ความล้มเหลวของ คมช.

จากดาวประกายพรึก-เดลินิวส์

อย่างนี้จะเรียกประจานความล้มเหลวของ “คมช.” หรือเปล่าก็ไม่รู้เพราะ 1 ใน 4 ข้อที่คมช.ลากรถถังมาสร้างวงจรอุบาทว์ให้ประเทศอีกครั้งเมื่อ 19 กันยาฯ ก็คืออำนาจเก่ามีการทุจริตคอร์รัปชั่นมากจนรับไม่ได้
 
แต่ล่าสุดองค์กรความโปร่งใสโลกที่เที่ยวจัดอันดับความโปร่งใสให้ 163 ชาติกลับไม่ไว้หน้า
      
ทุบอันดับความโปร่งใส ของไทยจากปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 63 หลุ่นตุ๊บมาอยู่ที่ 84 รวดเดียว 21 อันดับรวด


   
ระดับเดียวกับบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนากาบองจาเมกา คิริบาติเลโซโทมาซิโดเนีย ฯลฯ โน่น
 
จะเกี่ยวข้องกับข่าวลือที่ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม หัวหน้าสำนักงานคมช.ออกมาแฉข่าวทหารใหญ่บางคนไปเที่ยวตบทรัพย์เอกชน เอาคนเลวเป็นที่ปรึกษา จนกระฉ่อนเมือง
 
หรือกินมูมมามที่รัฐวิสาหกิจหลายแห่ง แต่สวรรค์มีตา จนไปไม่รอด หรือเปล่า ก็ไม่รู้สิ
 
แต่ยังดีได้ธนาคารโลกมากู้หน้าไว้บ้างจัดอันดับให้ไทยเป็นประเทศน่าลงทุนเพราะมีการอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มากสุดเป็นอันดับที่15จาก178ประเทศได้ชื่นใจบ้าง
 
นี่ขนาดถูกปู้ยี่ปู้ยำจากการปฏิวัติมาปีเศษ ๆ แสดงว่าระบบเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่งพอใช้
 
ก็เพราะเหตุนี้ ทุกคนจึงมองข้ามช็อตไปที่การเลือกตั้งสิ้นปี  ไม่หวังอะไรกับขิงแก่แล้ว
 
พรรคพลังประชาชน เปิดตัว สส.ภาคอีสาน

เห็นภาพการปราศรัยของ เนวิน ชิดชอบ จากพลังประชาชนที่ “บุรีรัมย์”ท่ามกลางคนฟังเฉียดแสนแล้ว บอกได้คำเดียว คมช.สมควรหนาวแล้ว  เพราะฐานที่มั่นอีสานยังเป็นของไทยรักไทยชัดเจน
 
ไอ้ประเภทปากเปราะบอก จ้างคนละ 100 มาฟังเหมือนดูถูกคนอีสานว่ารับเงินลงประชามติไม่เอารัฐธรรมนูญน่ะ เลือกตั้งรู้  หมู่หรือจ่า
 
เนื้อหาที่เนวินพูดเป็นไฮไลต์ว่าถูกจับขังเดี่ยว 11 วัน 10 คืน วันสุดท้ายถูกทหารจับยัดรถตู้วน 2 ชั่วโมงก่อนจับ “แก้ผ้า” ตรวจภายใน แล้วปล่อยลงจากรถให้กลับบ้านได้น่ะ
 
จะจริงเท็จแค่ไหน หรือแค่ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จแบบที่ “บิ๊กบัง” ตอกกลับ ก็ว่ากันไป
 
แต่ที่แสลงหูสุดก็ พล.ท.สุจิตร สิทธิประภา แม่ทัพภาค 2 ที่แสดงอำนาจปืน “การขออนุญาตครั้งต่อไป จะให้กำหนดเป็นหัวข้อต่าง ๆ ในการปราศรัยแต่ละครั้ง” อ้างบุรีรัมย์เป็นพื้นที่กฎอัยการศึก
 
บอกตรง ๆ มันบ่งบอกว่าประเทศนี้กำลังเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยแบบที่นายกฯ คุยที่ยูเอ็นมากสินะ
 
ประสาอะไร พระสงฆ์กับม็อบที่กำลังเดินขบวนขับไล่รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าด้วยมือเปล่า ปืนยังเอาไม่อยู่ แล้วเรื่องอะไรประเทศที่กำลังจะคืนอำนาจอธิปไตยประชาชน
 
ทหารถึงมีสิทธิมาเที่ยวกำหนดว่า ประชาชนจะต้องพูดในหัวข้อที่ทหารกำหนดไว้เท่านั้น หรือประชาชนจะต้องฟังในสิ่งที่ทหารต้องการให้ฟังเท่านั้นหรือ
 
มันสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยตรงไหนไม่ทราบ  หมิ่นประมาทก็ฟ้องเอาสิ  ยุค “ตุลาการภิวัตน์” นี่  
 
เหนืออื่นใด ผบ.ทบ.คนใหม่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่ได้ชื่อว่าเหมาะสม มีวุฒิภาวะ ประกาศก้องจะเอาทหารกลับกรมกอง ก็ควรยกเลิกกฎอัยการศึกงี่เง่า เพื่อความเป็นธรรมเสียด้วย เหลือไว้แค่ 3 จังหวัดใต้ก็พอแล้ว
 
จะคงไว้อีก 26 จังหวัดในอีสานเพื่ออะไร หรือเพื่อประจานความเป็นเผด็จการ “ท็อปบู๊ต” ต่อไป ไม่คุ้มหรอก???.
 

พม่าสลายการชุมนุม ต่างกับไทยหรือไม่?

โพสต์ทูเดย์-ตำรวจพม่า ปิดล้อมเจดีย์ชเวดากอง ใช้กำลังสลายการชุมนุม มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตหลายราย ทั้งที่เป็นพระสงฆ์ และประชาชนหลังรัฐบาลประกาศเคอร์ฟิวใน 2 เมืองใหญ่ สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานสถานการณ์ ปราบปรามกลุ่มพระสงฆ์ และประชาชน ของรัฐบาลทหารพม่า ที่บริเวณใกล้กับวัดมหาเจดีย์ชเวดากอง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวพม่า ว่า ทหารพม่าได้ยิงกราดเข้าใส่ฝูงชนที่ประท้วง โดยยังไม่ทราบตัวเลขของผู้ได้รับบาดเจ็บ

ากเหตุการณ์สลายการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ที่สุด ในรอบ20ปี อย่างไรก็ตามมีผู้เห็นอีกเหตุการณ์หนึ่งก่อนหน้า ระบุว่า มีพระสงฆ์ถูกยิงได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 17 รูป ขณะที่ขบวนการกำลังเคลื่อนไปอย่างสงบ และมีพระอายุ 80 พรรษารูปหนึ่งรวมอยู่ด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานก่อนหน้านี้ว่า ทหารกับตำรวจได้ยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่กลุ่มผู้ประท้วงจำนวนหลายพันที่นำโดยพระสงฆ์ และยังยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อเตือนให้ยุติการชุมนุมด้วย และทหารกับตำรวจได้สร้างสิ่งกีดขวางปิดกั้นถนนเอาไว้ ขณะที่มีการยิงแก๊สน้ำตาสลายฝูงชน ซึ่งบรรยากาศภายในกรุงย่างกุ้ง เต็มไปด้วยความตึงเครียด โดยทหารได้วางกำลังคุมเข้มตามถนนสายต่างๆ เพื่อขัดขวางการเดินขบวนเข้าไปชุมนุม ไปยังบริเวณเจดีย์สุเหล่ใจกลางกรุงย่างกุ้ง ขณะที่

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงย่างกุ้ง ว่า มีผู้เสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บ 5 คน ระหว่างการสลายชุมนุม โดยทั้ง 6 คนถูกกระสุนปืนของเจ้าหน้าที่ ส่วนผู้เสียชีวิตนั้นยังไม่แน่ชัดว่าเป็นพระภิกษุหรือไม่ และล่าสุดรอยเตอร์ ได้รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในวัดแห่งหนึ่งว่า มีพระภิกษุมรณภาพจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมครั้งนี้อย่างน้อย 2 รูป รัฐบาลพม่าประกาศเคอร์ฟิวในเมืองย่างกุ้ง และเมืองมันดาเลย์วันนี้ และส่งกำลังทหารเข้าประจำการ เพื่อยุติการชุมนุมประท้วงและได้สั่งให้กองกำลังทหารและตำรวจตรึงกำลังล้อมรอบบริเวณเจดีย์ชเวดากองในกรุงย่างกุ้ง ซึ่งเป็นแหล่งชุมนุมประท้วงหลักของเหล่าพระสงฆ์ และเป็นสถานที่ที่เคยเกิดเหตุการณ์นองเลือดครั้งรุนแรง เมื่อรัฐบาลทหารพม่ากวาดล้างผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในปี 2531 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 3 พันคน

ก่อนหน้านี้กลุ่มผู้ประท้วงรวมตัวกันโดยไม่สนใจคำสั่งที่ระบุให้พระสงฆ์หยุดกิจกรรมทางการเมืองและกลับสู่วัดวาอาราม ในขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลทหารได้ตระเวนขับรถบรรทุกไปทั่วกรุงย่างกุ้งเพื่อประกาศเตือนว่าการรวมตัวเช่นนี้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทั้งนี้ มาตรการเคอร์ฟิวมีผลบังคับใช้ในเมืองย่างกุ้งและเมืองมันดาเลย์เป็นเวลา 60 วัน โดยห้ามไม่ให้มีการชุมนุมรวมตัวกันเกิน 5 คน และห้ามไม่ให้มีการประท้วงไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า นางออง ซาน ซูจี ผู้นำพรรคฝ่ายค้านพม่า ถูกย้ายไปคุมขังที่เรือนจำอินเส่งในนครย่างกุ้งตั้งแต่เมื่อวันอาทิตย์ หรือ 1 วันหลังมีภาพเธอออกไปยืนยกมือไหว้ขบวนประท้วงของพระสงฆ์ แต่ตำรวจนครย่างกุ้งยืนยันว่าเธอยังถูกควบคุมตัวอยู่ในบ้านพัก หลังมีการเสริมการรักษาความปลอดภัยรอบๆบ้านพักริมทะเลสาปอินเลย์ของเธอด้วยกระสอบทราย,สิ่งกีดขวาง และตำรวจปราบจลาจล มาตั้งแต่วันอาทิตย์

ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ของสหรัฐฯประกาศในที่ประชุมสมัชชาใหญ่ฯเรื่องมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมต่อพม่า ขณะที่องค์กรนิรโทษกรรมสากลในกรุงลอนดอนของอังกฤษ เรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ส่งเจ้าหน้าที่ไปพม่าในทันที เพื่อไม่ให้เกิดการปะทะระหว่างผู้ประท้วงกับเจ้าหน้าที่ หลังจากรัฐบาลทหารพม่าประกาศใช้เคอร์ฟิวในนครย่างกุ้งกับเมืองมัณฑะเลย์ Read the rest of this entry »

เขียนใน News. Leave a Comment »

กม.ผู้ถือหุ้นต่างชาติไม่เอื้อ “Ikea” ยักษ์ใหญ่ชะลอการลงทุน

บริษัท  Ikea เป็นบริษัทขนาดใหญ่ของชาวสวีเดน ที่ขายปลีกเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ระบบแฟรนไชน์ ที่มีอยู่มากกว่า 30 ประเทศ โดยเน้นสินค้าราคาย่อมเยาและดีไซน์ทันสมัย เหมาะสำหรับลูกค้าที่มีงบประมาณจำกัด

Ikea เป็นที่รู้จักดีของคนชาวอังกฤษ หาอะไรไม่เจอแวะไป Ikea ต้องบอกว่าได้อย่างอื่นนอกเหนือจากสิ่งที่ต้องการ เพราะคนที่นี่ชอบตกแต่งบ้าน

ลานจอดรถขนาดใหญ่ แทบไม่พอรองรับรถ ที่แวะเวียนมาไม่ขาดสาย โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ชอบตกแต่งด้วยตนเอง ซึ่งมีจำนวนมาก  ที่ได้รับแคทตาลอกประจำปีที่ได้รับตามบ้าน หรือจากค้นหาในเวปไซด์ เรียกว่าการตลาดเจาะถึงกลุ่มเป้าหมายถึงบ้าน ถ้าไปไม่ได้ก็สามารถสั่งสินค้าออนไลน์ ช้อปปิ้งเหนื่อยแวะเข้าฟ้าสท์ฟูด ราคาก็ถูก เรียกว่าโดนใจลูกค้าในประเทศอังกฤษ แบบสุดๆ แต่ถ้าหยิบสินค้าขึ้นมาดู จะพบว่าแต่ละสินค้าผลิตมาแต่ละแหล่ง เครื่องครัวแสตนเลส บางส่วนผลิตในเวียตนาม ผ้าม่านบางชิ้นผลิตจากอินเดีย, ถ้วยชามบางดีไซน์จากประเทศจีน เรียกว่าทำธรุกิจเป็นมิตรกับทุกประเทศ

แต่น่าเสียดายที่ Ikea ต้องชลอการลงทุนในประเทศไทย เพราะกฏหมายที่จำกัดการถือครองหุ้นของชาวต่างชาติ ถึงแม้ว่าจะยังมีความสนใจในการลงทุน แต่เพราะความไม่มั่นใจ ไม่งั้นคงทำให้คนไทยได้สร้างรายได้ และบริษัทเฟอร์นิเจอร์ได้จำหน่ายในประเทศมากขึ้น โดยไม่ต้องออกไปแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง จีน หรือเวียตนาม และไม่ต้องมาพะวงกับค่าเงินบาทที่แข็ง ที่มีผลอย่างมากต่อผู้ส่งออก ลองอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ Telegraph ของอังกฤษ แล้วจะรู้ว่า ต่างชาติคิดอย่างไรกับเรา

Ikea delays Thai plans as government moves to tighten foreign ownership laws

WHAT price flatpack furniture in Bangkok? Ikea, the Swedish retail group, has put plans to expand into Thailand firmly on the shelf amid an increasingly uncertain environment for multinational investors.

The Daily Telegraph can reveal that the lingering after-effects of last year’s military coup and a series of tougher laws on foreign ownership have prompted Ikea to postpone a move into one of south-east Asia’s most important economies.

The delay reflects growing nervousness among overseas investors following Draconian revisions to Thailand’s Foreign Business Act and the publication of draft legislation covering the retail sector which may have a serious impact on Tesco and Carrefour, the French supermarkets group.

Since the ousting of Thaksin Shinawatra, the former prime minister and current owner of Manchester City Football Club, a year ago this week, the Thai government has proposed changes to the definition of a “foreign” company to mean one which is not controlled or majority-owned by Thais. It has also vowed to stamp out the use of nominee shareholders for the subsidiaries of multinationals operating there, alarming the many overseas firms which have largely relied on the use of such structures.

“The foreign business ownership laws have always been complicated but there has always been a measure of understanding,” said Alastair Henderson, managing partner of Herbert Smith, the law firm, in Bangkok.

“The latest proposals have meant great uncertainty for companies about the regulatory climate they are going to face and whether they will be able to retain control of their investments.

An Ikea spokesman said the Thai market “is still under evaluation” by Inter Ikea Systems, which owns the home improvement retailer’s concept and trademark. An unnamed franchisee, which will further investigate the market, has been selected, she added.

The toughening of Thailand’s foreign ownership laws could affect a string of Britain’s biggest companies, including British American Tobacco, Alliance Boots and HSBC.

The south-east Asian country’s interim government, which has said it is likely to hold democratic elections in December, has held numerous talks with officials from the European Commission and overseas chambers of commerce stationed in Bangkok.One official said its actions were evidence of “a clear protectionist backlash” and could lead to Thailand being “cut out of the global economy”.

“The government responded two weeks ago to a letter sent months ago [by the overseas chambers] which alleged that Thailand was in breach of its World Trade Organisation obligations,” said the official.

“The government denied this, saying the amendments were ‘not inconsistent’ with its obligations.

Among the foreign investors with most at stake from a more hostile Thai regime is Tesco, which operates 400 stores and employs more than 28,000 people in Thailand.

“We continue to invest in the country, opening new stores and giving more Thai people the opportunity to benefit from our low prices and quality products,” said a spokesman for Britain’s biggest retailer.

“However, we are concerned that the current uncertainty may deter new foreign investors.

According to a briefing document prepared by the trade section of the British embassy in Thailand, the number of British investment projects submitted to Thailand’s Board of Investment has tailed off so far this year compared with 2006.The new legal environment has been criticised by some Thai politicians worried that foreign investors might leave or, like Ikea, put investment decisions on hold. Assembling flatpack furniture might be a while off yet. 

เขียนใน Economics. Leave a Comment »

Thai Culture Evening at Swansea

“Thai Cultural Evening”

with Thai Classical Orchestra, Dance and Food

BRANGWYN HALL, SWANSEA supported by The Arts Council and City and County of Swansea on Saturday, 27th October, 2007
Buffet:  6 – 8 p.m. (dishes prepared by members of The Association)
Performance starts at 8.30 p.m.
Raffle prizes include return tickets to Thailand
Ticket :  £15.
Grand Theatre, Swansea
or Poranee James poraneejames@yahoo.com    (07866337798)

เขียนใน Events. Leave a Comment »

Martial law is the opposite of rule of law

 2007-09-19 09:08:57

FOR IMMEDIATE RELEASE
AS-227-2007
September 19, 2007
A Statement by the Asian Human Rights Commission

On 27 September 2006, eight days after the coup that has dragged Thailand back to the dark days of military intervention into all areas of political and social life, the country’s ambassador to the United Nations told the General Assembly that “we can well expect that one of the first tasks of the new civilian government will be to do away with martial law”.

Not only was no civilian government installed, but martial law has been kept in place across almost half of the country throughout the entire year, in addition to the emergency rule over the three southernmost provinces. It was also not lifted for the referendum that was held to endorse the military-backed constitution, which was passed by only around one third of total eligible voters in the country.

Now the military regime has reportedly indicated that it intends to remove martial law from 11 of the 35 provinces where it is still in force–Kamphaeng Phet, Udon Thani, Khon Kaen, Nakhon Ratchasima, Roi Et, Maha Sarakham, Phetcahburi, Ratchaburi and Prachuap Kiri Khan–while at the same time reinstalling it in three–Nakhon Phanom, Nong Khai and Mukdahan. Thus, the country will go into a general election with 27 provinces under martial law and three under emergency regulations, out of 76 provinces in total. According to an army spokesperson, the reintroduction of martial law into three provinces has nothing to do with politics and is rather a matter of border security. However, the fact remains that in these three provinces where martial law was not imposed during the referendum, the votes against the new constitution were all over 73 per cent, with Nakhon Phanom having the highest No vote in the northeast. Thus it is disingenuous to suggest that there is no connection between the forthcoming election, the strong anti-coup turnout in those provinces and the resumption of martial law in them, not least of all after repeated comments by senior army officers–including coup leader General Sonthi Boonyaratglin–that
the military intends to set things straight in the region before the next vote in December.

The interim government–its prime minister in particular–has constantly iterated a concern for the rule of law and democracy, but martial law is their opposite. Under martial law, military authorities are exempted from ordinary laws and criminal process. They have the power to search and seize property and vehicles anywhere and anytime; stop and search persons at will; and reside in, destroy or relocate a dwelling. They can prohibit public gatherings, publications, advertisements, use of roads or public transport and communications. They can order someone to be held under house arrest. They can evict anyone from anywhere. And they can detain suspects for up to seven days for interrogation without access to a lawyer or courts, in contrast to the 48 hours provided under the ordinary criminal procedure law.

There were many reports of soldiers exercising their powers under martial law throughout the referendum to prevent campaigning that was viewed as hostile to the new constitution. Residences were raided, vehicles stopped and materials confiscated. Certainly, with 30 provinces still under either martial law or emergency rule, more of the same can be expected in the coming period as the regime will be determined to ensure that after all the work it has done so far, none of the persons associated with the former government find their way back into elected posts. Thus the country will be shoved from a phoney referendum to a farcical election.

The Asian Human Rights Commission insists that the only possibility for any democratic process in Thailand will be through the complete lifting of the martial law from across the country that was imposed one year ago today, and also the ending of the Emergency Decree over the southern provinces, under which the security forces there have been responsible for the most atrocious and grievous human rights abuses. If the military regime refuses to remove martial law and persists with the same pantomime that it happily performed in August, when less than 60 per cent of the electorate turned up at the ballot boxes, than why should anyone–other than the parties who stand to gain from the destruction of the former ruling group and its agents–bother to vote at all?    

To Return to a Democratic Thailand by Thaksin ครบรอบ 1ปี การทำรัฐประหาร โดยทักษิณ

in The Wall Street Journal 19.09.2007 

‘To Return to a Democratic Thailand’
By THAKSIN SHINAWATRA
September 19, 2007

One year ago today I was in New York, preparing to address the United Nations General Assembly on behalf of my nation. I was filled with pride as I looked forward to delivering my remarks.

One year before, I had been overwhelmingly re-elected as prime minister of Thailand. Thanks to the people of my nation, I was the first leader in the near 100-year history of Thailand to be not just democratically elected, but democratically re-elected. Under my administration, we had cut poverty almost in half, provided universal access to affordable health care for the first time, balanced the budget and paid off our debts to the International Monetary Fund. In addressing the United Nations, I intended to emphasize to the world the success and maturity of our democracy.I was never able to deliver my remarks, however, because I awoke on the morning of Sept. 19 to the news that my government — and Thailand’s democratic constitution — had been overthrown in a military coup. The coup came as a shock to me and to most Thais. Democracy appeared to have become well entrenched in Thailand following adoption of the Constitution of 1997. Also known as the “People’s Constitution,” this charter was universally acclaimed as the most democratic constitution in the history of Thailand.

The people of Thailand have the same democratic aspirations and expectations as the people of other mature nations, and they will not rest until these are restored to them. Regrettably, the military rulers in Bangkok have spent most of the past year worrying not about promoting our nation’s economic development or restoring basic rights to the Thai people, but rather about preventing me or anyone sharing my political philosophy from returning to political power.

In reflecting on the past year, I am appalled by the suffering that has been inflicted on the Thai people by the junta’s misplaced priorities. I have made clear to all who will listen that I have no desire to again hold political office in Thailand. As a patriot whose first loyalty is to my King and country, I wish only to return to a democratic Thailand to live in peace with my family.

The junta justified the coup in part on the assertion that my administration was corrupt. Once in power, they created a government agency whose sole purpose was to validate this claim by finding me and my family guilty of some form of financial malfeasance. After investigating me for a year, none of the original charges has been sustained, so they have concocted new ones. In so doing, they have had to invent new interpretations of Thai law with respect to investment and taxation.

These new legal interpretations cannot be applied only to me, however, which has jeopardized Thailand’s hard-earned reputation for predictability and respect for the rule of law. As a result, foreign investment — long a principal engine of Thailand’s economic growth — has begun to dry up.

To try to stop me or anyone sharing my enthusiasm for free markets and democracy from ever regaining power in a free election, the junta has banned my former political party, forbidden over 100 of the most prominent political figures in Thailand from running for political office, and frozen my financial assets in Thailand. For most of the past year, Thailand has been under martial law, with freedom of the press restricted and activity by political parties severely limited.

The junta appointed a committee to draft a new constitution for Thailand, stacking it with hand-picked bureaucrats. The committee’s top priority was to reduce the role of the Thai people and their elected representatives in national decision making. The constitution they produced needlessly reduces the size of the lower house of parliament to 480 from 500 members, the size of the Senate to 160 from 200 members, and redraws parliamentary districts in a manner designed to diminish the voting strength of the 35 provinces in northern and northeastern Thailand that have been most strongly opposed to the coup.

In addition, the new constitution strips the Thai people of the power to elect the Senate. Instead, senators will henceforth be appointed by unelected selection committees. The antidemocratic role of the Senate and the judiciary is amplified by features empowering the Senate to appoint heads of independent agencies and to remove the publicly elected prime minister.

In a referendum last month, an unexpectedly large number of Thais voted against adoption of the constitution, despite severe restrictions on organized opposition to the referendum imposed by the junta during the campaign.

There will now be a national election on Dec. 23, which the junta wants the world to accept as free and fair. As campaigning begins, however, the junta continues to apply martial law in the 35 northern and northeastern provinces. In those provinces, it remains illegal for more than 10 persons to gather for political purposes — though this rule and others are rarely enforced against political parties favored by the junta. To ensure itself a free hand, the junta is resisting efforts by the European Union and others to deploy election monitors.

The world appears inclined to accept all these departures from democratic norms. The explanation is as simple as it is troubling. The international community is so disgusted by the junta’s mismanagement that it wants it to pass from the scene as soon as possible. Rather than quarrel over the details of democracy, the world appears ready to look the other way so as to provide no reason for the junta to delay the Dec. 23 election. In a bizarre twist, the junta’s greatest weaknesses — its incompetence and unpopularity — have been transformed into its greatest short-term strengths.

The world is miscalculating, however, if it thinks there can be stability in Thailand without true democracy. The voters of northern and northeastern Thailand who the junta wants to disenfranchise may be poor, but they will not be denied their voice — nor will the millions of other Thais whose rights are being restricted.

We will not have stability, democracy and development in Thailand until we have genuine national reconciliation. Needless to say, national reconciliation will not be achieved at gunpoint or through rigged elections, but rather when our generals and politicians finally put the national interest above their own narrow interests.

Mr. Thaksin is a former prime minister of Thailand. 

บทความแปลจาก พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร เนื่องในวันครบรอบ 1 ปีของการทำรัฐประหาร

“การกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย” (“To Return to a Democratic Thailand”)
ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ The Asian Wall Street Journal ฉบับวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2550

ในวันเดียวกันนี้ของปีที่แล้ว ผมอยู่ที่กรุงนิวยอร์ก และเตรียมการที่จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมใหญ่ขององค์กรสหประชาชาติในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ผมมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสทำหน้าที่สำคัญนี้ เพื่อประเทศชาติอันเป็นที่รักของผม

หนึ่งปีก่อนหน้านั้น ผมได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องชาวไทยในการเลือกตั้ง ทำให้ผมสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากขึ้นใหม่ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นเป็นสมัยที่สองติดต่อกัน โดยในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยเกือบ 100 ปีของไทย ผมเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งนอกจากจะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้จนครบวาระ ผมยังได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องชาวไทยส่วนใหญ่ของประเทศให้รับตำแหน่งหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้ต่ออีกวาระหนึ่ง ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลของผม เราสามารถลดความยากจนของประชาชนของประเทศได้เกือบครึ่ง ให้โอกาสประชาชนเข้าถึงระบบของสวัสดิการรักษาพยาบาลในราคาต่ำเป็นครั้งแรกของประเทศไทย รัฐบาลของผมสามารถบริหารแผ่นดินด้วยงบประมาณที่สมดุลและยังสามารถชำระหนี้สินของประเทศชาติคืนให้แก่กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ได้จนครบถ้วน ในการเตรียมการที่จะกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติ ผมตั้งใจที่จะตอกย้ำถึงความสำเร็จและความก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตยของไทยในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ผมไม่สามารถมีโอกาสที่จะได้กล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมใหญ่ขององค์การสหประชาชาติตามที่กำหนดไว้ เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยของผม ถูกโค่นล้มโดยการกระทำรัฐประหารโดยกองทัพ การกระทำรัฐประหารต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นสิ่งที่ผมและพี่น้องชาวไทยส่วนใหญ่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นได้ในยุคนี้ ผมเชื่อมั่นว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นได้ฝังรากลึกในสังคมไทย เรามีรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน และมีความเป็นประชาธิปไตยสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

พี่น้องประชาชนชาวไทยมีความเชื่อมั่นและคาดหวังในระบอบประชาธิปไตยเช่นเดียวกับพี่น้องประชาชนในนานาอารยประเทศ และผมมั่นใจว่าพี่น้องประชาชนชาวไทยจะยืนหยัดต่อต้านอำนาจเผด็จการจนกว่าพี่น้องประชาชนจะได้อำนาจในการปกครองประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขคืนมา เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนักที่คณะรัฐประหารเสียเวลา 1 ปีที่ผ่านมาไปกับการกีดกันผมหรือใครก็ตามที่มีความเห็นทางการเมืองร่วมกับผม มิให้สามารถกลับคืนสู่เวทีการเมืองได้ แทนที่จะใช้เวลา 1 ปีที่ผ่านมาไปกับการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ หรือคืนสิทธิพื้นฐานโดยชอบธรรมให้แก่พี่น้องประชาชน

เมื่อคำนึงถึงระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา ผมต้องตกใจและเสียใจกับความเสียหายอันใหญ่หลวงที่พี่น้องชาวไทยและประเทศชาติได้รับจากการกำหนดนโยบายและการบริหารประเทศที่ผิดพลาดของคณะรัฐประหาร

ผมได้ชี้แจงหลายครั้งแล้ว และขอยืนยัน ณ ที่นี้ว่า ผมไม่มีความปรารถนาจะกลับเข้าไปสู่เวทีการเมืองอีกต่อไป ผมยังมีความจงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ยิ่งชีวิต ผมรักประเทศไทยที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอน และความปรารถนาเพียงประการเดียวของผม คือการได้กลับคืนสู่ประเทศชาติอันเป็นที่รักยิ่งที่อยู่ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเพื่อใช้ชีวิตร่วมกับภรรยาและครอบครัวของผมโดยสงบ

คณะรัฐประหารได้อ้างเหตุผลเพื่อความสร้างความชอบธรรมในการทำรัฐประหารว่า รัฐบาลภายใต้การนำของผมนั้นกระทำการทุจริตคิดไม่ชอบ ภายหลังการรัฐประหาร พวกเขาก็ได้ตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจขึ้นมาโดยมีภารกิจหลักเพียงประการเดียวคือการพยายามคิดค้นหลักฐานและข้อกล่าวหาต่างๆ เพื่อกล่าวหาว่าผมและครอบครัวมีการดำเนินการทางการเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับข้อกล่าวอ้างของการทำรัฐประหาร แต่จนเวลาผ่านไป 1 ปี หน่วยงานเฉพาะกิจของคณะรัฐประหารกลับไม่สามารถหาหลักฐานใดๆ มาพิสูจน์ข้อกล่าวหาที่มีตั้งแต่ต้นว่าผมทุจริตได้ จนต้องมีการปรุงแต่งเรื่องราวใหม่ๆ มาใส่ความผมและครอบครัวเพิ่มเติม และพวกเขายังต้องดำเนินการให้มีการประดิษฐ์การตีความกฎหมายแบบใหม่ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและภาษีอากรเพื่อใช้ดำเนินคดีกับผมและครอบครัวเป็นการเฉพาะ

การใช้บังคับและตีความกฎหมายเพื่อดำเนินการโดยเฉพาะกับผมและครอบครัว เป็นสิ่งที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง เพราะการกระทำเช่นนั้นจะกระทบถึงชื่อเสียงของประเทศไทยที่เคยเป็นประเทศที่ยึดมั่นในหลักนิติธรรมและมีความเที่ยงธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย ผลที่ตามมาของการกระทำของคณะรัฐประหารก็คือ การชะลอตัวของการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

คณะรัฐประหารยังพยายามหยุดยั้งมิให้ผมหรือใครก็ตามที่มีความเลื่อมใสในระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมและระบอบประชาธิปไตยเช่นเดียวกับผมได้รับการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนโดยดำเนินการให้มีการยุบพรรคไทยรักไทยซึ่งเป็นพรรคการเมืองภายใต้การนำของผม และยังได้ดำเนินการเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของผู้นำทางการเมืองของพรรคไทยรักไทยกว่า 100 คน นอกจากนี้ คณะรัฐประหารยังได้ดำเนินการอายัดทรัพย์สินของผมในประเทศไทยอีกด้วย ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก มีการจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชน และยังห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอีกด้วย

คณะรัฐประหารได้ตั้งคณะบุคคลขึ้นมาเพื่อทำการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประเทศ โดยมีภารกิจหลักเพื่อลดบทบาททางการเมืองของประชาชนและผู้แทนราษฎรในการตัดสินใจเรื่องที่มีความสำคัญระดับประเทศ รัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารจัดทำขึ้นมาได้ลดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก 500 คน เหลือ 480 คน ลดจำนวนวุฒิสมาชิกจาก 200 คน เหลือ 160 คน และยังกำหนดให้มีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่เพื่อทำลายฐานเสียงของพี่น้องประชาชนใน 35 จังหวัดภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ต่อต้านการรัฐประหารอย่างรุนแรงอีกด้วย

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ร่างโดยคณะรัฐประหารยังตัดสิทธิประชาชนชาวไทยในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก โดยวุฒิสมาชิกส่วนหนึ่งจะมาจากการแต่งตั้งโดยกลุ่มบุคคลที่มิได้เป็นผู้แทนของประชาชน และยังมีการเพิ่มบทบาทที่ขัดกับหลักการในระบอบประชาธิปไตยให้แก่วุฒิสมาชิกและสถาบันตุลาการในการคัดเลือกองค์กรอิสระ และให้สิทธิในการถอดถอนนายกรัฐมนตรีผู้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

ในการลงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญเมื่อเดือนที่แล้ว ปรากฏว่ามีพี่น้องชาวไทยจำนวนมากที่ลงมติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว แม้ว่ารัฐบาลและคณะรัฐประหารจะใช้มาตรการที่รุนแรงมากมายในการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนและองค์กรต่างๆ ที่คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม ซึ่งคณะรัฐประหารต้องการให้สังคมโลกยอมรับว่าเป็นการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม แต่กลับไม่ยอมยกเลิกกฎอัยการศึกใน 35 จังหวัดในเขตภาคเหนือและภาคอีสาน คณะรัฐประหารยังบังคับใช้กฎอัยการศึกและห้ามการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองโดยคน 10 คนขึ้นไป แต่คณะรัฐประหารกลับไม่บังคับใช้กฎอัยการศึกดังกล่าวกับกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมืองที่ยอมสยบต่ออำนาจของคณะรัฐประหาร และเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถควบคุมผลการเลือกตั้งได้อย่างเต็มที่ คณะรัฐประหารก็ต่อต้านความพยายามของสหภาพยุโรปและนานาอารยประเทศในการที่จะเข้าไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งครั้งนี้

ดูเหมือนประชาคมโลกจะยอมรับพฤติกรรมต่างๆ ของคณะรัฐประหารแม้จะเบี่ยงเบนจากหลักการประชาธิปไตยด้วยเหตุผลที่เข้าใจได้ง่าย แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องลำบากใจที่จะยอมรับ เหตุผลดังกล่าวของประชาคมโลกก็คือ ประชาคมโลกรังเกียจการบริหารประเทศที่ผิดพลาดของคณะรัฐประหาร จนต้องการให้คนกลุ่มนี้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ดังนั้น แทนที่ประชาคมโลกจะโต้แย้งพฤติกรรมอันไม่เป็นประชาธิปไตยต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย พวกเขาก็พร้อมที่จะเบือนหน้าหนีเพื่อที่คณะรัฐประหารจะได้ไม่สามารถสรรหาเหตุผลต่างๆ มาเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ได้ จึงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดที่จุดอ่อนที่สุดของคณะรัฐประหาร อันได้แก่ ความไร้สมรรถภาพและไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนกลับช่วยชีวิตให้คณะรัฐประหารให้อยู่รอดได้ในระยะเวลาอันสั้นนี้

ประชาคมโลกกำลังคาดการณ์ผิดถ้าคิดว่าความสงบและความมั่นคงจะกลับคืนสู่ประเทศไทยได้ แม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แม้ว่าประชาชนชาวไทยในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่กำลังถูกคุกคามและจำกัดสิทธิเสรีภาพโดยคณะรัฐประหารนั้นอาจจะยากจนข้นแค้น แต่พวกเขาจะไม่ยอมให้มีการปฏิเสธสิทธิเสรีภาพของพวกเขา เช่นเดียวกับพี่น้องชาวไทยอีกนับล้านคนที่กำลังถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพโดยคณะรัฐประหาร พวกเขาก็จะไม่ยอมรับการกดขี่เช่นนี้ตลอดไป

เราจะไม่มีวันได้เห็นความมั่นคง ประชาธิปไตยและการพัฒนาของประเทศไทยตราบเท่าที่เรายังไม่มีแผนการเพื่อสร้างความสามัคคีของคนในชาติ ผมคงไม่จำเป็นต้องย้ำว่ากระบอกปืนหรือการเลือกตั้งที่สกปรกจะไม่มีวันนำประเทศไทยกลับคืนไปสู่ความสมานสามัคคีของคนในชาติได้ วิถีทางเดียวที่จะทำให้ประเทศชาติกลับคืนสู่ความสงบและความมั่นคงได้ ก็เมื่อบรรดานายทหารและนักการเมืองให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือผลประโยชน์เฉพาะหน้าของพวกเขา

พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรี

ควันหลง”แฮปปี้เดย์ทักษิณ” วิลล่าพ่ายเจ้าบ้าน แมนซิตี้ไป 1ประตู

ทราบผลกันไปเป็นที่เรียบร้อย ผลการแข่งขันพรีเมียร์ลีก ระหว่าง แมนซิตี้-แอสตัน วิลล่า ซึ่งเป็นนัดเยือนของแอสตัน วิลล่า ที่เจ้าถิ่นแมนซิตี้ได้ยัดเยียดความพ่ายแพ้ จากการยิงของ มิดฟิลด์ ไมเคิล จอนสัน ในครึ่งหลัง นาทีที่ 48

แฟนบอลเรือใบสีฟ้าและแฟนบอลชาวไทยบนอัฒจรรย์ ต่างพากันส่งเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจ แต่ด้วยอากาศที่ไม่เป็นใจช่วงใกล้จบเกมส์ ฝนตกลงมาทำให้แฟนบอลที่นั่งอยู่ชั้นติดสนาม ต่างพากันเขยิบหนีความหนาวเย็น และทำให้แฟนบอลวิลล่าที่นั่งกันเป็นกลุ่มใหญ่ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่ยืนเรียงเป็นแถวเพื่อเป็นการป้องกัน การปะทะระหว่างแฟนบอล ซึ่งทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม ต่างผิดหวังในเกมส์

หลังการแข่งขัน แฟนบอลบางกลุ่มได้มายืนรอตรงทางออก เพื่อดักรอ พล.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมาพร้อมบุตรสาว น้องเอม มาในชุดกระโปรงสั้น และ บุตรชาย ที่ต่างมีใบหน้าแสดงความดีใจกับผลการแข่งขันในนัดนี้

กระทั่ง การการปรากฏตัวของ พล.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แฟนบอลต่างพากันกรูเข้าไปขอถ่ายรูปร่วมและขอลายเซนต์เป็นที่ระลึก พร้อมกลุ่มคนไทยต่อต้านรัฐประหารได้ร่วมแสดงความยินดี ก่อนขึ้นรถแยกย้ายเพื่อไปฉลองชัยชนะนัดเยือนถิ่นของวิลล่ากับครอบครัวและทีมงานเรือใบ

เขียนใน Sport. Leave a Comment »