะมีอะไรเกิดขึ้น

มีการตอบกลับหนึ่งครั้ง to “ผลการลงประชามติ “รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ภายใต้รัฐบาลทหาร””

  1. ท่อตัน Says:

    ขอบคุณสำหรับข่าวสารนะครับ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: