เลือกตั้งใหม่ รัฐบาลใหม่ พึ่งพาได้หรือไม่

อ่านเจอคอลัมส์ ระดมสมอง ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ แล้วสรุปภาพของรัฐบาลใหม่ ที่จะมาจากการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้ชัดเจนดี แต่ว่าปัญหาที่ทำให้สังคมแตกแยกนั้น ถ้าคิดหลายๆรอบ จะเห็นว่าเพราะคนไทยส่วนใหญ่ ยังมีความแตกต่างทางโอกาสและความเท่าเทียมกันทางสังคมอยู่มาก จึงเป็นที่มาของการยอมรับนโยบายประชานิยมแบบถล่มทลาย ของรัฐบาลจากผลพวงของ รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ผ่านมา เมื่อมีผู้ได้รับประโยชน์  ก็ย่อมมีผู้เสียประโยชน์ แต่ปัญหาอยู่ที่ผู้เสียผลประโยชน์ ที่ครอบครองมาเนิ่นนานยากที่จะทำใจ และยอมรับความเสมอภาค ที่พยายามรวมตัวกันทวงคืนอำนาจ เพื่อตนเองและพวกพ้อง แล้วประชาชนอีกฝ่ายได้อะไร คนจนก็ต้องจนต่อไปใช่หรือไม่ 

การเมืองไทยไม่เป็นที่พึ่ง สำหรับคนไทย

โดย เพรซิมิสต์ จาก หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

ในขณะที่รัฐบาลพยายามให้กำลังใจคนไทยว่า อนาคตน่าจะสดใสขึ้น เพราะ เรากำลังเดินไปสู่การเลือกตั้ง และเมื่อเลือกตั้งได้รัฐบาลใหม่ได้แล้วก็ให้ความหวังว่าสถานการณ์จะกลับไปสู่สภาวะปกติ ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้คนไทยหลายคนคงอยากจะเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะดีขึ้นได้ในที่สุด แต่ในความรู้สึกลึกๆ แล้ว คงจะไม่แน่ใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะดีขึ้นไปได้อย่างไร เพราะเมื่อพิจารณาให้ดีแล้วปัจจัยต่างๆ น่าจะนำไปสู่สภาวการณ์ที่ทรงหรืออาจทรุดรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่เคย ได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด และเป็นประชาธิปไตยที่สุดที่สุด คือ รัฐธรรมนูญที่ เขียนขึ้น เพื่อทำให้ระบบพรรคการเมืองแข็งแรง มีพรรคการเมืองจำนวนน้อยลง และมีพรรคการเมืองที่มั่นคงขึ้น เป็นสถาบันทางการเมือง ที่จะเป็นเสาหลักสำคัญของการเมืองไทย ในขณะเดียวกันฝ่ายบริหารก็จะมีความแข็งแกร่งมั่นคงขึ้นด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่เป็นรัฐบาลผสมที่อยู่ในอำนาจได้เพียง 1-2 ปี เช่นในอดีต เป็นผลให้รัฐบาลไทยด้อยกว่ารัฐบาลประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีความมั่นคงต่อเนื่อง สามารถผลักดันนโยบายระยะยาวเพื่อให้ประเทศสามารถพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว แตกต่างจากประเทศไทย ซึ่งมีรัฐบาลที่กระท่อนกระแท่น ดังนั้น เศรษฐกิจจึงพัฒนาไปอย่างตามมีตามเกิดแต่ปรากฏว่ารัฐบาลที่ก่อตั้งขึ้นภายใต้ กรอบของรัฐธรรมนูญ 2540 นั้น ทำให้สังคมไทยแตกแยก โดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่ารัฐบาลมีความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการตอบสนองความต้องการของชาวชนบท ด้วยนโยบายประชานิยมในมิติต่างๆ แต่อีกฝ่ายหนึ่งมองเห็นถึงคอร์รัปชั่นที่เพิ่มขึ้น และรวมศูนย์อยู่กับรัฐบาล ที่นับวันจะมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและมีอำนาจมากยิ่งขึ้น จนองค์กรอิสระที่ถูกจัดตั้งขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญไม่สามารถถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหารได้ ทำให้คนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนกรุงเทพฯแสดงความไม่พอใจอย่างมาก ความขัดแย้งทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เป็นสาเหตุสำคัญที่ถูกนำมาใช้อธิบายความจำเป็นที่ทหารจะต้องยึดอำนาจ และเขียนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันขึ้นมาแทนที่รัฐธรรมนูญ 2540 พร้อมไปกับการตัดสินยุบพรรคที่ได้รับคะแนน จากประชาชนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย และเพื่อให้มั่นใจว่าการเมืองไทย ได้รับการชำระล้างอย่างหมดจด ก็ยังได้ตัดสิน ให้นักการเมืองอาวุโส 111 คน ไม่สามารถเล่นการเมืองเป็นเวลา 5 ปีการล้างบางทางการเมืองที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้หลายคนตั้งความหวังว่าจะมี “เลือดใหม่” ที่ดีเข้ามาสู่ระบบการเมืองที่จะเข้มงวดกับนักการเมือง ให้มีอารยธรรมมากยิ่งขึ้น ดังนั้น หากมองจาก มุมนี้ ก็ทำให้คาดหวังว่ารัฐธรรมนูญ 2550 จะทำให้การเมืองสะอาด และประชาชนได้มีโอกาส เลือกคนดีเข้ามาเป็นรัฐบาล ความเชื่อเช่นนี้นับวันจะเห็นว่าเป็นความเชื่อที่ไร้เดียงสา (naive) เพราะสถานการณ์กำลังจะเป็นไปในทาง ตรงกันข้ามเกือบทั้งสิ้น

เมื่อกลัวพรรคการเมืองจะใหญ่เกินไปและ มีอำนาจเกินไป (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคไทย รักไทยหรือพรรคที่คล้ายกับไทยรักไทย) จึงได้เขียน รัฐธรรมนูญให้พรรคการเมืองแข็งแรง น้อยลง สามารถยุบพรรคได้ง่ายขึ้น และพยายาม ให้คะแนนเสียงกระจายออกไป เพื่อให้มีพรรค ขนาดเล็กลงและจำนวนมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้น เกือบ ทุกคนจึงเชื่อว่ารัฐบาลหน้าจะต้องเป็นรัฐบาล ผสม 3-5 พรรค เพราะน่าจะยากที่จะ เห็นพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งมีจำนวน ส.ส.เกินกว่า 150-170 คนจากจำนวน ส.ส.ทั้งสิ้น 480 คน

รัฐธรรมนูญ 2550 นั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ไว้ใจนักการเมือง จึงมิได้ให้นักการเมืองมีบทบาทหรือปากเสียงในการยกร่าง (ซึ่งก็น่าแปลกที่พรรคการเมืองใหม่ ซึ่งสามารถคัดค้านแนวทาง ดังกล่าวกลับมิได้คัดค้านมากนัก) นอกจากนั้นสาระของรัฐธรรมนูญก็สะท้อนว่าไม่ต้องการให้พรรคการเมืองมั่นคงมากจนเกินไปและบุคคล ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนนั้นยังจะถูกคานอำนาจโดยวุฒิสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งเกือบครึ่งของวุฒิสมาชิกอีกด้วย กล่าวคือ นอกจาก จะไม่ไว้ใจนักการเมืองแล้ว ก็อาจจะไม่ค่อยไว้ใจประชาชนอีกด้วย

บางคนอาจค้านว่ารัฐบาลชุดนี้ได้กำจัดความชั่วร้ายของนักการเมืองและพรรคการเมืองไปมากแล้ว และรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ก็เน้นจริยธรรมและจะขจัดการคดโกงทั้งในส่วนของการเลือกตั้งและการปกครองประเทศ ซึ่งในระยะยาวน่าจะทำให้ “คนดี” หรือ “น้ำดี” เข้ามาสู่การเมือง จนกระทั่งการเมืองของไทยก็จะบริสุทธิ์สะอาดขึ้นในที่สุด

แต่สถานการณ์ในขณะนี้กลับเป็นในทางตรงกันข้าม คือ ยังไม่เห็นนักการเมืองหน้าใหม่เลย มีแต่นักการเมืองหน้าเดิมที่แม้จะถูกห้ามเล่นการเมือง 5 ปี แต่ก็กำลังวิ่งกันให้วุ่นเพื่อจะจัดตั้งพรรคนอมินีขึ้นมา โดยไม่มีใครคิดจะต่อต้าน มากนัก เพราะหากไม่มีนักการเมืองกลุ่มนี้ทางเลือกของประชาชนก็จะยิ่งแคบลงไปอีก

ในเมื่อนักการเมืองถึง 111 คนไม่สามารถ เล่นการเมืองนานถึง 5 ปี ทำไมจึงไม่มีนักการเมืองหน้าใหม่อยากเข้ามาทดแทนสุญญากาศ ดังกล่าว ? ทำไมนักการเมืองหน้าใหม่จึงไม่ฉวยโอกาสตั้งพรรคใหม่มาเสนอทางเลือกใหม่ให้ประชาชน ? คำตอบคือ 1.หลังจากการปฏิวัติรัฐประหารนั้นบรรยากาศในประเทศไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตย การเคลื่อนไหวทางการเมือง การตั้งพรรคการเมือง ไม่สามารถทำได้มาเป็นเวลาเกือบปี แม้ขณะนี้ก็ยังมีจังหวัดที่ยังต้องอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกถึง 34 จังหวัด นอกจากนั้นนักการเมืองทุกคนก็ยังรู้ความจริงว่าอำนาจทางการเมืองในอนาคตนั้นต้องแบ่งปันกับกลุ่มทหาร ดังนั้นความต้องการจะเข้ามาสู่การเมืองของคนมือใหม่คงจะมีไม่มากนัก

ที่สำคัญคือ รัฐธรรมนูญ 2550 นั้นต้องการให้มีพรรคการเมืองจำนวนมากและพรรคการเมืองจะมีความมั่นคงน้อยลง สามารถถูกยุบพรรคได้โดยง่าย จึงพอสรุปได้ว่า พรรคการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้นมีความเสี่ยงมากขึ้น (คือ พรรคขนาดเล็ก พรรคถูกยุบได้ง่าย รัฐบาลผสมที่อยู่ในอำนาจไม่นาน ฯลฯ) นอกจากนั้นการจะทำกิจกรรมทางการเมืองก็ทำด้วยความยากลำบากเพราะสภาวการณ์ไม่เป็นประชาธิปไตยจริงและหากได้รับเลือกตั้งมาแล้ว อำนาจก็ยังจะต้องถูกนำไปแบ่งปันกับวุฒิสมาชิก (ที่มาจากการแต่งตั้ง) และทหารอีกด้วย หากมองจากมุมมองนี้แล้วก็จะเห็นได้ว่าทำไมนักการเมืองรายใหม่ๆ จึงไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้

คนไทยจึงคงจะต้องเผชิญกับการเลือกตั้งที่ไม่มี “เลือดใหม่” มาให้เลือก แย่ไปกว่านั้น บุคคลที่เสนอตัวมาให้เลือกจะเป็นนักการเมือง 3 ประเภท คือ หน้าเก่าแก่ (กว่านักการเมือง หน้าเดิมที่ถูกห้ามเล่นการเมือง 5 ปี) นักการเมืองหน้าเดิมที่ไม่ได้ถูกห้ามเล่นการเมือง แต่ไม่ได้ เป็นที่นิยมมากนักของประชาชน (หากพิจารณาจากผลการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ) และนักการเมืองทีม 2 ที่ต้องถูกผลักดันให้ออกมาเป็นนักการเมืองทีม 1 และคงจะถูกควบคุมและบงการจากข้างหลัง

สรุปได้ว่าบุคลากรที่จะถูกคัดสรรมาจากกระบวนการเลือกตั้งเพื่อมาเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีนั้น คงจะไม่น่าประทับใจมากนัก โดยรวม (แม้จะมีความโดดเด่นและมีฝีมือ แต่คงจะเป็นส่วนน้อยไม่ใช่ส่วนมาก) นอกจากนั้นก็คงจะต้องเป็นรัฐบาลผสมที่ไม่มั่นคงนัก ซึ่งจะทำให้ “หน้าตา” ของรัฐบาลใหม่ไม่สามารถทำให้เกิดความมั่นใจและอาจนำมาซึ่งความผิดหวังของประชาชนได้หลังจากบริหารประเทศไปได้ไม่นาน

ทั้งนี้เพราะประเทศมีปัญหาทางเศรษฐกิจที่จะต้องสะสางอยู่มาก ขณะนี้เศรษฐกิจขยายตัวในระดับเพียง 4% และการขยายตัวดังกล่าวก็ต้องพึ่งพาการส่งออกเกือบทั้งสิ้น ในขณะที่การส่งออกกำลังจะต้องชะลอตัวลงและประเทศไทยจะต้องมีกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่เพื่อมาทดแทนการส่งออก

แต่รัฐบาลที่มาเป็นรัฐบาลผสมนั้นอาจต้องเสียเวลาบริหารพรรคร่วมรัฐบาลมากเท่ากับเวลาที่ใช้ในการบริหารประเทศ นอกจากนั้นก็ยังมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและความพยายามของอำนาจเก่าที่จะกลับมาสู่อำนาจ ตลอดจนความต้องการของนักการเมือง 111 คนที่ต้องการได้รับอภัยโทษและความยากลำบากที่จะต้องแบ่งปันอำนาจกับทหาร

ดังนั้นจึงน่าจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่งที่รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 จะสามารถเป็นที่พึ่งที่แท้จริงให้กับประชาชนได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: