หลังประชามติคือรัฐประหารเงียบ

“ผมเลิกสอนกฏหมายรัฐธรรมนูญ”

รศ.สมยศ เชื้อไทย เป็นอาจารย์สอน กฎหมายรัฐธรรมนูญยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ แต่วันนี้เขาประกาศ เลิกสอนกฎหมายรัฐธรรมนูญในชั้นเรียนคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ก่อนหน้านี้อาจารย์สมยศเตือนสังคมไทยหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ว่า นับจากนี้ การต่อสู้ระหว่างอำนาจเก่าและอำนาจใหม่จะ ยืดเยื้อยาวนาน และฟันธงว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 จะไม่แก้วิกฤตการเมืองไทย แต่ดูเหมือน คนส่วนใหญ่จะไม่ใส่ใจกับคำเตือนของอาจารย์สอนกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะคนส่วนใหญ่อยากเห็นการเลือกตั้งเร็วๆ ไวๆ “ผมเป็นแค่มหรสพทางวิชาการ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามแต่ใจของเขา คุณจะว่าผมเป็นพวกองุ่นเปรี้ยวก็เรื่องของคุณ แต่ผมได้เตือนแล้ว”ล่าสุดสมยศ เชื้อไทย วิเคราะห์การเมืองที่ กำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งในช่วงสิ้นปีนี้ว่า จะไม่ใช่แค่เพียงการต่อสู้ของอำนาจเก่าและอำนาจใหม่ที่เป็นคู่ขัดแย้งอยู่ แต่สิ่งที่น่าวิเคราะห์คือ ทุน เพราะต่อไปนี้คือการต่อสู้ด้วยทุนการต่อสู้ด้วยทุนที่จะเกิดขึ้นในการเลือกตั้ง ครั้งนี้ จะเป็นรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากเดิม ต้องไปวิเคราะห์ว่าใครจะเป็นกลุ่มทุน หรือใครจะเป็นทุนให้อำนาจเก่าและอำนาจใหม่ กรณีบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์บริจาคเงินให้ประชาธิปัตย์ 23 ล้าน เป็นรูปธรรมที่เห็นได้ชัด และคาดว่า กลุ่มทุนขนาดใหญ่จะสนับสนุนพรรคการเมืองหลายพรรค ไม่ใช่พรรคใดพรรคหนึ่งเช่นในอดีตอาจารย์สอนกฎหมายกล่าวต่อไปว่า “ปัญหาใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คือ ปัญหาตุลาการภิวัตน์ ที่เป็นการเอาตุลาการไปยุ่งการเมืองจะเป็นเรื่องใหญ่มากเพราะเสาหลัก ของรัฐธรรมนูญคือต้องแยกอำนาจตุลาการกับ อำนาจบริหารให้ออกจากกัน หากศาลไปโยงกับการเมืองก็จะไปกันใหญ่ ปัญหานี้เราเคยเจอแล้วคือปัญหาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีปัญหาการวิ่งเต้นล้มคดี ต่อไปข้างหน้าจะมีปัญหาใหญ่กว่านี้อีก หลังจากศาลมายุ่งกับการเมืองก็จะไปสนับสนุนอำนาจใหม่โดยปริยาย”

นายกสมาคมนิติศาสตร์ มธ.มองว่า ตัวระบบการเมืองจะนำไปสู่การต่อสู้แบบเก่าแต่ในรูปแบบใหม่ เพราะการเมืองมีการเปลี่ยนกลุ่มใหม่ หรือที่เรียกว่า เป็นการจัดคอกให้ลงสู่เวทีต่อสู้การเลือกตั้ง หรือจัดคอกให้เข้าสู่เวทีการเมืองเท่านั้นเอง

“ผมเชื่อว่าการเมืองยังวุ่นวายต่อ เพราะการต่อสู้ยังไม่จบ อำนาจเก่าอำนาจใหม่ยังไม่จบ เพียงแต่แค่คลี่คลายเท่านั้น หรือเป็นเส้นทางเดินผ่าน หากดูปัญหาตอนนี้ก็ต้องดูย้อนหลังไปก่อนการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ว่าปัญหาในตอนนั้นคืออะไร ระยะเวลาที่ผ่านมาทหารเข้าไปมีอำนาจแทนอำนาจเก่าที่ลอกคราบ ยังไม่หมด ซึ่งไปทำให้เขา (กลุ่มไทยรักไทยเดิม) มีพื้นที่ในการต่อสู้มากขึ้น ตรงนี้คือคู่ต่อสู้เก่าที่ จะมาเปลี่ยน จะมาลงเวทีเลือกตั้ง เรามองดู ใครๆ ก็รู้ว่าต้องมีรัฐบาลผสม เป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ ถ้ากลุ่มพรรคพลังประชาชน หรือถ้ากลุ่ม ไทยรักไทยเก่าไปอยู่ในกลุ่มฝ่ายค้าน ก็จะทำให้ฝ่ายค้านเข้มแข็ง ดังเห็นได้จากการเลือกนายสมัคร สุนทรเวช มาเล่นบทบาทฝ่ายค้านในสภา”

รศ.สมยศยังเชื่ออีกว่า หากกลุ่มไทยรักไทยเดิมไปเป็นฝ่ายค้านก็จะสามารถควบคุมรัฐบาล เพราะฉะนั้นหากรัฐบาลผสมที่ไม่แข็งแรง และ จะต้องบริหารความต้องการของ ส.ส. รัฐสภา ซึ่งมีข้ออ่อนอยู่ 2 จุด 1.ขาดผู้นำที่เข้มแข็ง 2.การต้องต่อสู้ทางการเมืองตลอดเวลา เพราะ มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ และสามารถถูก ถอดได้ตลอดเวลา

ในการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้จะต้องใช้เงินซื้อเสียงอย่างมาก ยิ่งระบบการเลือกตั้งยังเอื้อให้มีการ รับเงิน เนื่องจากมีการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง ซึ่งสามารถเช็กบิลได้ แต่การนับที่เขตเป็นการ ตัดกลไกทางตลาดได้ส่วนหนึ่ง ดังนั้นรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ให้มีการนับคะแนนที่หน่วยและมีรัฐบาลผสม จึงเป็นการทำให้การเมืองไทยย้อนกลับ ไปที่เดิม

รศ.สมยศมองว่า รัฐธรรมนูญวันนี้เป็นแพะ โดยเปรียบว่าเหมือนคนทะเลาะกันแล้วรื้อบ้าน แล้วสร้างใหม่ซึ่งก็สร้างมาเหมือนเดิม โดยความจริงแล้วหลังคารั่วเมื่อสร้างใหม่คนก็ยังทะเลาะ กันอีก ตรงนี้เรียกว่าปัญหาทางวัฒนธรรมทาง การเมือง

“คุณจะไปปราบคอร์รัปชั่น ทำลายแนวคิดของไทยรักไทยไม่ได้ เพราะเขามีความเชื่ออย่างหนึ่ง เราต้องเปิดพื้นที่ให้เขาต่อสู้ จะหน้ากลมหรือหน้าเหลี่ยมไม่ต่างกัน แต่สู้กับคนมีปืนน่ากลัวกว่า ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็มีข้ออ่อน คือ เก่าแก่ เปลี่ยนแปลงวิสัยทัศน์ยาก หากผลัดใบต้องผลัดใบทางความคิดทั้งหมด ไม่ใช่แค่คนสองคน”

หากเป็นไปตามความคาดหมายของ รศ.สมยศแล้ว แน่นอนว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) จะไม่สามารถลงจากหลังเสือได้โดยง่าย แต่จะลงในรูปแบบไหนนั้นนายกสมาคมนิติศาสตร์ มธ.คาดเดาว่าอาจจะแปลงโฉมลงหลังเสือโดยรูปแบบพรรคการเมืองแบบแฝงเร้น หรือต้องดูอำนาจที่สามารถสนับสนุนต่อไปได้

รศ.สมยศฟันธงว่า การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทางการเมืองต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี และรัฐธรรมนูญปี 2550 นั้นจะมีอายุสั้น

“19 กันยายนเป็นการเปลี่ยนรัฐประหารเป็นรัฐธรรมนูญ ส่วนการลงประชามติเป็นการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญเป็นรัฐประหารรูปแบบใหม่ ผมมองว่ามาตรา 309 จะทำให้การรัฐประหารกลับมาอีก เปรียบเหมือนมาตราลูกฆ่าพ่อ คือใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ ผมบอกทุกคนแล้วว่าผมจะไม่สอนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญอีกเลยเพราะรับไม่ได้ กับมาตรา 309”

สุดท้ายสมยศ เชื้อไทย ฟันธงว่า การเมือง ต่อไปนี้ตำแหน่ง ผบ.ทบ.จะกลับมามีความสำคัญอีกครั้ง !!!หรือ ใครไม่เชื่อ ?

สิบล้านกว่าเสียงไม่รับ”ร่าง” บอกอะไรการเมือง โดย นิธิ เอียรศรีวงศ์

เสียงของคนสิบล้านกว่าคนที่ไม่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ บอกอะไรทางการเมืองบ้างทั้งนี้ยังไม่นับอีกสิบหกล้านเสียงซึ่งไม่ได้ใช้สิทธิในการลงประชามติ หากคิดด้วยสถิติของผู้ลงประชามติ ก็จะเท่ากับหกล้านกว่าเกือบเจ็ดล้านคน หมายความว่ามีคนประมาณ 17 ล้านคน ที่เห็นว่าไม่ควรรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นหน้าที่ของพรรคประชาธิปัตย์, ชาติไทย, มหาชน, ประชาราช ฯลฯ ที่สนับสนุนให้รับรัฐธรรมนูญต้องให้คำอธิบายแก่พวกเขา และต้องเป็นคำอธิบายที่พวกเขารับฟังได้ด้วย มิฉะนั้นก็อย่าหวังว่าจะได้คะแนนเสียงจริงอยู่ผู้ที่ไม่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญค่อนข้างกระจุกตัวอยู่ในภาคอีสานและภาคเหนือตอนบน แต่ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระจายอยู่อย่างเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ทั่วทั้งประเทศ (ยกเว้นภาคใต้) แม้แต่กรุงเทพฯ ยังมีอยู่ถึง 37% ของผู้ใช้สิทธิ (หากเอาตัวเลขนี้ไปคำนวณจากผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในกรุงเทพฯ ก็ตกประมาณกว่า 1.5 ล้านคน)

การกระจุกตัวของกลุ่มประชากรที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ มักถูกอธิบายว่าเป็นพื้นที่ฐานเสียงของพรรค ทรท.หรือของคุณทักษิณ ชินวัตร แต่ย้อนกลับไปดูผลการเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ.2548 พื้นที่ซึ่งพรรค ทรท.ชิงที่นั่งได้ทั่วประเทศมีกว้างขวางกว่านั้นมาก ฉะนั้นคำอธิบายนี้คงถูก แต่ถูกไม่หมด และคงจะมีคำอธิบายจากมุมมองอื่นๆ ได้อีกมากและหนึ่งในคำอธิบายที่เป็นไปได้ ซึ่งผมเห็นว่าน่าคิดมากก็คือ ภาคอีสานและภาคเหนือตอนบนเป็นพื้นที่ซึ่งประชากรมีรายได้เฉลี่ยต่ำสุด

คะแนนเสียงประชามติในครั้งนี้จึงเป็นคะแนนเสียงของคนจนกับของคนไม่จน, ของเกษตรกรรมและอะไรอื่นๆ ที่จัดว่าเป็นนอกระบบ กับเศรษฐกิจในระบบ, ของคนที่รู้สึกตัวว่าถูกทอดทิ้ง กับของคนที่วางเดิมพันไว้กับระบบการเมืองส่วนกลางมากกว่า, และของอะไรอื่นๆ อีกมากที่เป็นความแตกต่างเชิงโครงสร้างของกลุ่มประชากรเพื่อชโลมหูผู้ฟัง เราอาจพูดถึง ‘แตกต่างแต่ไม่แตกแยก’ แต่ผมไม่เคยเห็นความแตกต่างเชิงโครงสร้างอย่างนี้ในสังคมใดว่าไม่ใช่ความแตกแยก ถ้อยคำหวานหูเช่น สมานฉันท์, สามัคคี, ปรองดอง, โซ่ข้อกลาง, ฯลฯ

ไม่มีทางที่จะบรรเทาความแตกแยกเช่นนี้ได้ จนกว่าจะลงมือทำให้ความไม่ลงรอยของการพัฒนาส่งผลต่อคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกันมากขึ้นนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ มักพูดตรงกันว่าประชาชนในภาคเหนือตอนบนและภาคอีสานยังชื่นชมกับนโยบายที่ถูกเรียกว่า ‘ประชานิยม’ ของรัฐบาล ทรท. ด้วยเหตุดังนั้นจึงลงประชามติเช่นนั้นด้วยความหวังว่า นโยบายเช่นนั้นจะกลับมาใหม่ (ภายใต้รัฐบาลที่สืบต่อจาก ทรท.หรือภายใต้รัฐบาลอื่นที่ยอมจำนนต่อความต้องการนโยบายเช่นนั้นก็ตาม)

ถ้าอย่างนั้น ความแตกแยกไม่ได้ปรากฏเฉพาะในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมเท่านั้น แต่รวมถึงการแก่งแย่งช่วงชิงนโยบายสาธารณะของรัฐด้วยในทางการเมือง รัฐบาลใหม่ (ที่มาจากการเลือกตั้งหรือการจัดการของกองทัพก็ตาม) จะเผชิญกับความแตกแยกนี้อย่างไร คำสัญญาลมๆ แล้งๆ ว่าประชาชนต้องมาก่อน, สร้างงานด้วยเงินลงทุนต่างประเทศ ฯลฯ เลื่อนลอยกว่าโครงการรูปธรรมของรัฐบาล ทรท. นอกจากไม่ได้คะแนนเสียงแล้ว แม้จัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ก็ต้องเผชิญความแตกแยกซึ่งพร้อมจะแปรผันไปสู่การเผชิญหน้ากันได้หลายรูปแบบ ทั้งด้วยวิธีรุนแรงและวิธีที่ไม่รุนแรง

และถ้าพรรคพลังประชาชนสามารถกวาดที่นั่งในพื้นที่เหล่านี้ได้เป็นส่วนใหญ่ (แน่นอน ท่ามกลางการกดดันของอำนาจทหารและอำนาจรัฐที่มาจากการรัฐประหารดังปรากฏในการลงประชามติ) ก็หมายความว่าจะมีพรรคฝ่ายค้านที่เกาะติดกับ ‘ชนชั้น’ (ในความหมายหลวมๆ) แตกต่างจากที่พรรคประชาธิปัตย์เคยเป็น เพราะประชาธิปัตย์เกาะติดกับพื้นที่ไม่ใช่ ‘ชนชั้น’ไม่เคยมีมาก่อนในการเมืองไทยนะครับ รัฐบาลใหม่จะตอบสนองต่อพรรคฝ่ายค้านเช่นนี้อย่างไร หันกลับไปเอาใจประชาชนกลุ่มนี้ ก็มีโอกาสที่จะทำให้ฐานเสียงเดิมของตนคลายความนิยมลง (เพราะความขัดแย้งเป็นเรื่องของนโยบาย-ไม่ใช่แค่เหม็นสาบคนจน หรือหมั่นไส้คนรวย) เกาะติดกับฐานเสียงเดิม ก็เท่ากับทำให้ฝ่ายค้านยิ่งเกาะติดกับ ‘ชนชั้น’ มากขึ้น นั่นหมายความว่าจะขยายต่อไปยังกลุ่มคนจนเมืองได้อีกมาก

ยิ่งรัฐธรรมนูญใหม่บังคับให้ต้องเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค ทุกพรรคล้วนมีนายทุนใหญ่หนุนหลัง ต้องเกี้ยเซี้ย แบ่งปันผลประโยชน์ในการวางนโยบายสาธารณะ เพื่อตอบแทนแก่นายทุนพรรคหลายกลุ่ม จะเหลือกำลังอะไรไว้เยียวยาความแตกแยกเชิงโครงสร้างที่ร้าวลึกขึ้นไปเรื่อยๆ ฉะนั้นปีหน้าจะเป็นปีแห่งความสามัคคีอย่างแน่นอน สังคมไทยคงต้องเสียทรัพยากรมูลค่าเป็นหมื่นล้าน เพื่อส่งเสริมความสามัคคีและสมานฉันท์ไว้บนเสาไฟฟ้าทุกต้นของประเทศ แต่ถึงอย่างไรก็คงปิดความแตกแยกเชิงโครงสร้างได้ไม่มิดอยู่นั่นเองประเด็นที่จะต้องขัดแย้งกันนั้นมีมากเสียด้วย เช่นหลังรัฐบาลเฉพาะกิจเฉพาะกาลนี้หมดวาระลง รัฐบาลต้องตัดสินใจว่า จะดำเนินการโครงการ ‘ประชานิยม’ ต่อไปอย่างไร จะทุ่มเงินลงมาปรับปรุงโครงการสุขภาพถ้วนหน้า หรือปล่อยให้มันค่อยๆ ตายไปเอง, จะทำอย่างไรกับธนาคารหมู่บ้านและโครงการกองทุนหมู่บ้าน

ถ้าจะให้บังเกิดผลจริง จำเป็นต้องลงทุนด้านความรู้ความชำนาญควบคู่ไปกับเงินกู้, จะชะลอหนี้สินการเกษตรไปโดยไม่มีกำหนด หรือลงทุนเพิ่มเพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถชำระหนี้ได้ในอนาคต, จะทำให้การเรียนฟรีถึงระดับมัธยมเป็นจริงโดยไม่ปล่อยให้มาตรฐานการศึกษาต่ำลงได้อย่างไร ฯลฯทั้งหมดคือเรื่องเงินงบประมาณ ซึ่งต้องตัดสินใจระหว่างการเอาไปปรนเปรอกองทัพและ กอ.รมน. หรือทำโครงการเหล่านี้ให้บรรลุผลเอฟทีเอ ซึ่งคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำกับประเทศอื่นเพิ่มขึ้น (โดยเฉพาะสหรัฐ)

ก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างกว้างขวางโดยไม่ต้องสงสัยรัฐธรรมนูญเองก็ต้องแก้ จะแก้อย่างไร ตามใจใครระหว่างนักเลือกตั้ง, ราชการ, ทหารการเมือง, คนชั้นกลาง, ประชาชนระดับล่าง ฯลฯสิ่งที่ระบบราชการผลักดันไว้ในช่วงที่กองทัพควบคุมบ้านเมืองอยู่เวลานี้อีกหลายเรื่อง ล้วนเป็นที่มาของความขัดแย้งอย่างใหญ่ได้ทั้งนั้น นับตั้งแต่การผลักดันให้ใช้ถ่านหินและนิวเคลียร์ในการผลิตไฟฟ้า ไปจนถึงการจัดการน้ำอย่างรวบอำนาจไว้ที่ศูนย์กลางบทบาทของ อปท.ฯลฯความขัดแย้งเหล่านี้ รัฐบาลที่อ่อนแอภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำอย่างไร เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายไม่สูญเสียจนหมด หรือไม่มีฝ่ายใดได้จนหมดวิธีที่นักเลือกตั้งในเมืองไทยเคยทำมาก็คือ เกาะระบบราชการเอาไว้ให้มั่น จนนายกฯ กลายเป็นปลัดประเทศ

แต่ผลการลงประชามติในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าราชการซึ่งใช้กลไกทุกอย่างของตัวเพื่อโน้มน้าวและบีบบังคับให้ประชาชนลงมติตามความต้องการในคูหาลงประชามติ ไม่ประสบความสำเร็จในหมู่ประชาชนซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นคนไร้อำนาจที่สุดราชการจึงไม่ใช่ที่พึ่งอันเกษมของนักเลือกตั้งอีกต่อไปแล้ว 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: