เปิดเอกสารลับแผ่นที่ 9 มัด “สนธิ” โกหก

k9.jpg 

เครดิต ประดาป จากเวปไฮ-ทักษิณ

1 สัปดาห์แล้วที่ผมนำเอกสารลับของคมช.ที่ได้รับจาก “ท่านพันเอก” มานำเสนอให้ทุกท่านได้อ่าน ได้รับทราบกัน ถึงแม้จะรู้ว่าเป็นเอกสารอันตราย แต่ก็คิดไม่ถึงว่าจะแพร่กระจายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ เพราะเครื่องมือที่มีอยู่ก็เป็นเพียงเวปไซต์ 1 เวปไซต์ เท่านั้น ไม่มีหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ในเครือข่ายมาช่วยขยายผล ประโคมข่าว           

แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ก็บังเกิดขึ้น เมื่อปรากฏว่าเอกสารชุดเดียวกันกับที่ผมได้รับมาจากท่านพันเอก นี้ คุณสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ก็มีอยู่ในมือเหมือนกัน และเป็นเหตุบังเอิญอย่างมาก เมื่อคุณสมัคร นำเอกสารลับฉบับนี้ มาแถลงต่อสื่อมวลชน หลังจากที่ผมนำเสนอในเวปไซต์ เพียงหนึ่งคืนเท่านั้น เช้าวันรุ่งขึ้น คุณสมัคร ก็เปิดบ้านแถลงข่าว แต่มีทีเด็ดกว่า Hi-thaksin คือว่า คุณสมัครมีเอกสารลับถึง 2 ฉบับ ซึ่งผมทราบจากทีมงานว่า บางส่วนของเอกสารลับฉบับที่ 2 เคยปรากฏในหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน มาก่อนแล้ว           

ผมไม่ทราบเหตุผลของคุณสมัคร ว่าทำไมจึงไม่แจกจ่ายเอกสารให้สื่อมวลชน นำไปเปิดเผยต่อประชาชน แต่เชื่อว่าท่านคงมีเหตุผลของท่าน เพราะประสบการณ์ทางการเมือง และประสบการณ์ทางด้านสื่อสารมวลชน ของคุณสมัคร สูงมาก และมีความช่ำชองอย่างยิ่งในการใช้ข้อมูลข่าวสาร เพื่อการใดการหนึ่ง ซึ่งผมในฐานะผู้ด้อยประสบการณ์ อ่านความคิดของท่านไม่ออกจริงๆ            

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเพราะการแถลงข่าวของคุณสมัคร แท้ๆ เทียว จึงทำให้ทุกท่านเข้ามาค้นหาความจริงในเวปไซต์ Hi-thaksin อย่างถล่มทลาย เนื่องจากคุณสมัคร เพียงแค่อ่านให้ฟัง แต่ในเวปไซต์นี้ เปิดหมดทุกหน้า ทุกบรรทัด ทุกตัวอักษร และทุกท่านที่เข้ามาก็ต้องมีอาการมือไม้อ่อน หมดแรง แทบสลบหน้าจอคอมพิวเตอร์ เมื่อได้พบเจอกับความจริงที่น่ารังเกียจ ความจริงที่น่าชิงชัง ความจริงที่น่าละอาย ดังที่ได้พบเห็นกันแล้ว           

ผมเชื่อว่าสื่อมวลชนทั้งหลาย ทั้งที่ไปฟังคุณสมัคร แถลงข่าว และไม่ได้ไปฟัง ก็เข้ามาค้นหาความจริงจากเวปไซต์ของเราด้วย แต่เมื่อได้พบเห็นความจริงแล้ว กลับไม่ทำหน้าที่ในฐานะสื่อมวลชน ตรงกันข้ามกลับทำหน้าที่ในฐานะสื่อเผด็จการ อย่างแข็งขัน ทำให้ผมเข้าใจถึงเหตุผลของคุณสมัคร ว่าทำไมจึงไม่แจกเอกสารให้แก่สื่อมวลชน            

ในกรณีนี้ สื่อมวลชนเลือกที่จะปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบหาความเท็จในเอกสาร และจับผิดผู้นำเสนอมากกว่า ที่จะตรวจสอบหาความจริงในเอกสาร และตั้งคำถามต่อผู้จัดทำเอกสารลับ แต่กลับกลายเป็นว่าผู้นำเอกสารมาเปิดเผย ต้องตกเป็นจำเลยของสังคม ซึ่งน่าประหลาดมากว่า 2 ข้อกล่าวหาที่คุณสมัคร ได้รับจากนายทหารบางคนในกองทัพ ในขณะนี้ มีทั้ง ปลอมแปลงเอกสารทางราชการ และ นำเอกสารลับทางราชการมาเปิดเผย ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง            

หากถูกตั้งข้อหา ปลอมแปลงเอกสารราชการ ก็ไม่ควรจะตกเป็นผู้ต้องหา นำเอกสารราชการมาเปิดเผย ว่า เอกสารที่ถูกปลอมแปลง ย่อมจะไม่ใช่เอกสารทางราชการ เว้นเสียแต่เอกสารนั้นเป็นเอกสารจริง ไม่ได้มีการปลอมแปลง แต่เพราะต่างคนต่างพูดกันไป จึงทำให้การตั้งข้อกล่าวหาต่อการกระทำเดียว จึงมีลักษณะที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง และทำให้การชี้แจงของกองทัพ ไม่น่าเชื่อถือ            

การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในกรณีนี้ มีทั้งการตั้งข้อกล่าวหา ตั้งข้อสงสัย ตั้งข้อสังเกตว่าเอกสารลับที่นำมาเปิดเผย เป็นเอกสารปลอมบ้าง เป็นเอกสารเท็จบ้าง เป็นเอกสารที่ตัดต่อมา มีการนำเสนอบทสัมภาษณ์ ความเห็น และการคาดเดาของทหารหลายคน โดยเฉพาะการเสนอข้อมูลข่าวสารการให้สัมภาษณ์จากพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคมช. และ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกคมช. โดยไม่พยายามที่จะค้นหาความจริงที่ถูกซ่อนเร้น มานำเสนอต่อประชาชน ดังเช่นที่สื่อมวลชนที่ดีพึงกระทำ นอกเหนือจากนำคำพูดของผู้ถูกกล่าวหามาเป็นตัวตั้ง แล้วดิสเครดิตผู้นำความจริงมาเปิดเผย            

มีนายทหารจำนวนมากที่ออกมาปฏิเสธว่าเอกสารที่ผมนำมาเสนอ เป็นเอกสารปลอม เป็นเอกสารเท็จ แต่มีนายทหารคนเดียวที่ไม่กล้าปฏิเสธ คือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ได้แต่บ่ายเบี่ยงว่า ไม่เคยเห็นเอกสารฉบับนี้ ไม่เคยรับรู้ ไม่เคยได้ดูข้อความที่ปรากฏอยู่ในเอกสารลับแม้แต่ตัวเดียว และปัดภาระไปให้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก คนปัจจุบัน ตอบแทน โดยอ้างว่าพ้นจากตำแหน่งมาแล้ว            

จนถึงวันนี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ยังคงเงียบกริบ ไม่พูดถึงเรื่องนี้แม้แต่คำเดียว           มีข้อสงสัยไปถึง พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม ว่าเป็นผู้นำเอกสารลับมาเปิดเผย เพื่อดิสเครดิตพล.อ.สนธิ หลังจากที่ถูกย้ายออกจากกองทัพบก ไปตกที่นั่งไม่มีงานทำ ตำแหน่งรองปลัดกระทรวงกลาโหม            

มีข้อน่าสังเกตว่า ทำไม พล.อ.มนตรี สังขพงศ์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ต้องรีบร้อนเข้าพบพล.อ.สนธิ หลังจากที่นายสมัคร สุนทรเวช แถลงเรื่องเอกสารลับ            

เงื่อนงำที่ชวนให้คิดว่า ทำไม พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จึงยอมรับเพียงครึ่งเดียว ว่ามีเอกสารลับจริง แต่ไม่มีข้อความสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน เหตุใดพล.อ.สุรยุทธ์ จึงไม่เห็นข้อความเหมือนที่ทุกท่านได้เห็นแล้ว มีอะไรบังตาพล.อ.สุรยุทธ์ อย่างนั้นหรือ           

มีความพยายามอย่างยิ่งยวดจาก พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม หัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคมช. ว่านายสมัคร ตัดต่อเอกสารลับ 2 ฉบับ และบิดเบือนข้อความในเอกสาร โดยยอมรับว่ามีเอกสารลับเพียง 1 ฉบับ ที่พล.อ.วินัย ภัทยิกุล เลขาธิการคมช. เป็นผู้นำเสนอต่อพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะประธานคมช. ซึ่งเป็นเอกสารเปิดเผย ไม่ใช่เอกสารลับ แต่เอกสารลับที่นายสมัคร นำมากล่าวอ้างนั้น ซึ่งเป็นฉบับเดียวกับที่ผมนำมาเสนอ เป็นเอกสารที่น่าจะปลอม ไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีผู้บังคับบัญชาท่านใดเซ็นหนังสือดังกล่าว มีเพียงผู้นำเสนอเท่านั้น           

มีความผิดปกติว่า เหตุใด พ.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข นายทหารผู้ลงนามนำเสนอเอกสารลับสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ให้พล.อ.สนธิ พิจารณา จึงถูกสั่งปิดปากเด็ดขาด ไม่ให้พูดกับสื่อมวลชน ไม่ให้ชี้แจง ทั้งตอบรับหรือปฏิเสธ ทั้งๆ ที่ประชาชนทั้งประเทศ กำลังตั้งคำถามกับกองทัพ ด้วยความไม่ไว้วางใจ แต่เหตุใดกองทัพจึงเลือกที่จะไม่ปฏิเสธ และไม่ชี้แจงถึงความบริสุทธิ์ของตนเอง           

ในฐานะผู้นำเสนอเอกสารลับฉบับลงวันที่ 14 กันยายน 2550 เลขที่ คมช. 0003.5/480 เรื่อง การปฏิบัติการข่าวสารตั้งแต่ปัจจุบันถึงวันปิดรับสมัครรับเลือกตั้ง ที่ปรากฏในเวปไซต์ นี้ ผมอยากจะบอกว่าท่าทีของนายทหารท่านต่างๆ ที่ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีเอกสารลับฉบับนี้ เอกสารที่ผมนำมาเสนอเป็นเอกสารปลอม เป็นเอกสารเท็จ เป็นเอกสารที่ไม่มีที่มาที่ไป เป็นอาการที่น่าสมเพชยิ่งนัก ผมไม่แน่ใจว่าท่านพูดเพราะไม่รู้ หรือ พูดทั้งๆ ที่รู้ แต่ก็ยังโกหก เพราะคิดว่าประชาชนโง่เง่าไม่ต่างจากวัวควาย สั่งซ้ายก็ซ้าย สั่งขวาก็ขวา           

ที่น่าสมเพช และ ขบขันมากที่สุด ก็คือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี คนดีศรีเผด็จการ ผมเข้าใจดีว่าความรู้สึกของท่านคงกระอักกระอ่วนใจอยู่ไม่น้อย รับก็ไม่ได้ ปฏิเสธก็ไม่ได้ พูดจริงก็ไม่ชัด พูดโกหกก็ไม่กล้า ได้แต่บ่ายซ้ายเบี่ยงขวา เลี่ยงไปทางโน้นที เลี้ยวมาทางนี้ที เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะท่านรู้ดีว่าท่านทำอะไรไว้นั่นเอง            

พล.อ.สนธิ รู้ดีแก่ใจว่าผมยังนำเอกสารมาเปิดเผยไม่ครบถ้วน ยังขาดเอกสารแผ่นสำคัญอีกหนึ่งใบ ซึ่งท่านกำลังชั่งใจอยู่ว่า ผมจะมีหรือไม่            

ถ้าแน่ใจว่าผมไม่มี ท่านก็จะได้ปฏิเสธเต็มปากเต็มคำว่าไม่มีส่วนรู้เห็น แต่เป็นพ.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ทำเอกสารทั้ง 8 แผ่นนี้ขึ้นมาเอง โดยที่ท่านไม่ได้มีส่วนในการพิจารณาอนุมัติให้ดำเนินการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน และไม่ได้รับทราบ ตามที่นำเสนอขึ้นมา           แต่ถ้าผมมีเอกสารแผ่นสำคัญแผ่นนั้นล่ะ ท่านจะทำอย่างไร หากปฏิเสธเต็มปากเต็มคำแล้ว มีการนำเอกสารแผ่นสำคัญที่เหลืออีก 1แผ่น ขึ้นมาแฉ แม้ท่านก็จะไม่ยอมลาออก แต่ก็หลอกใครต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะถูกจับโกหกครั้งใหญ่ได้แบบคาหนังคาเขา            

ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ พล.อ.สนธิ ต้องอยู่ในสภาพที่น่าสมเพช แกมทุเรศ และขบขัน ต้องอมคำโกหกไว้ในปากมายาวนานถึง 1 สัปดาห์            เพื่อไม่ให้พล.อ.สนธิ ต้องกระอักกระอ่วนใจ พะอืดพะอม ที่ต้องอมคำโกหกไว้ในปากอีกต่อไป ผมจึงตัดสินใจที่จะนำเอกสารแผ่นที่ 9 ซึ่งเป็นเอกสารแผ่นสำคัญที่สุด ออกมาเปิดเผย เพื่อที่พล.อ.สนธิ จะได้นึกออกเสียทีว่า เคยเห็นเอกสารลับฉบับนี้ที่ไหน และเมื่อไร และ ได้ทำอะไรไว้บ้างเกี่ยวกับเอกสารลับฉบับนี้ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2550 ที่ผ่านมา ก่อนที่ท่านจะพ้นตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก เพียง 10 วันเท่านั้น            

ไม่น่าเชื่อว่า พล.อ.สนธิ จะมีอาการอัลไซเมอร์ ในขณะที่วัยเพียง 60 ปี (จบ) บริบูรณ์ เท่านั้นเอง           นับจากวันที่ 20 กันยายน 25550 ที่ท่านเซ็นอนุมัติให้ปฏิบัติการข้อเสนอในเอกสารลับฉบับสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน จนถึงวันนี้ก็เพิ่งผ่านไปเพียง 1 เดือน กับ 7 วัน เท่านั้น ไม่น่าเชื่อว่าท่านจะลืมไปหมดแล้ว ลืมไปหมดว่าเคยมีเอกสารลับฉบับนี้เข้ามาที่โต๊ะทำงาน และได้เซ็นสั่งการไว้ว่าอย่างไร            แก่แล้ว แก่เลยจริงๆ แก่แก้ไขไม่ได้แล้วล่ะครับ อาการแบบนี้            

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน บอกว่าไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้มาก่อน และจนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้เห็น ไม่ได้ให้ความสนใจ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเอกสารลับฉบับนี้ ต้องให้กองทัพบกชี้แจงเอง            เมื่อท่านไม่ยอมรับตามแบบฉบับลูกผู้ชายชาติทหาร ผมจึงต้องนำเอกสารลับแผ่นที่ 9 มานำเสนอเพื่อทบทวนความทรงจำให้แก่ท่าน           

เอกสารลับแผ่นที่ 9 ที่ผม(แกล้ง)ลืมนำมาเปิดเผยในครั้งแรก เพราะอยากเห็นอาการของแต่ละคน แต่ละท่านว่าจะดิ้นรนเอาตัวเองรอดออกไปทางไหน เป็นเอกสารบันทึกข้อความปะหน้าเอกสาร 8 แผ่นที่นำเสนอไปก่อนหน้านี้แล้ว ออกจากส่วนราชการ ศปก.ทบ. (ฝ่ายยุทธการฯ โทร.02-279-7977) ที่ กห.0407/480 วันที่ 14 ก.ย.50

เรื่องการปฏิบัติการข่าวสารตั้งแต่ปัจจุบันถึงวันเปิดรับสมัครเลือกตั้ง เรียน ผบ.ทบ./ ประธานคมช. มีข้อความดังนี้           “เห็นสมควรอนุมัติตามที่ ศปก.ทบ. เสนอในข้อ 4”            

ผู้นำเสนอเป็นนายทหารระดับพลโท ระบุตำแหน่ง ผช.เสธ.ทบ.ฝยก. / หน.สปค.ศปศ.คมช. ลงวันที่ 17 ก.ย.50            จากผู้เสนอเมื่อวันที่ 17 ก.ย.50 เอกสารลับฉบับนี้ ได้รับการพิจารณากลั่นกรอง จาก พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์ เสธ.ทบ. / เสธ.ศปศ.คมช. ในวันเดียวกันคือวันที่ 17 ก.ย.50            จากนั้นก็ถูกส่งต่อไปยัง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผช.ผบ.ทบ.(2) /รองผอ.ศปศ.คมช. ซึ่งพิจารณากลั่นกรองและลงนามในวันที่ 18 ก.ย.50            ก่อนจะไปถึง พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผช.ผบ.ทบ.(1) / ผอ.ศปศ.คมช. ลงนามหลังจากกลั่นกรองแล้วในวันที่ 19 ก.ย.50            เมื่อเอกสารฉบับนี้ได้รับการกลั่นกรองจาก 3 เสือ ทบ. แล้ว ก็ถูกส่งต่อไปยังพล.อ.สนธิบุญยรัตกลิน เพื่อพิจารณาอนุมัติตามแผนการที่พ.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เสนอมาดังที่ปรากฏในเอกสารและข้อมูลตารางทั้ง 8 แผ่น ปรากฏว่า พล.อ.สนธิ บุยญรัตกลิน ในฐานะผบ.ทบ. / ประธานคมช. ลงนามอนุมัติในข้อ 4 เมื่อวันที่ 20 ก.ย.50           

เอกสารแผ่นที่ 9 นี้ตีตราลับ และด่วนมาก มีลายเซ็นของ 4 เสือ ทบ. ครบถ้วน พร้อมทั้งลงวันที่ที่ลงนามในบันทึกข้อความ กำกับไว้ด้วย            เพราะเอกสารลับแผ่นนี้ยังไม่ปรากฏต่อประชาชนนั่นเอง จึงทำให้ ทุกคนที่ลงนาม เซ็นชื่อในเอกสารลับฉบับนี้ ต้องสงวนท่าทีไว้ ไม่มีใครยอมเปิดปากพูดแม้แต่คำเดียว ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน โยนเผือกร้อนมาให้ หรือ พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์ รองผบ.สส. ที่วิ่งแจ้นเข้าพบพล.อ.สนธิ ด้วยความร้อนรน หลังจากเอกสารลับแผนการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ถูกแฉออกมา กระทั่ง พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม ก็เก็บปากเก็บคำเงียบผิดปกติ เมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้ แม้แต่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นผู้ปล่อยเอกสารลับฉบับนี้ออกมาหรือไม่            

คงมีแต่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เพียงคนเดียว ที่เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา พูดไม่ตรง ตอบไม่ชัด ได้แต่อู้อี้อยู่ในลำคอ เพราะรู้ดีแก่ใจว่าถึงอย่างไรก็หนีความจริงไปไม่พ้น            ส่วน พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกคมช. ที่ออกมาแก้ตัวแทนนายนั้น อย่าไปสนใจเลย กับทหารสายพันธุ์นั้น เสียเวลาและเสียมือที่ต้องไปจัดการกับทหารตอแหลคนนี้ คนที่มีฝีมือชั้นนี้ ไม่มีที่ให้อยู่มากนักหรอก หมดคมช.เมื่อไร ก็หมดอนาคตเมื่อนั้น            

ถึงวันนี้ พ.อ.สรรเสริญ ก็ไม่ต่างอะไรจากศพเดินได้อยู่แล้ว เพราะใช้ลิ้นและคำพูดเชือดคอตัวเองตายไปตั้งแต่วันแรกที่แถข้างๆ คูๆ ว่าเอกสารปลอม เอกสารเท็จ นั่นล่ะครับ           วันนี้ ผมเปิดเอกสารแผ่นที่ 9 ออกมาแล้ว ก็อยากจะรู้ อยากจะดู ว่า ทหารหน้าไหน จะกล้าโกหก ตอแหล ให้ประชาชนฟังกันอีก            ผมบอกไว้ตั้งแต่วันแรกที่นำเอกสาร 8 แผ่น มาเปิดเผย ว่าผมอยากจะเห็นท่าทีของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.คนใหม่ ว่าท่านจะแสดงอาการอย่างไร และมีคำสั่งอย่างไร ต่อเอกสารลับฉบับนี้            วันนี้เอกสารถูกนำมาเปิดเผยหมดแล้ว ประชาชนได้รับรู้แล้วว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ก็เป็นคนหนึ่งร่วมเซ็นชื่อรับรู้ กับแผนการลับสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ฉบับนี้ด้วย ท่านจำเป็นต้องพูดแล้วล่ะครับว่า ท่านยังคงยืนยันหรือไม่ว่า ทหารจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกต่อไป และ ทหารจะกลับกองทัพ            

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในฐานะผบ.ทบ. และ ในฐานะ รองผอ.ศปศ.คมช. ท่านจะหลีกเลี่ยง ไม่ชี้แจงบทบาทหน้าที่ของทหาร และ กองทัพบกภายใต้การบังคับบัญชาของท่าน ไม่ได้แล้ว            

คำสั่งที่พล.อ.สนธิ เซ็นอนุมัติไว้ ลงวันที่ 20 ก.ย.50 ย่อมแสดงว่าคำสั่งนั้น มีผลตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2550 จนถึงวันปิดรับสมัครเลือกตั้ง แสดงว่าขณะนี้คำสั่งดังกล่าวก็ยังมีผลบังคับใช้อยู่ และจะมีผลต่อไปจนถึงวันปิดรับสมัครเลือกตั้ง ประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน 2550 เวลาที่เหลือจากนี้จนถึงวันปิดรับสมัครเลือกตั้ง กองทัพบก ที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น ผู้บัญชาการ และ ศปศ.คมช. ที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นรองผู้อำนวยการ จะปฏิบัติหน้าที่อย่างไร กับคำสั่งตามเอกสารลับฉบับนี้            

ผมมีคำถามเดียวที่จะถามพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก            คำขวัญของกองทัพ ที่บอกว่า “เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และ ประชาชน” ยังเชื่อถือได้หรือไม่           วันนี้ ประชาชนต้องการคำตอบ และ ความกระจ่างจากองทัพบก ท่านจะตอบหรือไม่           หรือว่า คำขวัญกองทัพบกที่แท้จริง คือ “เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน”            ระหว่าง ประชาชน กับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน            พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา จะเลือกใคร?           ส่วน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และอดีตผบ.ทบ. อดีตประธานคมช. ผู้ลงนามอนุมัติแผนการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ผมไม่มีคำถาม และไม่มีข้อเรียกร้องต่อท่าน เพราะ ท่านเป็นบุคคลที่ไม่มีวันที่จะเข้าใจการปกครองระบอบประชาธิปไตย และเป็นบุคคลที่ยากแก่การเยียวยา เพื่อต้อนรับกลับสู่สังคมประชาธิป ไตย อีกแล้ว           ที่สำคัญคือ ท่านเป็นคนโกหก ท่านไม่เคยพูดความจริงกับประชาชน           สักวันหนึ่ง ประชาชนจะพิพากษาการกระทำของท่าน และลงโทษต่อท่านเอง           

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม หัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคมช. ที่บอกว่าเอกสารลับฉบับนี้ไม่มีที่มาที่ไป และผู้บังคับบัญชา ไม่มีส่วนรู้เห็น รู้ไหมว่าท่านเป็นทหารปากเหม็น เป็นตัว อย่างที่เลวแก่ทหาร และประชาชน ที่ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง            เอกสารแผ่นที่ 9 ที่นำมาเปิดเผยในวันนี้ คงทำให้กระจ่างแล้วว่า เอกสารลับฉบับนี้มีที่มาและที่ไปชัดเจน ถูกต้องครบถ้วนทุกขั้นตอนตามระเบียบทบ.ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ.2537            

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ที่ดีที่สุดของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ท่านได้ทำลายเกียรติยศของนายกรัฐมนตรี และ องคมนตรี ที่ท่านเคยดำรงตำแหน่ง อย่างหมดสิ้น ท่านกล้าที่จะโกหกประชาชน ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อปกป้องพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน แต่ท่านไม่เคยคิดที่จะปกป้องประชาชน ให้หลุดพ้นจากคำโกหกของพล.อ.สนธิ แม้แต่ครั้งเดียว            เหล่าทหารหาญของชาติ ผมเข้าใจดีว่ากองทัพย่อมต้องมีวินัย แต่เหนือคำว่าวินัย คือ คุณธรรม ความถูกต้อง            วันนี้ ท่านจะยอมให้พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน จูงจมูกท่านเดินไปสู่ห้วงแห่งหายนะเช่นนั้นหรือ            กองทัพเป็นของทหารทุกคน ประเทศชาติเป็นของประชาชนทุกคน           

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ไม่ใช่เจ้าของกองทัพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่างหากเล่าที่ทรงเป็นจอมทัพไทย           

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ไม่ใช่เจ้าของประเทศ ประชาชนทุกคนต่างหากเล่าที่เป็นเจ้าของประเทศไทย            

แล้วทำไม เราจึงต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรมของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ด้วยเล่า           แล้วทำไม เราจึงต้องยอมให้พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน มีอำนาจเหนือกองทัพ และประชาชน ด้วยเล่า           แล้วทำไม เรา ทหาร กับ ประชาชน จึงไม่ร่วมมือกันกำจัด พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน            แล้วทำไม เรา ทหาร กับ ประชาชน จึงไม่ร่วมกันฟื้นฟูประเทศไทย และสร้างสรรค์ประชาธิปไตย ขึ้นใหม่            ประเทศไทย และ ประชาธิปไตย ที่ปลอดจาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน            พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน บุคคลที่ไม่พึงประสงค์ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 

“พรรคประชาชน”เจอแผนสกัด

เห็นหลักฐานๆชัดๆ แบบนี้แล้ว ประชาชนคนไทยอย่านอนหลับ แล้วอย่าให้ใครมาชี้นำท่านได้ ตัดสินใจทำสิ่งที่ถูกต้อง ขอให้หนักแน่นและอย่าตกเป็นเหยื่อของการเล่นสงครามแย่งมวลชน อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ใน www.hi-thaksin.net

Reuters : Ousted Thai PM allies accuse army of smear plan  

Pro-Thaksin Web site what they said was a confidential report by an army colonel to coup leader Sonthi Boonyaratglin detailing ways to discredit Thaksin and the party his backers joined after his Thai Rak Thai (Thais Love Thais) party was disbanded for vote fraud.

“I can neither deny or confirm the report,” said Colonel Sunsern Kaewkumnerd, a spokesman for the Council for National Security, as the coup leaders call themselves.

Sonthi, who retired as army chief last month and became a deputy prime minister, declined direct comment on the authenticity of the report, which raised questions about whether a free and fair election was possible. “National security is first and foremost.

If there is an issue that may threaten national security, the army needs to be involved and take care of it,” Sonthi told reporters when asked about the report, which he declined to discuss in detail.The most damaging plan alleged by supporters of Thaksin, the new owner of English Premier League football club Manchester City who lives in exile in London, was to spread rumours that he wanted to replace the constitutional monarchy.

The report, as published on the http://www.hi-thaksin.org site, suggests spreading rumours that Thaksin was colluding with Singapore to install a presidential system and hiring foreign reporters to write articles critical of the monarchy.

King Bhumibol Adulyadej, who will be 80 in December and is now in hospital, is genuinely revered in Thailand, including the countryside where Thaksin won many of the votes that swept him to two election victories.

The report, as published on the Web site, also suggested a campaign to persuade voters that Thaksin’s populist policies, such as almost-free universal health care and cheap village loans, were also contrary to King Bhumibol’s beliefs.

The monarch espouses what he calls a sufficiency economy, one in line with Buddhist beliefs of living within ones means.

Thaksin has said frequently he has never done anything to undermine the monarchy.But the report, as published, does suggest the army is still worried about the persistent popularity of Thaksin, despite charges of corruption against him.

Thaksin, whose loyal supporters took over the tiny People’s Power Party, has also had $2.15 billion in Thai accounts frozen by an army-appointed panel due to allegations of amassing wealth while in power.

In an interview with Reuters earlier this month, Sonthi said the government he installed would use a Cold War-era anti-communist security network to teach voters to elect “good people” in December.

“I’ve assigned the ISOC to train civil servants from various ministries to have a good grasp of the concepts of the rights and duties of the perfect Thai,” he said. “Then these government officials will be mobilised to educate the people.”   

ควันหลงเบียร์ช้างขอบคุณคนไทยในอังกฤษ

 

เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๓๐ กันยายน ทีผ่านมา นายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของบริษัทเบียร์ช้าง และภรรยา ซึ่งติดภารกิจด่วนที่ประเทศไทย ไม่สามารถมาร่วมงานที่ได้จัดขึ้น เพื่อเป็นการขอบคุณผู้จำหน่าย ร้านอาหารไทย ที่โรงแรม Royal Lancaster ที่บริหารโดยคนไทย ห่างจากสถานทูตไทยไม่ไกลมากนัก

แขกผู้มีเกียรติต่างทยอยร่วมงาน ที่เริ่มขึ้น 7.00 น. โดยบางท่านได้สำรองห้องพักไว้เนื่องจากไม่สามารถเดินทางกลับที่พักที่ไกลจากตัวเมืองลอนดอน แต่สำหรับบางท่านก็เดินทางกลับในวันเดียวกัน อากาศที่ค่อนข้างเย็น แขกผู้มีเกียรติต่างฝากเสื้อคลุม ก่อนเข้าสู่งานที่เพรียบพร้อมไปด้วยเครื่องดื่ม และของทานเล่น

แขกภายในงานส่วนใหญ่เป็นคนไทย ที่ดำเนินธรุกิจร้านอาหาร ต่างพากันทักทายซึ่งกันและกัน ในฮอลที่โอ่โถง จุคนได้เป็นพัน ได้แคบลงอย่างถนัด

ในงานพบว่ามีกลุ่มคนไทยซึ่งต่อต้านรัฐประหารซึ่งมาเจอกันในงานโดยบังเอิญ ได้เข้าร่วมในงานนี้ด้วย

เมื่อดื่มและของทานของเล่นได้ประมาณหนึ่งชั่งโมง เจ้าภาพได้เชิญแขกทั้งหมดนั่งประจำโต๊ะในห้องถัดไป พิธิกรชายหญิงปรากฏตัวและได้ฉายภาพของ นาย เจริญและภรรยา ที่ไม่สามารถมาร่วมงานเนื่องติดภารกิจด่วน ได้กล่าวขอโทษและขอบคุณผู้สนับสนุนทุกท่าน ต่อจากนั้นพิธิการได้เชิญบุตรชายของนายเจริญ เป็นประธานเปิดงาน ตามมาด้วย เอกอัครทูตไทยประจำประเทศอังกฤษ นายกิตติ วะสีนนท์ อดีตเอกอัครทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ตัวแทนจากทีมฟุตบอลเอเวอร์ตัน

พร้อมกันนั้นเจ้าภาพได้จัดอาหารไทย คาว หวาน รวมทั้งเบียร์ช้างบนโต๊ะสำหรับแขกทุกท่าน และการแสดง

เขียนใน Events. Leave a Comment »

Chang Beer launched to UK pubs

The Publican:By John Porter  

Premium beer matched to Thai menus With Thai food now a staple of many pub menus, the brewer behind Thailand’s best selling beer is launching a concerted assault on the UK market.

Chang Beer will be imported directly from Thailand by Chang UK, a newly created company within the InterBev Group, owner of the brand.

The aim Is to grow Chang beyond the specialist Thai restaurant market, with pubs and bars that feature Thai dishes a clear target for growth for the brand.

Chang is being marketed as a premium five per cent ABV, with a strong emphasis on its suitability as a match for Oriental food flavours.While there are around 1,100 stand-alone Thai restaurants in the UK, mainly in the South East, pub operators such as the Orchid Group have embraced Thai food.

The group operates specialist Thai menus in its Dragon pubs, as well as featuring Thai food in other parts of the group. Fuller’s also offers Thai menus at some of its London pubs.

Chang is the Thai word for elephant, an animal that is revered in Thai religion, and the shape of the Chang branded glasses is based on the shape of an elephant’s foot.

The brand has in recent seasons been the sponsor of Everton football club, and has been available at its Goodison Park ground. However, this is motivated largely by the popularity of Premiership football in Thailand.

Roger Barrey, Interbev Group’s director of beer – international, says: “More and more people are discovering Thai cuisine as part of their travels and this has contributed to the increased interest in Thai food in the UK.  

“With the launch of Chang we’re now giving them the opportunity to enjoy an authentic Thai beer which has a flavour profile which perfectly complements the combination of delicate, fragrant, spicy notes of Thai dishes.

The growing number of pubs which are serving Thai food is clearly an important market for us.”A distribution agreement with cash & carry group Booker has just been agreed. Pubs interested in stocking Chang can also use the Find Chang web locator, using the link on the right. 

เขียนใน Economics, News. Leave a Comment »

‘สมัคร’ขู่ฟ้องศาล แบนโฆษณาพปช.

ดูข่าวที่โยนปัญหาไม่กล้าตอบคำถามทางโน้นทีทางนี้ที ของ รมต.และกรมประชาสัมพันธ์ กับการสั่งแบนโฆษณาของพรรคพลังประชาชนแล้ว ยิ่งทำให้กระแสตีกลับและ เป็นที่สนใจของผู้คนมากขึ้น หรือว่าโฆษณามันโดนใจเกินไปกับสถานการณ์ปัจจุบัน ลองชมภาพยนต์ในเวปไซด์ ของ พรรคพลังประชาชน  ซึ่งมีอยู่ 3 ชุด คือ ความสุข ลูกพ่อ และ บัตร 30 บาท ต่อชีวิต ดูยังไงก็ยังเป็นคำถามต่อสังคม ว่าถูกแบนได้อย่างไร ลองชมดูกัน หรือธงมันถูกตั้งเอาไว้แล้วว่า ไม่สมควรมีพรรคนี้ในสนามเลือกตั้ง

ไทยรัฐ – หลังจากที่พรรคพลังประชาชนออกมาโวยเรื่องภาพยนตร์โฆษณาของพรรคถูกห้ามออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ต่างๆ โดยระบุว่าเป็นการเลือกปฏิบัตินั้น ทาง รมต.และกรมประชาสัมพันธ์รีบออกมาแก้ตัวพัลวันว่าต้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้ขาดว่าทำได้หรือไม่ 

“ทิพาวดี” อ้างรอ กกต.ตีกรอบหาเสียง

เมื่อวันที่ 15 ต.ค. เวลา 12.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคพลังประชาชนออกมาโวยถูกเลือกปฏิบัติไม่ได้รับความเป็นธรรมที่ถูกคณะกรรมการกิจการวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ (กกช.) แบนภาพยนตร์โฆษณาของพรรคว่า ได้สอบถามนายปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ในฐานะเลขานุการ กกช.ทราบว่าการรณรงค์การเลือกตั้งของพรรคการเมืองนั้น กกช.ต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกระเบียบเกี่ยวกับการหาเสียงของพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการ และส่งมาให้ที่ กกช. จากนั้น กกช.จะแจ้งให้กกช.ประจำสถานีรับทราบถึงแนวทางปฏิบัติต่อไป หากสถานีไหนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามมาที่ กกช. และกรมประชาสัมพันธ์ได้ ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนดังกล่าว และ กกช.ชุดใหญ่ ที่มีนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกฯ เป็นประธาน ยังไม่ได้ประชุมแต่อย่างใด

ปัดมีใบสั่งคุมเข้มโฆษณา พปช. 

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคพลังประชาชนระบุว่าได้ยื่นขอซื้อเวลาแต่ละสถานีเรียบร้อยแล้ว คุณหญิงทิพาวดีตอบว่า การพิจารณาขณะนี้เป็นเรื่องของ กกช.ประจำสถานีพิจารณาเอง อาจจะเป็นการออกข่าวปกติ ยังไม่ใช่การรณรงค์หาเสียง ถือเป็นแนวปฏิบัติของแต่ละสถานีจะพิจารณากันเอง ยืนยันไม่ได้มีการสั่งบล็อกอย่างแน่นอน เพียงแต่แต่ละสถานีอาจจะกลัวหรือระวังตัว เพราะยังไม่ได้เห็นระเบียบของ กกช.อย่างเป็นทางการในเรื่องนี้ เมื่อถามย้ำว่า มีการมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติเพราะสปอตโฆษณาของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคการเมืองใหม่อื่นๆ ก็ออกมาลักษณะเดียวกันแต่ไม่มีปัญหา คุณหญิงทิพาวดีตอบว่า ยืนยันได้ว่ารัฐบาลหรือ กกช.ชุดใหญ่ไม่ได้มีใบสั่ง ไม่มีการเลือกปฏิบัติแน่ เขาจะออกทีวีช่องไหนไม่ทราบ แต่ไม่มีของสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กับสถานีทีไอทีวีแน่นอน 

อธิบดีกรมกร๊วกโยนลูก กกช.ชี้ขาด

ขณะที่นายปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ในฐานะเลขานุการ กกช. กล่าวถึงกรณีการอนุญาตการเผยแพร่ภาพยนตร์โฆษณาผ่านสถานีโทรทัศน์ว่า ในกระบวนการดูแลปกติได้มอบอำนาจให้แต่ละสถานีไปตั้งคณะกรรมการพิจารณาในการอนุญาตการเผยแพร่ภาพยนตร์โฆษณา หรือเรียกว่า กกช.ประจำสถานี มี 2 กรณี คือ 1. ถ้ากรณีที่ไม่แน่ใจจะสอบถามกลับมาที่ กกช.หรือกรมประชาสัมพันธ์ 2. กรณีถ้าแน่ใจก็อนุมัติให้ดำเนินการไป ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาทางเราจะไปตรวจสอบ ส่วนกรณีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งนั้น จะเริ่มต้นพิจารณาเมื่อมี พ.ร.ฎ.ออกประกาศวันเลือกตั้งออกมาแล้ว กกต.จะเชิญอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ในฐานะเลขานุการ กกช.ไปหารือเพื่อวางแนวทางการปฏิบัติ จากนั้นจะนำข้อสรุปดังกล่าวไปหารือกับแต่ละสถานี เพื่อให้สอดคล้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์แนวทางที่ กกต.กำหนด เพื่อควบคุมให้ค่าใช้จ่ายเป็นไปตามกฎหมายกำหนดไว้และเป็นธรรมเท่าเทียมกันทุกพรรคการเมือง

เฉไฉไม่รู้ปมปัญหาแต่ละช่อง

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคพลังประชาชนระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย หรือพรรคการเมืองอื่นที่ตั้งใหม่ยังเผยแพร่โฆษณาได้ แต่พรรคพลังประชาชนกลับถูกแบน นายปราโมชตอบว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นดุลพินิจของสถานีโทรทัศน์แต่ละช่อง และยังไม่ได้มีการรองเรียนเข้ามา เมื่อมีประเด็นปัญหาขึ้นมาคงจะสอบถามรายละเอียดที่มาที่ไปของแต่ละช่อง แต่วันนี้มีเงื่อนเวลาที่จะอนุญาตอย่างเป็นทางการแล้ว ดังนั้น จากนี้ไปทุกพรรคมีสิทธิเท่าเทียมกันหมดแล้ว เมื่อถามว่ามีการมองว่ามีสิ่งผิดปกติหรือใบสั่งหรือไม่ เพราะทุกช่องทำไมถึงปฏิบัติเหมือนกันหมด นายปราโมชตอบว่า ไม่ได้มีใบสั่งจากรัฐบาลหรือ คมช. จะไปเสี่ยงทำอย่างนั้นทำไม แต่เป็นดุลพินิจของแต่ละสถานีที่อาจมีแนวทางปฏิบัติไม่เหมือนกัน ปกติหากไม่มีปัญหา พออนุโลมได้ก็ไม่ไปก้าวก่าย ยืนยันได้ว่าไม่มีใครมาสั่งการอะไรพิเศษ แต่กลไกขั้นตอนมันมีอยู่แล้ว เมื่อถามว่า พรรคพลัง ประชาชนระบุว่าได้รับความเสียหาย เพราะต้องจ่ายชดเชยค่าสัญญาเช่าเวลาแก่สถานีโทรทัศน์ช่อง 5 และช่อง 7 หลังจากไม่ได้ออกสปอตโฆษณาของพรรค นายปราโมชตอบว่า สถานีโทรทัศน์ช่อง 5 หรือช่อง 7 เป็นคลื่นทหารอาจมีดุลพินิจเพิ่มเติมของเขาเองได้ 

“ประพันธ์”  โวยไม่ใช่หน้าที่  กกต.

ขณะที่นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี กกช.ว่าจะหารือ กกต. เพื่อหาข้อยุติว่าจะให้โฆษณาหาเสียงของพรรคพลังประชาชนเผยแพร่หรือไม่ว่า กกต.ยังไม่ได้รับหนังสือดังกล่าว แต่เป็นหน้าที่ของ กกช.ที่ต้องตรวจพิจารณาเนื้อหาของโฆษณา และขณะนี้ พ.ร.ฎ.การเลือกตั้งยังไม่มีผลบังคับใช้ ดังนั้น กกต.คงห้ามการโฆษณาของพรรคการเมืองไม่ได้ แต่เมื่อพ.ร.ฎ.การเลือกตั้งมีผลบังคับใช้ คาดว่าในช่วงปลายเดือน ต.ค.นี้ พรรคการเมืองต้องยุติการดำเนินการ ไม่เช่นนั้นจะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.ฯ มาตรา 60 โดยเฉพาะป้ายคัตเอาต์ต่างๆ จะต้องถอนออก และติดตามที่ กกต.กำหนด ที่จะออกประกาศเรื่องของพื้นที่การปิดป้ายหาเสียงในปลายเดือน ต.ค.นี้ ส่วนกรณีการแบ่งเขต ส.ส.ทั้งแบบสัดส่วนและแบบเขตนั้น วันนี้ถือเป็นวันสุดท้ายที่พรรคการเมืองต้องส่งความคิดเห็นเสนอมายัง กกต. เพื่อให้ กกต.พิจารณากันอีกในวันที่ 16 ต.ค. โดยคาดว่า กกต.จะประกาศเขต ส.ส.ได้ก่อนมี พ.ร.ฎ.การเลือกตั้ง 

ยันโฆษณา  พปช.ต้องออกอากาศ

ทางด้านท่าทีของพรรคพลังประชาชนนั้น วันเดียวกัน เมื่อเวลา 15.15 น. ที่อาคารไอเอฟซีที ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ที่ทำการพรรคพลังประชาชน นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ในฐานะคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรค แถลงถึงกรณีที่คณะกรรมการตรวจพิจารณาการโฆษณาทางวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ (กกช.) ไม่อนุญาตให้พรรคพลังประชาชนส่งภาพยนตร์โฆษณาชุด “ความสุข” ที่มีความยาว 60 วินาที ออกอากาศทางวิทยุโทรทัศน์ว่า หลังจากที่โฆษณาชุดความสุขของพรรคพลังประชาชนไม่ได้รับอนุญาตให้ออกอากาศจากคณะกรรมการชุดดังกล่าว วันนี้ทางพรรคได้รับทราบอีกว่า โฆษณาชุด “30 บาทต่อชีวิต” และโฆษณาชุด “ลูกพ่อ” ทั้ง 2 ชุด มีความยาวประมาณ 30 วินาที ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกอากาศด้วยเช่นกัน โดยให้เหตุผลแบบเดียวกันคือ ให้หารือกับคณะกรรมการการเลือก (กกต.) ก่อน

ดังนั้น พรรคจึงได้ทำหนังสือขออนุญาตส่งภาพยนตร์โฆษณาทั้ง 3 ชุด เพื่อออกอากาศทางวิทยุโทรทัศน์ถึงคณะกรรมการชุดดังกล่าว ลงวันที่ 15 ต.ค. 2550 ลงนามโดย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค เพื่อชี้แจงเหตุผลว่าพรรคตรวจสอบโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างละเอียดแล้วและเห็นว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ดังนั้น การอ้างว่าจะต้องหารือกับ กกต.ก่อนนั้น เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง อีกทั้งนายประพันธ์ นัยโกวิท คณะกรรมการการเลือกตั้ง ก็พูดผ่านสื่อชัดเจนแล้วว่า กกต.จะไม่เข้ามายุ่งเรื่องนี้ในขณะนี้ จนกว่าจะมีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง   ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่คณะกรรมการฯจะไม่อนุญาตให้ออกอากาศ 

“สมัคร” ขู่ฟ้องศาลถ้าถูกกีดกัน 

นายชูศักดิ์กล่าวด้วยว่า ขณะนี้โฆษณาของพรรค การเมืองอื่นได้ออกอากาศเผยแพร่ทางโทรทัศน์ไปนานแล้ว โดยไม่ได้รับการท้วงติง เห็นว่าเรื่องนี้เป็นการเลือกปฏิบัติ และไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงต้องทำหนังสือเพื่อที่จะขอเวลาเพียงช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง เพื่อขอเผยแพร่ผลงานและแนวนโยบายของพรรคออกทางโทรทัศน์ดังเช่นพรรคการเมืองอื่น และเนื้อหาโฆษณานั้น ยืนยันว่าจะไม่มีการแก้ไข เพราะไม่ได้ ไปขัดหรือโจมตีใคร ถ้าหากมีความพยายามที่จะถ่วงเวลา จำเป็นที่จะต้องใช้สิทธิ์ตามกฎหมายเท่าที่จำเป็น และหากเกิดความเสียหายจากการที่เราได้จองเวลาออกอากาศ เอาไว้ และทำให้เราถูกปรับ คณะกรรมการชุดดังกล่าวก็ต้องรับผิดชอบด้วย 

ด้านนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ไม่มีเหตุผลที่จะห้ามสปอตโฆษณาของพรรคพลังประชาชน เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บอกแล้วว่าไม่เกี่ยวข้อง และเมื่อพรรคตรวจดูแล้วไม่เห็นว่าจะมีอะไรผิดกฎหมาย ถ้าหากไม่อนุมัติก็จะเอาไปศาล จะเอาไปศาลไทย ไม่เอาไปศาลโลก   

Asia Times:Turn of the political screw in Thailand

Asia Times : By Shawn W Crispin 

BANGKOK – Thailand’s military-appointed interim government is collapsing, exiled former prime minister Thaksin Shinawatra’s political power base is regrouping, and the prospects for a smooth transition back towards democracy through general elections scheduled for later this year are dimming as the country hurtles towards yet another political crisis. Corruption allegations related to private company shareholdings that recently forced several of current Prime Minister Surayud Chulanont’s cabinet ministers to resign now threaten the interim premier’s own standing. The National Legislative Assembly (NLA) this week grilled Surayud on allegations that he illegally acquired land and built a home in a national forest reserve and have sent their findings to the National Counter Corruption Commission. Surayud recently revealed in a Thai language television interview that he was formerly a jon, which in English loosely translates as “bandit”, but had long ago changed his ways.The sudden and dramatic split in the executive and legislative branches of the military-appointed government has laid bare the deep differences in outlook between competitive military camps about the political future. The moderate and increasingly isolated Surayud has remained defiant against hard-liner pressures, vowing despite the allegations against him to see through the completion of his term and keep on track democratic polls now scheduled for December 23.

However it is just as likely that the former army commander and privy councilor will be forced to either resign or dissolve altogether his battered and depleted interim administration. Both scenarios would provide political cause for a caretaker administration – likely to be led by either deputy prime minister for security and last year’s coup leader General Sonthi Boonyaratklin, or the NLA chairman, former spy chief and coup-operative, Squadron Leader Prasong Soonsiri – to push back or even indefinitely delay the elections. The new bout of political squabbling, this time between moderate and hardline forces inside the armed forces, comes at a time when the newly formed, Thaksin-affiliated People’s Power Party (PPP) is now being predicted by various political pundits to garner the most seats at upcoming polls. The earlier front-running Democrat Party has failed to generate enough funds for a successful election campaign and the party’s drive to penetrate the crucial northeastern region has been hobbled by internal squabbling over leadership and strategy, according to sources close to the party.

“The tide has changed completely,” says one political analyst with close ties to the military. “At first [the coup-makers] thought they could destroy Thaksin’s influence but now they realize they’re going to have to live with the guy. It’s like Caesar: everyone is scared of being stabbed in the back and so the hardliners are thrusting first.”

More significantly, perhaps, the interim government infighting comes at a time when Thaksin’s supporters have dangerously upped the ante of their anti-junta propaganda campaign which makes liberal use of the Internet to counter the message of government-controlled media inside the country.

A senior Thaksin adviser told Asia Times Online that recent internal polling surveys allegedly conducted by the military all showed that the PPP would outpace other political parties at upcoming elections, based upon still strong voter support for Thaksin in the pivotal northern and northeastern regions. Asia Times Online could not independently verify the information with the government, but the prediction is in line with many political analysts’ view of the upcoming polls.

The same adviser claimed that the exiled Thaksin is now in the process of negotiating a sort of political “compromise” with sources allegedly close to the royal palace. By Thai law the royal family is above politics, though King Bhumibol Adulyadej endorsed the installation of a military-appointed government after last year’s coup.

The terms of the alleged deal-in-the-making would potentially include an agreement that the PPP would without interference from the military and with the palace’s endorsement be allowed to form the next government should the party win the most votes at the polls. In exchange, the advisor said, Thaksin would agree to remain in exile in the United Kingdom and a PPP-led government would agree to dissolve itself and hold new polls after serving only two years of its four-year term.

“Thaksin has basically said, ‘We can fight a short war or a long war’ and both sides seem to agree that a short war is more in the national interest,” says the advisor, requesting anonymity due to the sensitivity of the alleged talks.

Potent propaganda
At the same time other Thaksin supporters are bidding to present an alternative history to the official version of events leading up to and following last year’s coup. That includes the particularly incendiary claim included in two well-produced, long-play videos recently posted on Youtube that the palace was coerced by privy council president Prem Tinsulanonda and the presence of armed soldiers in the palace into supporting the military’s putsch.

The polemical videos, one entitled “Defaming the King”, the other “Eliminate the Heir”, also alleged that since the coup Prem has come into conflict with Crown Prince Maha Vajiralongkorn and that the chief privy councilor recently attempted to stop the royal heir apparent from meeting privately with Thaksin in London.

The sophisticated clips go on to accuse Prem of systematically gathering sensitive – and not always flattering – information through informants close to royal family members that have later been widely distributed to the general public, most recently in the form of a VCD, in a bid to influence the royal succession.

Adding to the intrigue, the clips also noted that the new military-drafted and referendum-mandated constitution includes a new provision which would give the privy council sole discretion in selecting the next monarch if the royal succession is not decided before His Majesty King Bhumibol Adulyadej passes and that the advisory body would with no specific delineated time limit hold authority over the throne until its decision was handed down.

The Thaksin advisor told Asia Times Online that he was “consulted” in both videos’ production, but that certain claims made in the clips were not based on fact. The polemical clips cleave closely to the accusations and allegations leveled against Prem by the anti-junta and pro-Thaksin protest group the United Front of Democracy against Dictatorship (UDD), whose senior members were temporarily imprisoned in late August for their role in staging a raucous demonstration in front of Prem’s private residence.They also bid, as the UDD has attempted through its protests, to drive a wedge between the palace and Prem and to establish Thaksin as the true defender of the crown, and play in particular on his known close and cordial ties to the Crown Prince. Through a personal spokesman, Prem denied the various allegations specific to the video clips and has said repeatedly said that allegations that he was behind last year’s coup were “repetitive, baseless and provocative”.The ministry of justice is now in the process of obtaining a court order which for reasons of national security would allow officials to censor or block access to the on-line material. However more than a month after the clips were first posted on the video-sharing website Youtube, as of today, they were still uncensored. “The timing of the videos is a red light warning,” said the political analyst with ties to the military. “The CNS is not speaking with one voice and the political situation is going to get messier before it gets better.”

Elite settlement
Against this tumultuous backdrop, some political analysts detect signs that after a disastrous year in office, in which various policies have attracted international criticism of the country, that the coup makers may be falling out of palatial favor.

One strong signal that some sort of compromise with Thaksin may indeed be in the offing was the recent abrupt and unexplained halt to the strongest corruption case against Thaksin, involving his wife’s purchase of a government disposed plot of land in Bangkok. Others in Thaksin’s camp point to the government’s apparent refusal to allow anti-Thaksin protest leader Sondhi Limthongkul to return to the country after he gave a controversial speech which touched on the monarchy in California last month.

The senior Thaksin advisor says that if the PPP wins and is allowed to form the next government, it would immediately move to amend the new constitution, including removing the amnesty clause for the coup-makers and their associates, and drive to prosecute top coup makers for extra-constitutionally toppling Thaksin’s government.

He also said they would aim to legally diminish the power of the privy council, particularly by making the body’s president, currently Prem, but in the future likely to be Surayud, a more ceremonial and less powerful position.

The privy council only achieved its prominence in recent years, after Prem resigned the premiership and joined the monarch’s advisory body in 1988 and as King Bhumibol became more reclusive. The coup-makers appear to be on guard against just such a move. Earlier this week the NLA tabled a bill which aimed to extend the country’s already strict lese majeste laws, which bar media criticism of the royal family and include jail terms for transgressions, to protect privy council members from criticism. The bill was suddenly dropped for unclear reasons.

The creeping notion that Thaksin’s political proxies represented in the PPP are on the verge of a comeback and with apparent vengeance on their minds is no doubt stoking concerns among senior military officers directly involved in staging last year’s coup. Military hardliners who feel strongly that the interim government has not done enough to purge Thaksin’s influence lost a march last month when the more moderate Gen Anupong Paochinda was recently appointed army commander over the more fervently anti-Thaksin Gen Saprang Kalayanamitr.

Disappointment over that hotly contested appointment could explain the mysterious bomb blast in front of army headquarters in Bangkok on October 1, coinciding with the first day Anupong assumed the post. And hardliner fears of a Thaksin comeback almost certainly explain this week’s strong censure of Surayud and his interim administration by those who until very recently were considered to be his political allies.

Yet if military minds believe that they can manufacture the fall of Surayud’s interim government and use the subsequent political fallout as a pretext to indefinitely delay promised elections, unlike the widespread popular support they enjoyed directly after toppling Thaksin they will likely face strong popular resistance to their refusal to step down and restore democracy.

“เป้าหมายไล่ใคร” ความขัดแย้ง สนช. กับ ขิงแก่

หนังสือพิมพ์เส้นทางออนไลน์ 

ฟังดูแล้ว ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนเกินไปกว่านี้ ไม่ว่าเรื่อง สนช. สายพันธมิตรฯจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯและรัฐมนตรี หรือ การเคลื่อนไหวในเรื่องจริยธรรม ความขัดแย้งระหว่าง สนช.กับรัฐบาล        

แรงกระเพื่อมที่เป็นจิตนิยม  สามารถค้นหากฎเกณฑ์เหล่านี้ได้ไม่อยาก   ซึ่งความจริงแท้  เป็นเรื่องของความกลัวและความระแวงเรื่องอำนาจจะหมดไปหลังเลือกตั้ง  และความหวาดระแวงทางจิตในความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชาชนและอดีตพรรคไทยรักไทยจะกลับมา โดยใช้การเลือกตั้งครั้งนี้  ถ้าหากพรรคประชาธิปัตย์มีทีท่าว่าจะชนะการเลือกตั้ง  แน่นอน  แรงกระเพื่อมกดดันรัฐบาลคงไม่เป็นอย่างนี้ และสายพันธมิตรสาย สนช.คงต้องรีบให้ทุกอย่างผ่านฉลุย
    ในบทบาทของนายกรัฐมนตรี  รัฐบาล คมช. กับ สนช. มีบทบาททางการเมืองที่ไม่เหมือนกันตรงนี้  มีข้อชวนสงสัยและพิจารณาเป็นประเด็นดังนี้
  1.   นายกรัฐมนตรีพลเอกสุรยุทธ์  จุลานนท์  มีอำนาจและบทบาทเพียงจะทำให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้วทุกจบและถอยกลับบ้าน  หลังได้รัฐบาลใหม่  การจัดการเลือกตั้งโดยเร็วของรัฐบาล  เป็นเป้าหมายที่สุดว่าเป็นการคืนประชาธิปไตยให้กับประเทศแล้ว  ฉะนั้น  หน้าที่ของรัฐบาลที่จะไปกดดันใครหรือการปล่อยเกียร์ว่างในเรื่องความประสงค์ที่สายพันธมิตรฯเสนอเพื่อเช็คบิคพรรคพลังประชาชนหรือจัดการคุณทักษิณ  ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล
    2.   ประธานคมช.เองก็ถือว่าการจัดการให้ไปสู่การเลือกตั้งโดยเร็วไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะชนะก็เป็นเรื่องของประชาชน  ทุกอย่างที่ดำเนินมาถือว่าจบกันตรงนี้
    3.    สายพันธมิตรฯและสนช. มีความคิดที่เป็นการเมืองและเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยมาแต่ต้น  จึงเกิดความพะวงในใจและ คิดว่าถ้าการเลือกตั้งเป็นรูปการเช่นนี้พวกเราพังแน่นอน  จึงเกิดความเห็นว่าไม่ได้ต้องจัดการรัฐบาลและพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ให้พ้นทาง
    ฉะนั้น  ปัญหาจริงๆแล้วขณะนี้  คือ  กลัวจะแพ้การเลือกตั้ง  กลัวคุณทักษิณจะกลับมา ยิ่งมี การปล่อยข่าวว่ามีการขนเงินมาจากต่างประเทศเข้ามาในสนามบินสุวรรณภูมิจะจริงเท็จอย่างไร นั้น  ต้องไปว่ากัน   ซึ่งการขนเงินมาเพื่อใช้ในการซื้อเสียงเป็นหมื่นล้านก็ยิ่งทำให้สายพันธมิตรฯและกลุ่มคนที่ขับไล่คุณทักษิณมาก่อนเกิดความกลัว
    หากจะว่ากันให้ถึงที่สุดแล้วสายพันธมิตรฯ ไม่ต้องการจะให้มีการเลือกตั้งเสียด้วยซ้ำในขณะนี้  แต่ก็ต้องทำเพราะรัฐธรรมนูญก็ผ่านแล้ว  กฎหมายลูกก็กำลังจะผ่าน